กทม.ระดมสมองข้าราชการระดับสูงหาทิศทางปรับโครงสร้างบริหารราชการกทม. - newswit
กรุงเทพฯ--19 ก.พ.--กทม. ร.ต.ต. เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15-16 ก.พ. 2545 ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “รูปแบบการปกครองกรุงเทพมหานคร” ขึ้น เพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้บริหารและข้าราชการระดับสูงของกทม. ต่อรูปแบบการปกครองของกทม. โดยมีการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง ของโครงการสร้าง และระบบการบริหาร ราชการของกทม.ในปัจจุบัน พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ ตลอดจนแนวทางที่ข้าราชการระดับสูงของกทม.เห็นว่าดีที่สุด หากจำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารราชการของกทม. โดยก่อนที่จะเปิดให้ข้าราชการได้แสดงความคิดเห็นนั้น ได้เชิญนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย ศ.พิเศษ ดร.สมชัย ฤชุพันธ์ ประธานมูลนิธิสถาบันสยาม ร.ศ.ดร. นรนิติ เศรษฐบุตร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรศ. อัษฎางค์ ปาณิกบุตร นักวิชาการอิสระ มาอภิปรายให้ข้อมูล “นานาทัศนะกับรูปแบบการ ปกครองส่วนท้องถิ่นของเมืองใหญ่” โดยเปรียบเทียบกทม. กับมหานคร ปารีส โตเกียว และลอนดอน ข้าราชการกทม.ระดมแนวคิดในฐานะเจ้าของบ้าน ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวอีกว่า กทม.ได้รับความสนใจจากกลุ่มต่างๆ ทั้งรัฐบาล พรรคการเมือง หน่วยงานราชการ รวมทั้งองค์กรท้องถิ่นอื่นๆ ให้เป็นองค์กรที่จะต้องเป็นแบบอย่างในการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น จึงมีหลายกลุ่ม หลายฝ่าย เสนอแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และรูปแบบการบริหารราชการกทม.ในรูปแบบต่างๆ อาทิ แบ่งกทม.ออกเป็น 2 ส่วน คือ ธนบุรี กับ พระนคร และให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการฯ 2 คน หรืออีกแนวคิดหนึ่งต้องการให้กทม.มี 2 ระดับ คือ นอกเหนือจาก ผู้ว่าฯกทม. แล้ว ควรมีการจัดแบ่งกลุ่มเขต 50 เขตปกครองใหม่ เป็น 6 หรือ 10 หรือ 20 เขต และให้มีการเลือกตั้งผู้อำนวยการเขต ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งมองว่า การบริหารรูปแบบเดิมน่าจะดีและเหมาะสมกับการบริหารราชการเมืองไทย ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาไปสู่แนวทางเดียวกับอารยะประเทศในอนาคต เป็นต้น ทั้งนี้ ในฐานะที่ข้าราชการกทม.เป็นผู้ปฏิบัติในการบริหารเมืองยอมรับข้อเสนอต่างๆที่ทุกฝ่ายเสนอมา แต่ต้องการให้รับทราบปัญหาและสภาพที่แท้จริงของกทม.ด้วย เผยข้อจำกัดกทม.ขาดอำนาจจัดการปัญหา ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวต่อไปอีกว่า ปัจจุบันกทม.มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในฐานะของเมือง ในการดูแลและบริการประชาชนมากมาย แต่กทม.มีอำนาจในการปฏิบัติงานต่างๆ จำกัด ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เบ็ดเสร็จและมีประสิทธิภาพ เพราะอำนาจยังขึ้นอยู่กับหน่วยงานอื่นๆ อีกหลายหน่วยงาน เช่น การดูแลเรื่องการจราจร สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข การศึกษา ไฟฟ้า ประปา ขนส่งมวลชน ฯลฯ ซึ่งเรื่องต่างๆ เหล่านี้มีผลกระทบกับการปฏิบัติงานของกทม. แต่ในกฎหมายการกระจายอำนาจไม่ได้ระบุไว้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ในช่วงของบทเฉพาะการถ่ายโอนภารกิจ ซึ่งตามพ.ร.บ.ขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ศ. 2542 ยังให้เวลาที่จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปี 2547 จึงเป็นโอกาสที่กทม.จะได้แสดงให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเห็นปัญหา และความต้องการของกทม. ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจะได้รับการพิจารณาแก้ไข ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนรูปแบบการบริหารของกทม. เพราะหากกทม.ได้อำนาจในการบริหารจัดการอย่างเต็มที่แล้ว แต่ยังไม่สามารถบริหารจัดการให้ดีได้ จึงจะกล่าวได้ว่าดูแลไม่ทั่วถึง หรือไม่มีประสิทธิภาพ และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารของกทม.ต่อไป อีก100 วันสรุปทิศทางปรับโครงสร้างตามแนวคิดของกทม. สำหรับผลของการประชุมครั้งนี้ ปลัดกรุงเทพมหานครกล่าวว่า ยังไม่มีข้อยุติ แต่จะประมวลเป็นข้อมูลสำคัญนำไปสู่รายละเอียดตามขั้นตอนต่อไป โดยให้คณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างกทม. ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงของกทม. ตั้งแต่ ปลัดกทม. รองปลัดกทม. ผู้ช่วยปลัดกทม. ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการเขต ผู้ตรวจราชการระดับ 8-10 รวมประมาณ 200 คน มีส่วนร่วมรับผิดชอบ และติดตามการปรับปรุงโครงสร้างกทม. ทั้งนี้ครั้งต่อไปในช่วงกลางเดือนมีนาคม 45 จะมีการประชุมร่วมกับข้าราชการระดับ 7-8 ซึ่งได้แก่ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต ผู้อำนวยการกอง หัวหน้าฝ่ายต่างๆ เพื่อสะท้อนแนวคิดของข้าราชการในระดับล่างลงมา หลังจากนั้นประมาณปลายเดือนมีนาคม 45 จะเชิญผู้เป็นตัวแทนประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ส.ว. , ส.ส., ส.ก., ส.ข. สื่อมวลชน ผู้แทนจากเทศบาลนครต่างๆ มาร่วมแสดงความคิดเห็น ให้มีมุมมองกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยกทม.พร้อมจะรับฟังทุกแนวคิดที่เป็นประโยชน์ จากนั้นคณะกรรมการพิจารณาการปรับปรุงโครงสร้างกทม.จะสรุปทิศทางการปรับโครงสร้างฯ เป็นกรอบแนวทางของกทม.เสนอต่อผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งจากกระบวนการดังกล่าวมาข้างต้นคาดว่าจะใช้เวลา 100 วันจึงจะได้ข้อยุติทั้งหมด เดินหน้าปฏิรูปภายในองค์กรไปพร้อมกัน ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวด้วยว่า การปรับโครงสร้างกทม.นั้น น่าจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการกระจายอำนาจ และการปฏิรูประบบบริหารราชการ เมื่อรัฐบาลกำลังจะปฏิรูประบบราชการใหม่ กทม.จึงต้องมีการติดตามและศึกษาการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้อย่างใกล้ชิด และนำแนวทางเดียวกันมาใช้ให้สอดคล้อง กระชับ และเกิดประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ดังนั้น กทม.เองจะต้องมีเตรียมการปฏิรูปภายในองค์กรของตัวเอง โดยจะมีการประชุมกลุ่มย่อยๆ ระหว่างกลุ่มเขตโซน และสำนักต่างๆที่มีลักษณะงานใกล้เคียงกัน เพื่อหาแนวทางในการปฏิรูปตัวเอง ตามแนวทางของการกระจายอำนาจด้วย--จบ-- -นห-