(ต่อ1) บทประชาสัมพันธ์ Leave No Man Behind แบล็ค ฮอร์ค ดาวน์ ยุทธการฝ่ารหัสทมิฬ ฉายวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 - newswit
กรุงเทพฯ--29 ม.ค.--โคลัมเบีย ไทรสตาร์ 5:30 AM ในที่สุด ทีมช่วยเหลือสามารถกู้ร่างของวอลค็อตต์ได้สำเร็จ และเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากเมือง แต่เนื่องจากยานพาหนะอัดแน่นไป ด้วยกองกำลังของเท่นต์เม้าต์เท่นและสหประชาชาติ ทีมแรนเจอร์จึงต้องอยู่รั้งท้ายขบวนเพื่อตอบโต้ต่อการโจมตี6:30 AM ทีมช่วยเหลือกลับสู่สนามกีฬาที่อยู่ในการควบคุมของสหประชาติด้วยอย่างปลอดภัย โดยมีผู้เสียชีวิต 18 คน บาดเจ็บ 73 ราย ไม่มี การยืนยันจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายของชาวโซมาเลีย แต่น่าจะมีผู้เสียชีวิตประมาณ 500 คน กับบาดเจ็บอีกจำนวนมากวันที่ 8 มีนาคม 2001 : ภารกิจครั้งใหม่ 3/8/01 คือวันแรกของการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Black Hawk Down ในเคนิตร้า ประเทศโมร็อคโค Black Hawk Down คือภาพยนตร์ที่นำเค้าโครงเรื่องมาจากหนังสือที่ได้รับคำชมของมาร์ก โบว์เด้น ซึ่งพูดถึงสงครามของโมกาดีชู นับแต่วันที่ได้อ่านหนังสือของโบว์เด้นเรื่องนี้ ผู้อำนวยการสร้างเจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์รู้ดีว่า มันถึงเวลาแล้วสำหรับภารกิจครั้งใหม่ นั่นก็คือ การนำหนังสือเล่มนี้ขึ้นจอให้มีความสมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และผู้อำนวยการสร้างบริหาร ไซม่อน เวสต์ ก็คือคนที่นำหนังสือเล่มนี้มาให้บรัคไฮเมอร์อ่าน "ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก่อนที่มันจะออกวางแผงขายตามร้าน แล้วผมก็ตกหลุมรักมัน" บรัคไฮเมอร์บอก "ผมมักจะชอบเล่าเรื่องราวที่มันเกี่ยวข้องกับมิตรภาพความเป็นพี่น้องระหว่างผู้ชาย ความสนใจใยดีในชีวิตคนอื่นมากกว่าที่คุณจะสนใจตัวเอง และนั่นก็คือสิ่งที่พวกแรนเจอร์ ทหารหน่วยเดลต้าฟอร์ซ และพวกนักบินเป็นกัน เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องพาตัวคู่ซี้ของคุณกลับไปเป็นๆ มากกว่าที่จะช่วยเหลือพวกเขา มันเป็นการกระทำที่กล้าหาญภายใต้การเสี่ยงภัย และนั่นก็คือเรื่องที่มีพลังมหาศาลในการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์" มาร์ก โบว์เด้น นักข่าวที่มีชื่อเสียงของหนังสือพิมพ์ The Philadelphia Inquirer เริ่มต้นศึกษาเรื่องราวนี้หลังจากที่เกิดเหตุการณ์จริงประมาณสองปีกว่าๆ เมื่อเรื่องนี้เริ่มจางหายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์ โดยถูกสื่อมวลชนมองว่าเป็นความล้มเหลวทางการทหาร และเป็นความล้มเหลวทางด้านงานต่างประเทศของรัฐบาลประธานาธิบดี บิลล์ คลินตัน โบว์เด้นเริ่มหลงใหลในรายละเอียดของตัวสงคราม และเหตุการณ์ที่ตามมา ผู้ชายที่ต้องต่อสู้ตั้งแต่ช่วงกลางวันอันยาวนานไปจนถึงค่ำคืนเป็นใคร พวกเขารู้สึกอย่างไร หลังจากทำการค้นคว้าในช่วงแรกแล้ว สงครามครั้งนี้ดูคลายความรุนแรงลงในความรู้สึกของโบว์เด้นเมื่อเขาได้รับคำเชิญจากจิม สมิธ พ่อของเจมี่ สมิธ แรนเจอร์นายหนึ่งที่โดนสังหารในสงครามครั้งนี้ เพื่อให้โบว์เด้นเข้าร่วมในพิธีเปิดอาคารแห่งหนึ่งที่ได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เด็กหนุ่มผู้นี้ ที่นั่น เขาได้พบกับแรนเจอร์อีก 12 นายที่เคยต่อสู้ในโมกาดีชูพร้อมกับเจมี่ และทุกคนต่างยินดีที่จะให้โบว์เด้นสัมภาษณ์ นี่คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่นำโบว์เด้นไปสู่ช่วงเวลาหลายปีที่เขาต้องทุ่มเทให้กับการค้นคว้าเพิ่มเติม การสัมภาษณ์ และการเดินทางไปยังโซมาเลียในช่วงฤดูร้อนของปี 1997 และหนังสือที่ใช้ชื่อว่า Black Hawk Down: A Story of Modern War ก็ได้รับการตีพิมพ์ในปี 1999 และได้รับคำชมในเรื่องของรายละเอียดและความเสมอภาค การจะนำหนังสือของโบว์เด้นมาขึ้นจอได้ บรัคไฮเมอร์ติดต่อไปหาริดลีย์ สก็อตต์ หนึ่งในผู้กำกับที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการจนเป็นที่ยอมรับของวงการ ชายซึ่งเป็นเจ้าของผลงานที่เปลี่ยนแปลง มีอิทธิพลต่องานสร้างภาพยนตร์อย่างที่พวกเราก็รู้กันอยู่แล้ว บรัคไฮเมอร์นั้นเคยร่วมงานกับโทนี่ สก็อตต์ น้องชายของริดลีย์มานานแล้ว โดยโทนี่ก็คือผู้กำกับผลงานฮิตของบรัคไฮเมอร์ถึงห้าเรื่องด้วยกัน คือ Top Gun, Beverly Hills Cop II, Days of Thunder, Crimson Tide และ Enemy of the Stage อย่างไรก็ดี บรัคไฮเมอร์ยังไม่เคยมีโอกาสได้ร่วมงานกับริดลีย์ สก็อตต์ ซึ่งเป็นผู้กำกับที่บรัคไฮเมอร์เองให้การยกย่องว่าเป็น "ผู้กำกับคนหนึ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดในปัจจุบัน ริดลีย์คือศิลปินที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก และภาพยนตร์ของริดลีย์ก็เหมือนมีชีวิตของมันเอง" "ผมเองได้รู้จักกับเจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์มานานหลายปีแล้ว" ริดลีย์ สก็อตต์เล่า "แต่ครั้งสุดท้ายที่ผมได้ร่วมงานกับเขาก็คงจะเป็นเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้วเมื่อตอนที่ผมกำกับภาพยนตร์โฆษณาอยู่ในซานฟรานซิสโก และเจอร์รี่ก็เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับเอเจนซี่แห่งนั้น หลังจากที่เราเสร็จงาน เราขับรถกลับไปที่โรงแรม แล้วเจอร์รี่ก็พูดกับผมว่า 'รู้ไหม นี่เป็นงานสุดท้ายของผมแล้วนะ' ผมถามเขาว่าเขาจะทำอะไรต่อไป เจอร์รี่ตอบว่าเขาอยากจะสร้างหนัง" "ผมตอบเขาว่า 'งั้นเหรอ ได้แน่'" สก็อตต์ย้อนเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ "ตลอดหลายปีมานี้ เจอร์รี่กับผมได้พูดคุยกันถึงเรื่องที่เราจะทำงานด้วยกัน ต่อมา เขาได้ติดต่อมาหาผมเกี่ยวกับโปรเจกต์หนึ่งซึ่งเขาคิดว่าอาจจะเหมาะกับผม โปรเจกต์นั้นมีชื่อว่า Black Hawk Down" ริดลีย์ สก็อตต์ยังจำถึงปฏิกริยาที่เขามีต่อเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ดี "ตอนนั้นผมอยู่ในลอนดอน ผมจำได้ว่าผมกำลังนั่งดูข่าวของบีบีซีอยู่ และผมก็ได้เห็นภาพอันน่าเศร้าที่ศพสองศพถูกทุบตีและทำลายอย่างรุนแรง แล้วผมก็รู้ว่า ตายแล้ว นั่นมันทหารของสหรัฐฯ นี่ ผมใช้เวลานานกว่า 20 ปีเดินเข้าเดินออกในอเมริกา จนผมรู้เลยว่าคนอเมริกันจะมีปฏิกริยากับเรื่องแบบนี้ยังไง ผมรู้ดีว่ามันคงจะสร้างอาการช็อคกับระบบ กับการได้เห็นภาพของคนร่วมชาติที่ถูกผลักดันไปสู่แนวหน้าของชีวิตในจอทีวีที่บ้านแบบนี้" สก็อตต์ไม่ประหลาดใจเลยเมื่อสงครามและผลพวงเริ่มหายไปจากรายการข่าวอย่างรวดเร็ว "พวกเราที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่ได้รับการปกป้องมีแนวโน้มที่จะลืมว่าพวกเราโชคดีแค่ไหนที่เกิดมาอยู่ในสังคมแบบนี้" สก็อตต์บอก "การได้เป็นพยานรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโมกาดีชูมันทำให้คนเราเริ่มเข้าใจว่าการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศในโลกที่สามเป็นอย่างไร แต่สังคมที่ได้รับการปกป้องก็มีแนวโน้มที่จะเป็นพวกที่ชอบแยกตัว พวกเขาชอบที่จะปิดกั้นตัวเองจากความสยดสยอง ผมคิดว่า เมื่อคุณมาจากสังคมที่มีความสำเร็จ ซึ่งอเมริกาได้รับการยกย่องว่าเป็นสังคมที่ประสบความสำเร็จที่สุด ร่ำรวยที่สุดในโลก มันจะมีโซนที่แสนสุขสบายที่ทำให้คนเรามีแนวโน้มที่จะปิดกั้นตัวเอง" "ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนั้นก็คือ" สก็อตต์กล่าวต่อ "มันคุ้มค่าหรือไม่ที่จะส่งคนอเมริกันไปต่อสู้ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของโลกที่ประชาชนกว่า 90 เปอร์เซนต์ไม่สามารถระบุได้บนแผนที่ แต่ผมว่าเหตุการณ์ในปีที่ผ่านไปนั้นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคุณต้องทำเช่นนั้น เพราะถ้าคุณไม่ทำ ถ้าคุณปล่อยให้สิ่งต่างๆ ผ่านคุณไป แม้ว่าในเวลานั้น เหตุการณ์นั้นจะดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับคุณ แต่มันก็จะย้อนกลับมา และกัดคุณเข้าให้" หลังจากริดลีย์ สก็อตต์ได้อ่านหนังสือของโบว์เด้นเรื่องนี้แล้ว เขาก็เกิดความคิดในการถ่ายทำภาพยนตร์จากหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาทันที ก่อนหน้านี้ เขาเคยสร้างฉากสงครามโบราณใน Gladiator มาแล้ว และกับ Black Hawk Down นี้ เขามองเห็นถึงโอกาสที่จะเล่าเรื่องราวที่ไร้กาลเวลาของเหล่าชายหนุ่มในสงคราม ถึงแม้ว่าจะมีภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามถูกสร้างออกมาแล้วเป็นพันๆ เรื่อง แต่มีอยู่เพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่นำเสนอภาพการต่อสู้เพียงสงครามเดียวแทนที่จะนำเสนอถึงเหตุความขัดแย้งต่างๆ สำหรับ Black Hawk Down สก็อตต์มองหาวิธีที่จะนำเสนอภาพของสงครามที่ไม่มีการประนีประนอม ที่มาพร้อมความสยดสยอง สิ่งที่ทำร้ายความรู้สึก และการกระทำอันกล้าหาญที่ปฏิเสธกันไม่ได้ เช่นเดียวกับในหนังสือ สก็อตต์ตั้งใจที่จะสร้างเรื่องราวของสงครามที่จำกัดข้อมูลรายละเอียด ยกเว้นแต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการต่อสู้เท่านั้น สก็อตต์ไม่สนใจที่จะสร้างเรื่องราวปูมหลังของทหารแต่ละนาย หรือเพื่อให้คนดูได้เรียนรู้ประวัติของพวกเขาก่อนและหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทุกสิ่งที่เผยให้เห็นถึงโลกส่วนตัวของพวกเขาจะปรากฏให้เห็นเฉพาะในการกระทำของพวกเขาระหว่างปฏิบัติภารกิจเท่านั้น ความท้าทายที่บรัคไฮเมอร์และสก็อตต์ต้องเผชิญ คือ จะทำอย่างไรในการแปลงความซับซ้อนของหนังสือของโบว์เด้นให้กลายมาเป็นภาพยนตร์ที่จะเติบโตต่อไปได้ "เหตุการณ์ครั้งนี้กินเวลา 16 ชั่วโมงนับแต่เริ่มภารกิจจนภารกิจสิ้นสุดลง และแน่นอน เราไม่ได้ใช้เวลา 16 ชั่วโมงนั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์แน่" บรัคไฮเมอร์บอก "หนังสือเล่มนี้เหมือนกับภาพจิ๊กซอว์แห่งเหตุและผลขนาดใหญ่" สก็อตต์กล่าวเสริม "เมื่อชิ้นส่วนชิ้นต่างๆ เริ่มต่อเข้าด้วยกัน มันรวมกันเป็นโครงสร้างของสงครามที่เกิดขึ้นในเวลา 16 ชั่วโมง ผมว่ามันเป็นงานที่สุดหินที่จะแปลงมันให้กลายมาเป็นบทภาพยนตร์" คนที่เข้ามาช่วยบรัคไฮเมอร์และสก็อตต์ในการแปลงหนังสือให้กลายเป็นบทภาพยนตร์ ก็คือ มือเขียนบทหนุ่ม เคน นอแลน ผู้ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการเขียนบทให้กับฮอลลีวู้ดมานานถึงสิบปี แต่นอแลนก็ยังไม่เคยเห็นผลงานของเขาให้ผลที่สมบูรณ์บนจอภาพยนตร์เลย เมื่อนอแลนได้อ่านหนังสือของโบว์เด้น "มันเป็นการอ่านที่น่าทึ่งมากทีเดียว" นอแลนบอก "สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจในเรื่อง Black Hawk Down ก็คือ มันเป็นหนังสือเกี่ยวกับสงคราม ซึ่งทำให้คนอ่านเหมือนกับได้สัมผัสประสบการณ์ของทหารเหล่านั้นจริงๆ" "การย่อเหตุการณ์เหล่านั้นให้อยู่ในช่วงเวลาเพียงสองชั่วโมงครึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาก" บรัคไฮเมอร์ให้ความเห็น "เรารู้ดีว่า เราจะต้องผ่านการขออนุมัติต่างๆ มากมาย ต้องขยายภาพเหตุการณ์ต่างๆ และประกอบเรื่องราวของบุคคลจริงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามนั้น คุณต้องตัดสินใจขณะที่ต้องยึดความเป็นจริงของเหตุการณ์นั้นเอาไว้ และหวังว่าเราได้ตัดสินใจถูกต้องแล้ว" "เรื่องของเรื่องก็คือ คนเหล่านี้คือฮีโร่" ผู้อำนวยการสร้างบริหาร ไมก์ สเตนสัน กล่าวเสริม "เหตุผลที่ทำให้พวกเขาลงเอยในการต่อสู้ยาวนาน 16 ชั่วโมง ก็คือ พวกเขาต้องไปช่วยชีวิตเพื่อนของพวกเขาที่กำลังเดือดร้อน แทนที่จะเดินทางกลับไปที่ฐาน และรอกำลังเสริม เราอยากจะแน่ใจว่าเราได้ยกย่องคนกลุ่มนี้ ขณะที่ต้องเน้นในการนำเสนอตัวละครบางตัวเพื่อจุดประสงค์ในด้านการสร้างอารมณ์" (ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ตัวละครอย่างสิบเอก "ฮู้ต" กิ๊บสัน, ผู้สังเกตการณ์กริมส์, สิบเอกเจฟฟ์ แซนเดอร์สัน และพันจ่าอากาศเอกคริส "เว็กซ์" เว็กซ์เลอร์ ล้วนแต่เป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยอิงข้อมูลจากบุคคลจริง อย่างไรก็ดี ตัวละครที่เหลือล้วนแต่ใช้ชื่อจริงของบุคคลจริงทั้งนั้น) "หนังสือเล่มนี้เป็นการติดตามชะตากรรมของทหารเกือบหนึ่งร้อยนาย" บรัคไฮเมอร์กล่าว "และแน่นอน นั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่นำเสนอในภาพยนตร์ ผมว่าสิ่งที่โดดเด่นในบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ เรายังคงได้รู้จักตัวละครถึง 40 ตัว และได้สัมผัสกับสงครามผ่านประสบการณ์ของพวกเขา" "คนดูจะต้องห่วงใยคนเหล่านี้" เคน นอแลนบอก "และสุดท้ายแล้ว ผมหวังว่าผู้คนคงจะมีอารมณ์ร่วมไปกับคนเหล่านี้และเหตุการณ์นี้ด้วย" ทีมงานตัดสินใจว่า "เรื่องราวนี้จะต้องเป็นการมองผ่านสายตาหลายคู่ในคนกลุ่มใหญ่" บรัคไฮเมอร์อธิบายเสริม "แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการมองผ่านจากสายตาของแรนเจอร์หนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อ แม็ตต์ เอฟเวอร์สแมนน์ ซึ่งต้องรับภาระบัญชาการหน่วยชอล์กโฟร์ หลังจากที่ผู้นำทีมที่ชื่อ บีเลส เกิดเป็นลมบ้าหมูในคืนก่อนการลงมือปฏิบัติการ" "คู่หูของเอฟเวอร์สแมนน์" บรัคไฮเมอร์อธิบาย "ก็คือ เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเดลต้าฟอร์ซที่มีฉายาว่า 'ฮู้ต' ซึ่งเป็นหนึ่งในทหารมือดีที่สุดของกองทัพสหรัฐฯ 'ฮู้ต' ซึ่งไปอยู่ที่นั่น และปฏิบัติงาน ทำตัวเป็นเสมือนพี่ชายที่ดูลึกลับของเอฟเวอร์สแมนน์ ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในสงครามจริงๆ มาก่อน" ในขณะที่บทภาพยนตร์กำลังเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ตำแหน่งงานหลังกล้องที่ยังว่างอยู่ก็เริ่มมีคนมาสวมตำแหน่ง และบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่สำคัญๆ ให้กับ Black Hawk Down ก็คือ บรรดาผู้ที่เคยร่วมงานกับริดลีย์ สก็อตต์มานาน โดยส่วนมากแล้วจะเป็นคนที่เคยทำงานให้กับภาพยนตร์เรื่อง Gladiator หรือ Hannibal หรือไม่ก็ทั้งสองเรื่อง ทีมงานที่เคยร่วมงานกับเจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์หลายคนก็ได้รับการติดต่อให้มาทำงานให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่โดดเด่นที่สุด ก็คงจะเป็นที่ปรึกษาทางด้านทหาร/ด้านเทคนิค แฮร์รี่ ฮัมฟรีส์ ซึ่งเคยร่วมงานกับบรัคไฮเมอร์มาแล้วในภาพยนตร์หลายเรื่อง ตั้งแต่ The Rock จนถึง Enemy of the State และ Pearl Harbor ฮัมฟรีส์ยังเคยร่วมงานกับริดลีย์ สก็อตต์มาแล้ว โดยเป็นแหล่งข้อมูลที่ทรงคุณค่าให้กับภาพยนตร์เรื่อง G.I. Jane ของสก็อตต์ "สำหรับผม เจอร์รี่เป็นบุคคลในอุดมคติและเป็นเพื่อนที่เหมาะจะร่วมงาน" ฮัมฟรีส์กล่าว "เพราะเขามักจะมองหาความละเอียดลออเท่าที่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งจะมีให้ได้ และเขาก็ไม่ยอมประนีประนอม เขามักจะออกเสียงเลือกความถูกต้องด้วยความนับถือต่อกองทัพ หรือการกระทำเพื่อกฎหมาย ซึ่งมันตรงกันข้ามกับมุมมองของฮอลลีวู้ดต่อเรื่องที่ว่าภาพของภาพยนตร์ควรจะออกมาเป็นอย่างไร" บุคคลที่บรัคไฮเมอร์และสก็อตต์เลือกเอาไว้ ได้แก่ ผู้กำกับภาพสลาโวเมอร์ อิดเซียก จากโปแลนด์ ผู้สร้างความประทับใจให้กับทั้งสก็อตต์และบรัคไฮเมอร์ด้วยผลงานอันอ่อนไหวที่เขาเคยสร้างสรรค์ให้กับภาพยนตร์ของคริสทอฟ คีสโลว์สกี้ (อาทิเช่น ภาพยนตร์ซีรีส์เรื่อง Dekalog, The Double Life of Veronique และ Blue) อิดเซียกได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่จะรับมือกับภาพยนตร์แนวแอ็กชั่นทุนสร้างสูงอย่างเรื่อง Proof of Life มาแล้ว บรัคไฮเมอร์และสก็อตต์ต่างประทับใจต่อความคล่องแคล่วและประสบการณ์ในการใช้สีของคีสโลว์สกี้ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศและจิตใจ เช่นเดียวกับที่เคยทำหน้าที่ให้กับภาพยนตร์อย่าง Schindler's List, Gladiator และ Hannibal ผู้อำนวยการสร้างบริหาร แบรงโก้ ลัสติก ผู้ผ่านประสบการณ์งานสร้างภาพยนตร์ทั่วโลกมานานกว่า 50 ปี จะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลงานสร้างให้ดำเนินไปวันต่อวัน "ผมมาที่นี่ก็เพื่อช่วยให้ทีมงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้" ลัสติกบอก "และผมก็รู้ได้ทันทีที่ผมอ่านสคริปต์เรื่องนี้ว่า งานสร้างจะต้องยากมาก เพราะมันมีเรื่องเล็กๆ หลายเรื่องทีเดียวที่จะต้องถูกบอกเล่าออกมาภายในกรอบเรื่องที่ใหญ่ขึ้น เรามีฉากแอ็กชั่นที่ไม่หยุดหย่อน บ่อยครั้งที่หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน และถึงแม้ว่าริดลีย์จะเป็นปรมาจารย์ในการควบคุมกองถ่ายก็ตาม แต่ผมรู้ว่างานถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้จะต้องเป็นงานที่ซับซ้อนมากทีเดียว" การค้นหาอัฟริกาตะวันออกในอัฟริกาเหนือ ห้าสิบปีก่อน ถ้าผู้กำกับสักคนอยากจะถ่ายทำภาพยนตร์ที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในต่างประเทศ พวกเขามักจะสร้างฉากขึ้นในฮอลลีวู้ด แต่ทุกวันนี้ ฮอลลีวู้ดเปิดตัวสู่โลกภายนอก เมื่อเหตุการณ์เกิดในปารีสก็จะถ่ายทำกันในปารีส ถ่ายทำในโตเกียวเพื่อฉากในโตเกียว หรือกัตมันดุเพื่อฉากในกัตมันดุ อย่างไรก็ดี ความคิดที่จะไปถ่ายทำภาพยนตร์ Black Hawk Down กันในโซมาเลีย ไม่มีทางเป็นจริงได้มากเกินไปกว่าความฝัน เพราะประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานพักผ่อนของพวกเศรษฐีชาวอิตาเลี่ยน บัดนี้ได้กลายเป็นแดนอันตรายไม่ต่างจากในปี 1993 "ตอนที่ผมอ่านหนังสือเรื่องนี้ครั้งแรก" แบรงโก้ ลัสติกเล่า "ผมบอกริดลีย์ว่า ผมจะไปตระเวณหาโลเกชั่นที่โมกาดีชู แต่ในไม่ช้า ผมก็ค้นพบว่าไม่มีใครขอวีซ่าไปโซมาเลียได้ ทางเดียวที่จะไปโมกาดีชูได้ก็คือเดินทางไปเอธิโอเปีย และจากนั้นก็พยายามจ้างเรือที่จะยอมพาคุณไปที่นั่น มันไม่ค่อยเวิร์กสักเท่าไหร่" "โมกาดีชูเป็นพื้นที่ที่ไม่ควรเข้าไป" โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ อาร์เธอร์ แม็กซ์ กล่าวเสริม "มันเป็นพื้นที่อันตรายที่ปกครองโดยทหารติดอาวุธ ดังนั้น การรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะไปถ่ายทำภาพยนตร์กันที่นั่น เราจึงตัดสินใจที่จะตระเวณหาโลเกชั่นกันในแถบเมดิเตอร์เรเนี่ยน ซึ่งก็รวมถึงแถบอิสราเอล, จอร์แดน, อียิปต์ และสเปนตอนใต้ และอัฟริกาเหนือทั้งหมด ในที่สุด เราก็ปักหลักกันตรงบริเวณราแบ็ต และเมืองเซลที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแอตแลนติกของโมร็อคโค พวกมันเป็นเมืองที่มีความใกล้เคียงที่สุดแล้วกับสิ่งที่เราได้ทำการค้นคว้ามาทั้งจากภาพถ่ายและภาพยนตร์ ว่ามีสถาปัตยกรรมและภูมิประเทศคล้ายกับโมกาดีชูที่สุด" "เราต้องสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เร็วที่สุด" ริดลีย์ สก็อตต์บอก "เพราะเราเริ่มต้นถ่ายทำกันในเดือนมีนาคม และมีกำหนดจะต้องฉายในเดือนธันวาคมในปีเดียวกัน มันจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตัดสินใจและเรื่องที่ว่าคุณตัดสินใจได้เร็วแค่ไหน ในขณะที่ผมกำลังมิกซ์เสียงให้กับ Hannibal ผมก็บอกให้แบรงโก้และอาร์เธอร์ไปตระเวณหาโลเกชั่นกันก่อน เราดูภาพถ่ายที่พวกเขาถ่ายกลับมา จากนั้นก็เดินทางไปยังโมร็อคโค นั่นแหละที่คุณเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว" แบรงโก้ ลัสติกเคยสร้างภาพยนตร์ที่ไปถ่ายทำกันในโมร็อคโคมาแล้ว ซึ่งก็รวมถึง Gladiator ที่ไปถ่ายทำกันที่เมืองกลางทะเลทรายทางใต้ของควอร์ซาซาเต้ (หรือรู้จักกันในชื่อ "ฮอลลีวู้ดทะเลทราย") ดังนั้น ลัสติกจึงมีความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของโมร็อคโค และยังรู้จักบุคลากรมากมายที่นั่น ตลอดหลายปีมานี้ ลัสติกยังได้ทำความรู้สึก และกลายมาเป็นเพื่อนกับผู้กำกับชื่อดังของโมร็อคโค ซอว์ไฮล์ เบน บาร์ก้า ผู้เคยทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะกรรมการภาพยนตร์โมร็อคโค หรือที่รู้จักกันในชื่อ ซีซีเอ็ม (Centre Cinematographique Marocaine) "ผมได้รับการรับประกันจากคุณเบน บาร์ก้า และนายกเทศมนตรีของเมืองเซลว่าเราสามารถไปถ่ายทำภาพยนตร์กันที่นั่นได้ และหลังจากที่เจอร์รี่และริดลีย์ตัดสินใจไปถ่ายทำกันที่นั่นแล้ว ผมก็เดินทางกลับไปยังโมร็อคโคพร้อมกับจดหมายที่จะมอบให้กับกษัตริย์ โมฮัมเมดที่หก และยังส่งบทภาพยนตร์ที่ได้รับการแปลให้เป็นภาษาฝรั่งเศสแล้วให้กับพระองค์ด้วย" "กษัตริย์โมฮัมเมดที่หกและคณะรัฐมนตรีให้การตอบรับต่อบทภาพยนตร์เรื่องนี้" ลัสติกเล่าต่อ "โดยพวกเขารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ และไม่ได้ต่อต้านพวกมุสลิมแต่อย่างใด พวกเขาไม่เพียงแต่จะอนุญาตให้เราเข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์กันที่นั่นเท่านั้น แต่ยังให้เราหยิบยืมของจากกองทัพ ตั้งแต่รถถัง เครื่องฮัมวีส จนถึงเฮลิคอปเตอร์ด้วย" นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะราแบ็ต เมืองหลวงของอาณาจักรโมร็อคโค คือเมืองแถบอัฟริกาเหนือที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสและภาษาอารบิก และพรั่งพร้อมด้วยสาธารณูปโภค มีโรงแรมที่มีเครื่องอำนวยความสะดวก ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับทีมงานและทีมนักแสดงที่จะมาปักหลักถ่ายทำภาพยนตร์กันที่นั่นเป็นเวลานานถึงสี่เดือน นครโบราณอย่างเซล ซึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำบูเร็กเร็กจากฝั่งราแบ็ต เป็นเมืองที่มีส่วนคล้ายคลึงกับเมืองโมกาดีชู ทั้งสองเมืองนี้ต่างก็ตั้งอยู่ที่ริมฝั่งของมหาสมุทร (แต่อยู่คนละด้านของทวีปอัฟริกา โดยเมืองเซลตั้งอยู่ทางด้านฝั่งแอตแลนติก ในขณะที่โมกาดีชูตั้งอยู่ทางฝั่งมหาสมุทรอินเดีย) แต่ที่แตกต่างจากโซมาเลียก็คือ โมร็อคโคนั้นเอื้ออำนวยต่อการทำงานของทีมงาน โดยได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์โมฮัมเมดที่หก และบรรดาผู้บริหารของซีซีเอ็ม และยังมีทีมงานที่มีประสบการณ์และเป็นผู้เชี่ยวชาญในแขนงงานต่างๆ ด้วย "โมร็อคโคเป็นเมืองที่มีบริษัทต่างๆ ทั่วโลกเดินทางมาถ่ายทำภาพยนตร์กันที่นี่" เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์กล่าว "และพวกเขายังมีชุมชนของคนสร้างภาพยนตร์ของพวกเขาเองด้วย ดังนั้น คุณจึงจะได้พบทีมงานชาวโมร็อคโคจำนวนมากมายที่มีความสามารถในงานที่พวกเขาทำอยู่ และอุตสาหกรรมของพวกเขาก็กำลังเบ่งบาน ดังนั้น เมื่อคุณคิดจะไปถ่ายทำภาพยนตร์กันที่นั่น คุณก็จะมีทีมกล้อง ทีมโปรดักชั่น ทีมแสง และทีมพร็อพ คนเหล่านี้จะพร้อมและมีความกระตือรือร้นในการทำงาน" "โมร็อคโคยังเป็นประเทศที่ร่ำรวยวัฒนธรรมและสวยงามมาก" บรัคไฮเมอร์กล่าวต่อ "ดังนั้น ทีมงานและนักแสดงจึงมีอะไรให้ทำกันเยอะมากในวันหยุด พวกเขาสามารถเดินทางไปยังมาร์กาเกช, เฟซ, คาซาบลังก้า หรือแทนเกียร์ หรือแม้กระทั่งทางตอนใต้ของสเปน ซึ่งห่างจากราแบ็ตไปไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น แม้กระทั่งในตัวเมืองราแบ็ตเอง คุณก็อาจจะไปเที่ยวทำความรู้สึกกับชาวโมร็อคโค ซึ่งเป็นคนนิสัยดีมากทีเดียว" การคัดเลือกนักแสดงระดับโลก เมื่อสก็อตต์, บรัคไฮเมอร์ และลัสติกเริ่มต้นรวบรวมทีมงานจำนวนมาก พวกเขาได้เริ่มต้นค้นหานักแสดงที่เหมาะสมกับบทบาทหลักๆ กว่า 40 บทที่ปรากฏอยู่ในบทภาพยนตร์ของนอแลน ถึงแม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเน้นหนักไปที่ทหารอเมริกันก็ตาม แต่สก็อตต์รู้สึกว่าไม่มีทางที่เขาจะแบ่งแยกวัฒนธรรมหรือเชื้อชาติได้ สุดท้าย เขาจึงไม่เพียงแต่จะเลือกนักแสดงชาวอเมริกันกลุ่มใหญ่เท่านั้น แต่ยังเลือกนักแสดงที่มีความสามารถจากสหราชอาณาจักร (อังกฤษ, สก็อตต์ และเวลช์) รวมไปถึงนักแสดงคนหนึ่งจากเดนมาร์กด้วย(ยังมีต่อ) -อน-