วอร์เนอร์บราเดอรส์ ร่วมกับวิลเลจโรดโชว์ พิคเจอร์สเสนอบทประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่อง "SHOWTIME"

กรุงเทพฯ--11 มี.ค.--วอร์เนอร์บราเดอรส์ & วิลเลจโรดโชว์ พิคเจอร์ส SHOWTIME เรื่องย่อมิช เพรสตัน (โรเบิร์ต เดอนีโร) นักสืบแห่งกรมตำรวจแอลเอ (LAPD) ผู้เอาจริงเอาจัง พูดน้อย ใจร้อนและค่อนข้างคร่ำครึ สิ่งเดียวที่เขาปรารถนาคือการได้ปฏิบัติงานในหน้าที่ของเขาอย่างที่เคยเป็นมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีแต่เจ้าหน้าที่สายตรวจอย่างเทรย์ เซลลาร์ส (เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่) นั้นตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง นอกเหนือจากการเป็นตำรวจจริงๆ แล้ว เขายังอยากแสดงบทตำรวจในจอโทรทัศน์ ทุกเย็นหลังเลิกจากงานวิ่งไล่จับนักล้วงมือกาวทั้งหลาย กิจวัตรประจำวันของเขาคือฝึกซ้อมท่าแอ็คชั่นต่างๆ หน้ากระจกเงา และรอคอยโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไป คืนหนึ่งเทรย์หลุดเข้าไปในการปฏิบัติภารกิจนอกเครื่องแบบ และกลับพลาดท่าทำให้มิชเสียแผนการจับกุมแกงค์ค้ายาโดยไม่ตั้งใจ และในจังหวะนั้นเองกลุ่มนักข่าวโทรทัศน์ก็โผล่เข้ามาทำข่าวอย่างครึกโครม ซึ่งยิ่งก่อกวนอารมณ์ของมิชผู้ซึ่งล้มเหลวกับการตามล่าผู้ต้องสงสัยมิชระงับอารมณ์ไม่อยู่ถึงกับลั่นกระสุนเข้าใส่กล้อง สิ่งหนึ่งที่เขาเกลียดก็คือนักข่าวจอมจุ้น และที่เกลียดยิ่งไปกว่านั้นก็คือการที่ตำรวจอย่างเทรย์เขามาขวางการปฏิบัติงานของเขา ผลจากการกระทำของมิชทำให้เขาเป็นข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในวันรุ่งขึ้น และสาเหตุเดียวกันทำให้เขาถูกตำหนิอย่างรุนแรงจากผู้บังคับบัญชาในขณะที่หน่วยงานของเขาตกเป็นข่าวโด่งดังไปทั่ว และนั่นเองที่ทำให้เป็นจุดสนใจของเชส เรนซี (เรเน รัสโซ) ผู้อำนวยการผลิตรายการแห่งสถานีโทรทัศน์มีชื่อแห่งหนึ่ง เรนซีรู้ทันทีว่าโอกาสนี้จะช่วยเพิ่มเรตติ้งของสถานี เธอจึงไม่รีรอที่จะเสนอไอเดียกับอธิบดีกรมตำรวจแอลเอเพื่ออนุญาตให้เธอและทีมงานติดตามถ่ายทำชีวิตจริงประจำวันของตำรวจอย่างมิช แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งสุดท้ายในโลกที่มิชอยากให้เกิดขึ้น แต่ก็เป็นทางเดียวที่จะทำให้เขาหลุดพ้นจากการถูกพักงานและมีโอกาสตามล่าแกงค์ค้ายาที่ลอยนวลไปได้ แต่ก่อนที่จะเริ่มงานกัน เรนซีจำเป็นต้องชดเชยกับความก้าวร้าวของมิชและความสามารถทางการแสดงซึ่งไม่มีในเขา ด้วยการจัดหาคู่หูที่มีเสน่ห์ ช่างพูด และสู้กล้อง ที่ถูกฝึกฝน รู้จักวิธีการใช้สื่อ คนที่เป็นแบบ…เทรย์ โดยไม่ใส่ใจว่ามิชจะชังน้ำหน้าเขาขนาดไหน แต่เมื่อทั้งคู่ทำงานร่วมกันบนจอพวกเขาจะกลายเป็นดารายอดฮิตในประวัติศาสตร์วงการโทรทัศน์มิชรู้สึกเหมือนกำลังตกนรกทั้งเป็น ในขณะที่เทรย์รู้สึกเหมือนฝันกลายเป็นจริงนี่คือ….Showtime. วอร์เนอร์บราเดอรส์ ร่วมกับวิลเลจโรดโชว์ พิคเจอร์ส และ NPV เอ็นเตอร์เทนเมนท์ภูมิใจเสนอ ผลงานจากแมททีเรียล โปรดักชั่นและทรีเบคกา โปรดักชั่น เรื่อง Showtime นำแสดงโดย โรเบิร์ต เดอนีโร, เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์ และ เรเน รัสโซ ร่วมด้วย แฟรงกี้ อาร์ ไฟสัน และวิลเลี่ยม แชทเนอร์ กำกับการแสดงโดย ทอม ดีย์ จากบทภาพยนต์โดย คีธ ชารอน และ อัลเฟรด กัฟ & ไมล์ มิลลาร์ เนื้อเรื่องโดยยอร์ค ซาราเลอกุย จากการอำนวยการผลิตของยอร์ค ซาราเลอกุยและ เจน โรเซนธัล, บริหารและดำเนินงานผลิตโดย วิล สมิธ, เจมส์ แลสิเทอร์, อีริค แมคลีออด และ บรูซ เบอร์แมน, ลำดับภาพโดย บิลลี่ เวบเบอร์, ออกแบบฝ่ายศิลป์ โดย เจฟ แมนน์, กำกับภาพโดย โทมัส คลอส, เพลงประกอบโดย อลัน ซิลเวสทรี, Showtime จัดจำหน่ายทั่วโลกโดยวอร์เนอร์บราเดอร์ส พิคเจอร์ส ภายใต้การบริหารของบริษัท AOL ไทม์ วอร์เนอร์ และในบางพื้นที่โดยวิลเลจโรดโชว์ พิคเจอร์ส ซาวน์ดแทรคจำหน่ายโดย Big Yard/MCA Records. เบิ้องหลังการผลิตก่อนจะมาเป็น Showtime"ผมกำลังดู L.A. Confidential อยู่ตอนนั้นแล้วความคิดก็แวบขึ้นมาซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด" ยอร์ค ซาราเลอกุยกล่าว "บทบาทของเควิน สเปซี่ [ผู้แสดงบทนักสืบแจ็ค วินเซนส์ ผู้ดูแลความปลอดภัยให้กับฮอลลีวู้ดและยังรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคให้กับรายการโทรทัศน์ซีรี่ส์ตำรวจ] ซึ่งเขาเป็นตำรวจที่มีลูกเล่นกับสื่อ ผมก็เลยเกิดความคิดว่านี่คือคนที่จะสามารถแสดงบทชีวิตตำรวจในรายการโชว์ทางโทรทัศน์ได้สิ่งที่จะแสดงภาพให้เห็นถึงชีวิตของตำรวจว่าดีหรือร้ายนั้นขึ้นอยู่กับการที่เขาผู้นั้นทุ่มเทให้กับงานในหน้าที่และความสนใจที่จะเห็นตัวเองในจอภาพ - สิ่งที่เราจะได้เห็นใน Showtime "ผมลองนึกดูว่าสื่อต่างๆ มีผลอย่างไรต่อการกระทำของผู้คนและสิ่งต่างๆ รอบตัวพวกเขา" ซาราเลอกุยกล่าว "และความคิดนี้สามารถก่อให้เกิดความสนุกสนานและสร้างความขบขันได้อย่างมากมายจากเนื้อเรื่องประเภทเกี่ยวกับคู่หู" จากจุดนี้เองที่เป็นทั้งการสร้างสรรค์และเสียดสีซึ่งเป็นที่มาของ Showtime"หนึ่งในบรรดาความขัดแย้งระหว่างของคู่หูทั้งสองนั้นคือการที่เทรย์อ้าแขนต้อนรับสื่อ รู้บทบาทหน้าที่ของตนเองและยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของมัน ในขณะที่มิชผลักไสสิ่งเหล่านั้นทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เทรย์รู้จักใช้ประโยชน์จากมุมกล้อง และรู้ดีว่างานประจำวันของเขานั้นเป็นสิ่งที่จืดชืดแต่จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเทปเริ่มเดิน เรื่องของเรื่องที่แสดงถึงการเสียดสีก็คือตำรวจเก่งที่ทำทุกอย่างถูกต้องตามตำราแต่ไม่มีความสามารถทางการแสดงจึงไม่สร้างภาพที่น่าประทับใจ ในขณะที่คนที่ทำงานในหน้าที่ไม่ได้เรื่องกลับออกมาดูดีในจอเลยกลายเป็นเก่งไป"บทบาทของเรเน รัสโซ ที่แสดงเป็น เชส เรนซี ผู้อำนวยการผลิตรายการโทรทัศน์ซึ่งนำเอาเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายมาประชันกันในรายการโชว์จากชีวิตจริงอย่าง Showtime นั้นยิ่งทำให้เห็นภาพความขัดแย้งได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นในกรณีของเทรย์นั้น การได้แสดงบทบาทต่อหน้าผู้ชมนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของเขาให้ระมัดระวังและทำหน้าที่ตำรวจที่ดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม มิชซึ่งตกอยู่ในภาวะที่เขาเกลียดชัง อีกทั้งต้องเป็นคู่หูกับคนที่เขาไม่คิดจะร่วมงานด้วยในอีก "ล้านปี" แต่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องทนทำงานในแสงไฟจ้าพร้อมทั้งมีผู้อำนวยการผลิตคอยบอกให้เขายืนโดยไม่บังมุมกล้องหรือหลุดจากไมโครโฟน - นอกจากนี้ยังต้องจัดฉากอพาร์ทเม้นท์เสียใหม่ รวมถึงเลี้ยงสุนัขเพื่อสร้างภาพให้ดูดีในสายตาผู้ชมการถูกสั่งให้แสดงเหล่านี้ไม่เคยอยู่ในหัวของมิชต่อให้มันดีแค่ไหน และในสถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่นี้ก็ยิ่งกลายเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ เพราะนักค้ายากระจอกที่มิชและเทรย์ได้พบในครั้งปฏิบัติภารกิจนอกเครื่องแบบนั้นกลายเป็นสมุนของเจ้าพ่อแห่งอาชญากรรมชื่อ วากัส (รับบทโดยเปโดร ดาเมน เจ้าของรางวัลผู้กำกับและอำนวยการผลิตทางโทรทัศน์ และยังมีผลงานภาพยนต์ใน Collateral Damage) วากัสกำลังเริ่มการลงทุนครั้งใหม่เพื่อขยายกิจการค้ายาของเขากับการค้าอาวุธปืนกลทรงอานุภาพสูงสุดเท่าที่เคยประดิษฐ์ขึ้นมา ซึ่งจะก่อให้เกิดความพินาศมหาศาลหากถูกนำออกมาใช้การสกัดกั้นคลังสินค้าของวากัสเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในหน้าที่รักษากฎหมายของมิช แต่เขาไม่สามารถจูงใจผู้คนที่อยู่รอบข้างรวมถึงคู่หูของเขาให้เป็นผลสำเร็จได้ พวกเขาเป็นห่วงเกี่ยวกับการจัดฉากใหม่และเสื้อผ้าที่จะต้องใส่เข้าฉากมากกว่า เจน โรเซนธัล กล่าวว่า "เรื่องราวเบาสมองและแอ็คชั่นเกิดจากการที่ตัวแสดงหลากหลายถูกจับมาอยู่ร่วมกันในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและคำถามที่ตามมา - คุณสามารถทำงานไปตามปกติหรือไม่ ถ้ามีกล้องคอยจับอยู่ที่หน้าคุณตลอดเวลา?"ในขณะเดียวกัน เรนซีให้คำแนะนำแก่คู่หูทั้งสองว่าให้ทำทุกอย่างไปตามปกติราวกับว่าไม่ได้มีกล้องเป็นโหลติดอยู่ในรถตรวจการณ์ และไมโครโฟนที่คอยบันทึกทุกคำพูดของพวกเขา เธอและผู้ช่วยของเธอ แอนนี่ (เดรนา เดอนีโร ซึ่งจะมีผลงานแสดงในเรื่อง City By the Sea) ทั้งคู่จะคอยให้คำแนะนำซึ่งมีพื้นฐานมาจากรายการโชว์โทรทัศน์ที่ประสพความสำเร็จในอดีต เพื่อให้เห็นภาพจริงจังในการปฏิบัติงานโดยเรนเซจะคอยกำกับให้ "มองไปทางซ้าย, "พูดดังขึ้นหน่อย", "ขยับให้เห็นปืนซี") ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความบันเทิงให้กับผู้ชม - ซึ่งในความเห็นของมิชนั้นเป็นเสมือนการบิดเบือนความจริงมากกว่าก็จะเป็นไรไปเล่าถ้ามันทำให้รายการฮิตติดอันดับ ?นอกเหนือไปจากการนำเสนอแบบคาบเส้นระหว่างเผด็จการกับความบันเทิง ทางสถานียังได้นำนักแสดงมืออาชีพจากละครโทรทัศน์ชีวิตตำรวจอย่าง วิลเลียม แชทเนอร์ ซึ่งรับบทตัวเองจากเรื่อง T.J. Hooker มาเป็นพี่เลี้ยงให้กับมิชเมื่อเห็นว่าเขายังดูไม่เหมือนตำรวจที่แท้จริงปฏิกิริยาโต้ตอบของมิชต่อการจัดการที่น่าเบื่อทั้งหลายนี้ก็คือทุ่มความสนใจ 99% ไปที่คดีอาวุธสงคราม และที่เหลืออีก 1% ให้กับการแสดง อันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับการกระทำของเทรย์ซึ่งก็น่าจะสมดุลย์กันดี จนกระทั่งวากัสและกองทัพของเขาเริ่มออกมาประลองกำลังด้วยกระสุน "การบันทึกเหตุการณ์จริงเหล่านี้คือสิ่งที่บรรดาสถานีโทรทัศน์ทั้งหลายเบนเป้าสนใจมาในขณะนี้, แบบถ้ำมอง" โรเซนธัลกล่าว "ทุกคนอยากรู้เรื่องส่วนตัวของคนอื่น ไม่ใช่แต่ในที.วี.เท่านั้น ยังมีสิ่งพิมพ์, วิทยุ, หนังสือแทบลอยด์อีก เราได้กลายเป็นประเทศที่ให้ความสนใจเรื่องของดาราและนักการเมืองจนกลายเป็นเหมือนละครชีวิตจริงอิงน้ำเน่าของสังคมอเมริกัน"เหตุที่รายการโชว์เรื่องจริงเหล่านี้ต่างได้รับความสนใจเป็นอันมาก อาทิเช่น Cops, The Real World, Survivor, Lost, Fear Factor และ Big Brother รวมทั้งรายการเกี่ยวกับผู้รักษากฎหมายมากมาย ทีมงานจึงตัดสินใจที่จะนำเสนอรูปแบบที่สนุกสนาน ขำขัน ในขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามว่ารายการเหล่านี้กำลังล้ำเส้นโดยการนำเสนออะไรที่เกินเลยไปหรือเปล่าเอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์ กล่าวว่า "กล้องทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป คุณจะทำตัวอีกแบบถ้ารู้ว่าทุกคนกำลังจับตามองและวิจารณ์การกระทำของคุณ เราเห็นผลกระทบได้อย่างชัดเจน ผมไม่คิดว่าการที่มีกล้องอยู่จะก่อให้เกิดผลสะท้อนในทางบวกหรือทางลบ แต่ถ้าไม่มีกล้องอยู่นั่นละที่จะทำให้เกิดความแตกต่างของผลสะท้อน"สิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการก็คือการเสียดสีมากเกินไปจากสังคมที่จะมีผลต่อภาพยนต์"เรานำเสนอเรื่องราวของคู่หูในขณะเดียวกับที่สร้างความบันเทิงจากรายการเรื่องจริง" โรเซนธัลบอก "เราต้องการให้คนดูสนุก ถ้าพวกเขาหัวเราะและมีความสุขนั่นคือเราประสบผลสำเร็จ และถ้ามีการวิพากษ์ถึงหลังจากนั้นอีก นั่นคือโบนัสของเรา"เมอร์ฟี่ย์เห็นด้วย โดยเขากล่าวว่า "ผมไม่เล่นหนังประเภทศีลธรรมจรรยา อย่างมากสุดก็เป็นแบบที่คนดูใช้วิจารณญานแต่ไม่ถึงกับออกความเห็นว่า นั่นเลว นี่ดี"ด้วยการจับจุดความสัมพันธ์ของตัวแสดงแต่ละคนโดยให้โอกาสและช่องว่างในการแสดงเพื่อให้พวกเขาใช้ความสามารถที่ล้นเหลือของตัวเองช่วยเสริมให้อีกฝ่ายในขณะที่ความตึงเครียดเริ่มก่อตัวในสถานการณ์ และปูพื้นจากเรื่องราวในเรื่องจริง ทำให้ Showtime ประสบความสำเร็จทั้งจากความเป็นจริงและเรื่องปรุงแต่ง โดยเป็นทั้งหนังแอ็คชั่นคอมเมดี้ในตัวเอง (ยังมีต่อ)

ข่าว มุมกล้อง ล่าสุด