(ต่อ8) บทประชาสัมพันธ์ Leave No Man Behind แบล็ค ฮอร์ค ดาวน์ ยุทธการฝ่ารหัสทมิฬ ฉายวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 - newswit
กรุงเทพฯ--29 ม.ค.--โคลัมเบีย ไทรสตาร์ ซิมเมอร์เคยทดลองผสมผสานระหว่างดนตรีแบบอัฟริกันดั้งเดิมเข้ากับดนตรีสไตล์ภาพยนตร์แนวดราม่ามาแล้วในผลงานชุดหนึ่งในยุคแรกๆ ของเขา คือชุด A World Apart และยังคงสร้างผลงานในลักษณะนั้นอีกกับผลงานที่ชื่อว่า The Power of One, The Lion King และ Endurance ซึ่งเขาโปรดิวซ์ให้กับคอมโพเซอร์ จอห์น พาวเวลล์ และนั่นก็ทำให้เขากลายเป็นผู้ประพันธ์ดนตรีที่มีคุณสมบัติตามที่สก็อตต์ต้องการพอดี "ผมไม่ได้ต้องการดนตรีแนวป็อบเพื่อมาใช้ประกอบเหตุการณ์เหล่านี้" สก็อตต์อธิบาย "ดนตรีของฮันส์ได้รับอิทธิพลมาจากดนตรีของพวกมุสลิมสูงมากทีเดียว" "ในโมร็อคโค ผมต้องตื่นแต่เช้าทุกวันเพราะได้ยินเสียงสวดมนต์" สก็อตต์เล่า "ซึ่งเป็นเสียงที่ฟังดูไพเราะและน่าเกรงขามมาก ดังนั้น ดนตรีของฮันส์จะต้องเป็นการผสมผสานระหว่างขนมธรรมเนียมแบบตะวันออกและตะวันตก" หลังจากทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยมานานถึงสี่เดือนเต็ม ในที่สุด ทั้งทีมงานและนักแสดงถึงได้มีเวลาที่จะมาพูดคุยถึงประสบการณ์ที่พวกเขาได้กลับไปสัมผัสถึงประวัติศาสตร์เสี้ยวหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ อะไรคือสิ่งที่พวกเขาหวังว่าคนดูจะได้กลับไปหลังจากที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว "ทหารส่วนมากจะบอกกับคุณว่าภารกิจในภาพยนตร์เรื่อง Black Hawk Down ถือความสำเร็จ องค์ประกอบที่ชวนโศกเศร้าแฝงอยู่ในปฏิกริยาที่ประเทศของเรามีในภายหลัง" ผู้อำนวยการสร้างบริหาร ไมก์ สเตนสันกล่าว "คนเหล่านี้เป็นมืออาชีพ และคาดหวังอยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งพวกเขาอาจต้องประสบกับเหตุร้าย เมื่อพวกเขาถูกส่งตัวไปปฏิบัติภารกิจที่เสี่ยงอันตรายแบบนี้ แต่พวกเขาก็อยากให้แน่ใจว่าสาธารณชนและผู้นำจะมีความเข้าใจในสิ่งที่อาจต้องสูญเสียไป และส่งพวกเขาไปปฏิบัติภารกิจที่คุ้มค่าต่อสิ่งที่จะต้องเสียไปแล้วนั้น ในโซมาเลีย พวกเขาไม่ได้รับการเตรียมตัวให้ต้องมาเจอกับเหตุการณ์แบบนั้นเลย" "ผมคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะแสดงให้เห็นถึงด้านดีและด้านร้ายของภารกิจเช่นนี้" สตีเว่น ฟอร์ดกล่าว "กองทัพของเราควรจะทำตัวเป็นผู้รักษาความสงบ, ดูแลประชาชน หรือต่อสู้ในสงครามกันแน่ หน้าที่แต่ละอย่างนี้คืองานที่ต้องแบ่งแยกจากกัน และในโมกาดีชู เส้นแบ่งมันเหมือนกับเบลอร์ไป ทุกวันนี้ โลกกำลังเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว จนสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในโซมาเลียกลายเป็นเพียงแสงกระพริบสั้นๆ หนึ่งครั้งบนจอเรดาร์ของซีเอ็นเอ็นที่กระพริบอยู่แค่สามวันเท่านั้น ถ้าคุณเผอิญไปท่องเที่ยวพักร้อนที่ไหน คุณก็อาจจะพลาดข่าวที่กลุ่มคนสุดยอดพวกนี้ต้องสละชีพตัวเองเพื่อพยายามทำสิ่งที่มันมีความหมายที่สุดไป" "สงครามคือสิ่งที่เปล่าประโยชน์" อีริค บาน่า บอก "แต่บางครั้งมันก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เราอยากจะทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่โชคไม่ดีที่การจะทำเช่นนั้นได้หมายถึงจะต้องมีการต่อสู้ในสงครามเกิดขึ้นมากมายหลายครั้ง ผมอยากให้คนดูรู้สึกเหมือนกับพวกเขาได้ไปอยู่ที่นั่นในอาคารเป้าหมาย อยู่ในกลุ่มขบวนรถที่ออกมาให้ความช่วยเหลือ และอยู่ที่อลาโม่ ผมหวังจะให้พวกเขาเดินออกจากโรงภาพยนตร์ไปด้วยความรู้สึกราวกับว่าพวกเขาได้ผ่านสงครามไปพร้อมกับทหารเหล่านี้ด้วย เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้มีความเข้าอกเข้าใจในสิ่งที่ผู้ชายเหล่านี้ต้องทำในการสู้รบครั้งนั้น" จอห์นนี่ สตรอง ผู้รับบทเป็นแรนดี้ ชักฮาร์ต ทหารประจำหน่วยเดลต้า กล่าวเสริมว่า "สำหรับผม สิ่งที่มีความสำคัญจริงๆ ก็คือ ปฏิกริยาของครอบครัวทหารที่เคยไปร่วมรบในสงครามครั้งนั้น ถ้าผมสามารถจะพูดอะไรกับพวกเขาได้ ผมอยากจะบอกว่า เราได้ทุ่มเทให้กับการแสดงเป็นคนเหล่านี้อย่างที่พวกเขาเป็นจริงๆ แล้ว" "พวกเขาไม่รู้เหตุผลว่าทำไมถึงต้องทำ แต่พวกเขาทำและเสียชีวิตไป" ออร์แลนโด้ บลูม ยกคำกล่าวอันโด่งดังมาจากหนังสือเรื่อง The Charge of the Light Brigade ของอัลเฟร็ด ลอร์ด เทนนีสัน เพื่อกล่าวถึงทหารที่ต้องต่อสู้ในโซมาเลีย "พวกเขาเดินทางไปยังโมกาดีชู ทำในสิ่งที่พวกเขาได้รับการฝึกฝนมา และต้องเอาชีวิตของพวกเขาไปเสี่ยง ความจริงที่ว่าในไม่ช้ารัฐบาลของพวกเขาจะถอนกำลังออกจากโซมาเลียเป็นสิ่งที่อยู่พ้นเกินการจัดการของหน่วยทาสก์ฟอร์ซ แรนเจอร์ คนเหล่านี้เป็นทหารเดินเท้า ทุกคนที่พาตัวเองไปยืนอยู่ในตำแหน่งนั้นถือว่าประสบความสำเร็จแล้วในความคิดของผม" ทอม ไซซ์มอร์ให้ความเห็นว่า "ผมว่า Black Hawk Down จะเป็นการนำสิ่งที่ทหารเหล่านี้ต้องอดทน และความจริงที่ว่าพวกเขามีความกล้าหาญขนาดไหน กลับมายังบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา ไม่ว่าภารกิจครั้งนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญ เราต้องการคนอย่างพวกเขาเพื่อปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ" "สุดท้ายแล้ว ผมว่า Black Hawk Down ก็คือมุมมองของทหารทั่วโลก" ริดลีย์ สก็อตต์กล่าว "ทหารโซมาเลีย ถึงแม้ว่าจะได้รับการฝึกฝนมาน้อยกว่า และอาวุธก็ล้าสมัยกว่าของทางอเมริกา แต่พวกเขาก็เป็นทหารที่มีประสิทธิภาพ สรุปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในโมกาดีชูได้กลายเป็นการพบปะกันระหว่างทหารสองกลุ่มที่กำลังเร่าร้อน ก็เหมือนกับที่ 'ฮู้ต' ได้กล่าวเอาไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า 'สักวัน เมื่อกระสุนนัดแรกเจาะทะลุเข้าไปในหัวคุณ การเมืองต่างๆ จะกระโดดออกทางหน้าต่าง' จากนั้นมันก็กลายมาเป็นการคอยดูแลคนที่ยืนอยู่ข้างๆ คุณ และทำหน้าที่ของคุณให้สำเร็จ" "แต่สุดท้ายแล้ว" ผู้กำกับสก็อตต์กล่าวต่อ "มันก็ยังมีคำถามที่ค้างคาอยู่ว่า สหรัฐฯ มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปอยู่ในโซมาเลียหรือไม่ ผมว่าเมื่อพูดถึงเรื่องของสิทธิมนุษยชนแล้ว คำตอบก็คือ..มีสิทธิ์..มี และก็มี ทุกคนสามารถที่จะเดินเข้าไปและทำหน้าที่นี้ แต่ภารกิจนี้ตกอยู่ในความรับผิดชอบของอเมริกาก็เพราะความหนักแน่น ความทรงเกียรติ และความมีอำนาจของประเทศแห่งนี้" "ในเดือนตุลาคม ปี 1993 เราทุกคนต่างได้เห็นภาพศพของทหารอเมริกันทางทีวี แล้วเราก็ถึงกับต้องร้องว่า 'คุณพระช่วย' และพากันเปลี่ยนช่องไปดูอะไรที่มันเจริญหูเจริญตามากกว่า แต่โลกได้เปลี่ยนไปแล้วในช่วงแปดปีที่ผ่านมา มันเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหน โชคร้ายที่ทุกอย่างมากระจ่ายชัดเมื่อวันที่ 11 กันยายน และบทเรียนนั้นก็มีอยู่ว่า ถ้าคุณไม่คอยระวังประตูหลังให้ดีล่ะก็ อาจจะมีคนบุกเข้ามาทางนั้นก็ได้" เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์กล่าวว่า "คนพวกนี้ถูกส่งตัวไปยังโซมาเลีย ซึ่งเป็นโซนที่กำลังร้อนระอุ และภายใต้ความกดดันทางด้านการเมืองได้นำมาซึ่งผลลัพธ์บางอย่างที่ทำให้พลเรือนไม่อาจอยู่เฉยได้ คนเหล่านี้ที่ต้องต่อสู้อยู่ที่นั่นได้สละชีวิตของพวกเขา หรือไม่ก็ต้องเห็นเพื่อนตายไปกับตา และผมก็แน่ใจว่าพวกเขาจะต้องได้รับการกระทบกระเทือนจิตใจไปตลอดชีวิตแน่" "Black Hawk Down จะพาคนดูไปสู่สถานการณ์ที่น่าสยดสยองนั้น" บรัคไฮเมอร์สรุป "พวกเขาจะได้เห็นความซับซ้อนของสถานการณ์ในโซมาเลียขณะนั้น พวกเขาจะได้เห็นถึงความกล้าหาญของทหารเหล่านั้น ได้เห็นถึงความทุ่มเท และวินัยที่พวกเขามี คนดูจะได้เห็นว่าสงครามมีความโหดร้ายขนาดไหน และสงครามครั้งนั้นได้สั่งสอนประเทศแห่งนี้ให้รู้ว่า จะรับมือมันอย่างไรต่อไปในอนาคต" ปัจฉิมลิขิตวันที่ 11 กันยายน 2001 ผลพวงจากการก่อสงครามที่สร้างความเสียหายสูงสุดเท่าที่เคยมีมาต่อชาวอเมริกันในแผ่นดินของพวกเขาเอง คำชี้แจงของโอซาม่า บิน ลาเด้น ที่เชื่อมโยงถึงการให้สัมภาษณ์ในปี 1997 ผู้ก่อการร้ายข้ามประเทศผู้นี้คือผู้ที่ให้การสนับสนุนการฝึกกองทหารโซมาเลีย ซึ่งทำการต่อสู้กับทีมแรนเจอร์และหน่วยรบพิเศษในโมกาดีชู โดยลูกน้องของบิน ลาเด้นจำนวนหนึ่งได้อ้างว่าพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบในครั้งนั้นด้วย วันที่ 19 ตุลาคม 2001 ทหารกลุ่มแรกที่เข้าร่วมปฏิบัติการในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายครั้งล่าสุดนี้ คือทหารจากกองพัน 75th Ranger Regimment พร้อมด้วยกลุ่มคอมมานโดหน่วยต่างๆ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยเดลต้าฟอร์ซ ที่กระโดดร่มลงในบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของกันดาฮาห์ ประเทศอัฟกานิสถาน ประมาณหนึ่งร้อยไมล์ พวกเขาคือทหารจากกองพันเดียวกับที่เคยร่วมต่อสู้ในการรบที่โมกาดีชู และยังให้การช่วยเหลืองานถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Black Hawk Down ในโมร็อคโคด้วย วันที่ 7 พฤศจิกายน 2001 สหรัฐฯ ได้ทำการยึดทรัพย์สินของ 62 องค์กรที่ต้องสงสัยว่าพัวพันกับการให้เงินสนับสนุนแก่กลุ่มกองโจรอัลเกด้าของโอซามา บิน ลาเด้น หนึ่งในองค์กรที่โดนยึดทรัพย์ไป ก็คือ อัลบารากัต ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำการค้าเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือและบริการทางด้านไปรษณีย์ และมีเครือข่ายอยู่ในอเมริกา รวมถึงประเทศอื่นๆ อีก 40 ประเทศ บริษัทแห่งนี้ถูกกล่าวหาว่าให้เงินสนับสนุนบิน ลาเด้นและองค์กรของเขาเป็นเงินหลายล้านดอลล่าร์ ฐานการปฏิบัติงานของอัลบารากัตอยู่ในโมกาดีชู ประเทศโซมาเลีย สงครามที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อแปดปีก่อน บนถนนฮอว์ลวาดิก...ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเสียงสะท้อนที่ใกล้จะจางหายในประวัติศาสตร์อเมริกัน ยังคงดำเนินอยู่ ภาคผนวก : บทบัญญัติแห่งแรนเจอร์ จงสำนึกว่าข้าพเจ้าอาสาสมัครมาเป็นหน่วยแรนเจอร์ โดยได้รับรู้ถึงอันตรายในหน้าที่การงานที่ข้าพเจ้าได้เลือกแล้ว ข้าพเจ้าพร้อมที่จะบากบั่นเพื่อยึดมั่นเชิดชูเกียรติ ศักดิ์ศรี และความสามัคคีในหมู่แรนเจอร์ จงยอมรับในความจริงที่ว่า แรนเจอร์เป็นทหารที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ทั้งบนบก ในน้ำ และบนอากาศ ข้าพเจ้ายอมรับความจริงที่ว่าในฐานะแรนเจอร์ ประเทศชาติคาดหวังให้ข้าพเจ้าเดินต่อไปข้างหน้า อย่างรวดเร็ว และต่อสู้อย่างพากเพียรมากกว่าทหารหน่วยอื่น ข้าพเจ้าจะไม่ทำให้เพื่อนพ้องผิดหวัง ข้าพเจ้าจะคอยระวังตัวเสมอ สร้างความแข็งแกร่งทั้งทางด้านร่างกายและมโนธรรม ข้าพเจ้าจะแบกรับหน้าที่ในส่วนของข้าพเจ้าไม่ว่ามันจะเป็นภารกิจใด ด้วยความเต็มใจหนึ่งร้อยเปอร์เซนต์ ข้าพเจ้าจะแสดงให้โลกเห็นว่าข้าพเจ้าคือทหารที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ความนอบน้อมต่อนายทหารชั้นสูงกว่า ความปราณีตในการแต่งกายและการใส่ใจต่อเครื่องมือของข้าพเจ้าคือตัวอย่างที่ทำให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม ข้าพเจ้าจะเผชิญหน้ากับศัตรูของประเทศชาติด้วยพลังอันเปี่ยมล้น ข้าพเจ้าจะกำชัยเหนือศัตรูในสนามรบ เพราะข้าพเจ้าได้รับการฝึกที่ดีกว่า และจะต้องสู้อย่างเต็มกำลังความสามารถ การยอมจำนนเป็นคำที่ไม่ปรากฏในสารบบของแรนเจอร์ ข้าพเจ้าจะไม่มีวันทิ้งเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บหรือล้มตายให้ตกอยู่ในกำมือของศัตรู และไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมใด ข้าพเจ้าคือตัวแทนของประเทศชาติ ข้าพเจ้าพร้อมแสดงความแข็งแกร่งที่จำเป็นในการต่อสู้เพื่อมุ่งสู่วัตถุประสงค์ของแรนเจอร์ และปฏิบัติหน้าที่ให้สมบูรณ์ ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว แรนเจอร์พร้อมบุกตะลุย! (ยังมีต่อ) -สส-