(ต่อ 3) คาสเซิล ร้อกฯร่วมกับ วิลเล็จ โรดโชว์ฯ และ เอ็นพีวี เสนอข้อมูลการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "The Majestic" - newswit
กรุงเทพฯ--22 ก.พ.--คาสเซิล ร้อกฯร่วมกับวิลเล็จ โรดโชว์ฯและเอ็นพีวี ลอรี่ โฮลเดน (อาเดอเล สแตนตัน) บทในหนังเรื่องนี้ ทำให้เธอได้แสดงหนังใหญ่เป็นครั้งแรก โฮลเดนได้รับเลือกสำหรับบทนี้ หลังจากได้ผ่านการเทสต์หน้ากล้องที่กินเวลายาวหลายเดือน และต้องขับเคี่ยวกับนักแสดงชื่อดังหลายคนในวงการ โฮลเดนถือทั้งสัญชาติคานาดา และอเมริกัน (เธอเกิดในลอสแองเจลิส แต่ไปโตที่โตรอนโต้) ชื่อของเธออาจรู้จักกันดีในหนังดังของฟ้อกซ์ "The X-Files" เธอแสดงเป็น "มาริต้า โควารูบเบียส" แหล่งข่าวสาวเจ้าเล่ห์ของสหประชาชาติที่มีจุดมุ่งหมายที่น่าสงสัย ซึ่งทำให้เธอได้รับคะแนนนิยมสูงจากกลุ่มแฟนที่เหนียวแน่นของ "X-Files" โฮลเดนสวมบทตัวละครนี้เป็นครั้งแรกในปี 1996 และแสดงต่อเนื่องจนกระทั่งเริ่มเข้าฉากถ่ายทำ "The Majestic" ผลงานอื่นที่น่าสนใจทางจอแก้ว ได้แก่ การได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเจมมินี่ สำหรับบทตลก ที่ได้รับคำชมเชยจากนักวิจารณ์ในเรื่อง "Due South" และรับบทแสดงในมินีซีรีส์ของ TNT "Young Catherine" ร่วมกับ วาเนสซ่า เรดเกรฟ โฮลเดนใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเยาว์ของเธอ เตร่ไปตามสถานที่ถ่ายทำหนังใหญ่ และหนังทีวี และได้แสดงเป็นครั้งแรกในบทลูกสาวของ ร้อก ฮัดสัน ในมินีซีรีส์ ของสถานี เอ็นบีซี "The Martian Chronicles" ที่พ่อเลี้ยงของเธอ ไมเคิล แอนเดอร์สัน รับหน้าที่เป็นผู้กำกับการแสดง (Around the World in 80 Days) เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เธอชนะเลิศในการประกวดยอดนางแบบประจำปี ได้รับเลือกเป็น "Look of the Year" ของ จอห์น คาซาบลังกาส แต่ตัดใจทิ้งอาชีพนางแบบ เพื่อไปศึกษาต่อในสาขาเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยมอนทรีออล ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีมากแห่งหนึ่ง หลังจากนั้น เธอขอย้ายมาศึกษาต่อที่ UCLA และเปลี่ยนมาลงวิชาเอกศิลปะการแสดงตอนปลายปีแรก เมื่อจบได้ปริญญาจาก UCLA พร้อมผลการเรียนระดับเกียรตินิยมแล้ว โฮลเดนได้รับรางวัลนาตาลี ประเภทนักแสดงยอดเยี่ยมในพิธีงานที่จัดขึ้นโดยผู้อำนวยการสร้าง จิล เคทส์ เมื่อเร็วๆ นี้ โฮลเดนเพิ่งได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 100 Creative People in Entertainment ของ เอนเทอร์เทนเมนท์ วีคลีย์ ("The It List") และติดอันดับ Top 10 Actors to Watch by Variety โฮลเดนอาศัยอยู่ในลอส แองเจลีส และทำงานการกุศลให้แก่เด็กที่ขาดแคลนและสัตว์ที่ถูกทอดทิ้ง มาร์ติน แลนโด (แฮรี่ ทริมเบิล) ได้รับรางวัลมากมาย สำหรับการแสดงรับบท เบลา ลูโกซี นักแสดงหนังเขย่าขวัญที่กำลังดับแสง ในหนังชีวประวัติแนวหวานระคนเศร้า "Ed Wood" ของ ทิม เบอร์ตัน เกียรติยศเหล่านี้ รวมถึงรางวัล Academy Award ในสาขา นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม รางวัลลูกโลกทองคำจากชมรมนักข่าวต่างประเทศในฮอลลีวูด รางวัล American Comedy Award รางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์ที่สำคัญทั้งหมด ทั้งจากนิวยอร์ค ลอส แองเจลิส ชิคาโก บอสตัน เทกซัส และสมาคมนักวิจารณ์แห่งชาติ และรางวัลประเภท "The Actor" ตัวแรก จาก Screen Actors Guild แลนโดโลดแล่นอยู่ในวงการมายา ทั้งบนเวทีละคร โทรทัศน์ และหนังใหญ่ เป็นเวลายาวนานเกินห้าสิบปี และมีผลงานรวมเบ็ดเสร็จประมาณ 88 เรื่อง เขาเทสต์หน้ากล้องรวมกับคนอื่นๆ อีกประมาณ 2,000 คนในปี 1955 และได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกตลอดชีพ ของ Actors Studio ที่รู้จักกันดีทั่วโลกของ ลี สตราสเบิร์ก (พร้อมกับ นักแสดงดาวรุ่งในขณะนั้นอีกคนหนึ่ง สตีฟ แม็คควีน ในปีนั้น มีเพียงสองคนนี้เท่านั้น ที่ได้รับคัดเลือก) แลนโดผ่านการเคี่ยวอย่างเข้มข้นจากผู้กำกับดังๆ ของละครเวทีหลายคน เช่น อิเลีย คาซาน,ฮาโรลด์ คลูแมน, บ๊อบบี้ เลวิส, เคิรท์ คอนเวย์ และสตราสเบิร์ก เมื่อผันตัวเองให้เป็นนักแสดงละครระดับอาชีพ เขาประสบความสำเร็จโดยทันทีบนเวทีละครในนิวยอร์คในเรื่อง "Goat Song", "Middle of the Night", "The Penguin", "Stalag 17" และ "First Love" เขาเป็นดารารับเชิญในซีรีส์คลาสิกที่ฉายทางโทรทัศน์นับจำนวนแล้วหลายร้อยเรื่อง อาทิเช่น "The Untouchables", "Bonanza" ' "Gunsmoke", "Maverick", "The Twilight Zone", "The Outer Limits", "Wated: Dead or Alive", "Wagon Train", "I Spy", "The Man from U.N.C.L.E." นอกจากนี้ เขายังทำให้ตัวละคร โรล์ลิน แฮน ในหนังทีวี "Mission: Impossible" ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ชมอีกด้วย และยังทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมีสามครั้ง และรางวัลลูกโลกทองคำหนึ่งครั้ง แลนโดยังได้แสดงในหนังซีรีส์ ไซ-ไฟ "Space: 1999" ที่ทำให้เขาเป็นดาราที่รู้จักกันทั่วโลก แลนโดได้รับบทให้แสดงละครทางฝั่งตะวันตกในละครยอดฮิตของ แพดดี้ ชาเยฟสกี้ "Middle of the Night" ที่เคยนำออกแสดงในบรอดเวย์มาก่อน การแสดงในครั้งนั้น ทำให้ อัลเฟรด ฮิทชค็อก สนใจในตัวเขา และมอบบทให้แสดงในหนังใหญ่เรื่องแรกของแลนโด หนังคลาสิกแนวเขย่าขวัญ "North By Northwest" นอกจากนี้ เขาย้งได้ร่วมงานกับผู้อำนวยการสร้างมือดัง เช่น เลวิส ไมล์สโตน ("Pork Chop Hill") จอร์จ สตีเว่นส์ ("The Greatest Story Ever Told") จอห์น สเตริชส์ ("The Hallelujah Trail") โจเซฟ แอล. แมนคีวิกส ("Cleopatra") และ เฮนรี่ แฮธาเวย์ ("Nevada Smith") ในปี 1988 แลนโดได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award เป็นครั้งแรก สำหรับผลงานในบทของนักการเงินที่พบกับความผิดหวังอย่างรุนแรง เอบ คาแรทส์ ใน "Tucker: The Man and His Dream" ของ ฟรานซิส คอปโปล่า ในปีถัดไป ได้รับการเสนอชื่อเช้าชิงรางวัล Academy Award อีกครั้งหนึ่ง ในบทของจักษุแพทย์มือสังหาร จูดาห์ โรเซนธัล ใน "Crimes and Misdemeanors" ของ วูดดี้ อัลแลน และเมื่อไม่นานมานี้ เขาได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์หลากหลาย เช่น "Edtv", "The X-File, Fight the Future", "City Hall", "Sliver", "Intersection", "The Adventures of Pinocchio" (และในตอนต่อไป "The New Adventures of Pinocchio"), "Rounders", "The Joy Riders', "Ready to Rumble", "Carlo's Wake" และรับบทสมทบเล็กๆ ใน "Sleepy Hollow" และเขาจะร่วมแสดงในเร็วๆ นี้อีกหลายเรื่อง เช่น "Shiner" ร่วมกับ ไมเคิล เคน ของบริษัท มิราแม็กซ์ และ "Very Mean Man" ร่วมกับ แมทธิว โมดีน และชาร์ลส เดอร์นิ่ง ส่วนผลงานทางเคเบิลทีวี แลนโดได้รับรางวัล CableACE Award จากบทใน "Legacy of Lies" และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอีกสองครั้ง จาก "By Dawn's Early Light" และ "Max and Helen" และเมื่อเร็วๆ นี้เอง เขาแสดงในหนังมินิซีรีส์สามเรื่อง เป็นตัวเอกเจ้าของชื่อไตเติ้ลหนัง "Bonnano: A Godfather's Story" และ "In the Beginning", "Haven" ของสถานี เอ็นบีซี ผลงานของแลนโดอีกนอกเหนือจากการแสดงแล้ว คือการเป็นผู้กำกับการแสดง และอาจารย์สอนการแสดงอยู่ที่ Actor's Studio West ซึ่งปัจจุบันนี้ รับหน้าที่อยู่ในตำแหน่งกรรมการบริหาร เขาได้ให้คำแนะนำที่มีค่าแก่นักแสดงมากมาย เช่น วอร์เรน โอ๊ตส์, แฮรี่ ดีน สแตนตัน, แอนเจอลีก้า ฮัสตัน และแจ๊ค นิโคลสัน รอน รีฟคิน (เควิน แบนเนอร์แมน) เป็นนักแสดงที่คร่ำหวอดกับการแสดงละคร หนังใหญ่ และทางโทรทัศน์ คอหนังทั้งหลายต้องรู้จักเขาดีจากบทบาทของนายตำรวจฉ้อฉลในหนังเขย่าขวัญ "The Negotiator" ของ เอฟ. แกรี่ เกรย์ และอัยการที่มีเล่ห์เหลี่ยมจัดในหนังดรามาที่ได้รับรางวัล Academy Award "L.A.Confidential" ของ เคอร์ติส ฮานสัน ตลอดระยะเวลาสามสิบปีในวงการแสดงภาพยนตร์นี้ ริฟคินสะสมผลงานไว้มากมาย เช่น "Boiler Room', 'Keeping the Faith", "I'm Not Rappaport", "Last Summer in the Hamptons", 'Wolf', "JFK", "The Sting II", "The Chosen", "The Big Fix", "The Sunshine Boys", "Siulent Running", "Husbands and Wives" และ "Manhattan Murder Mystery" ของ วูดดี้ อัลแลน, "Dragonfly" ที่เพิ่งถ่ายทำเสร็จ "The Sun of all Fears" และ "The Substance of Fire" ซึ่งเขารับบทเดิมที่เคยแสดงมาก่อนในละครเวที ที่สร้างจากงานเขียนแนวดรามาของ จอน โรบิน เบทส จากบทที่เขาแสดงในละครเวทีเรื่องนั้น ริฟคินได้รับรางวัลเกียรติยศหลายรางวัล เช่น Obie สำหรับละครที่แสดงนอกบรอดเวย์, รางวัล Drama Desk Award, รางวัล Lucille Lortel Award และรางวัล DramaLogue จากทางฝั่งตะวันตกอีกด้วย ริฟคินเป็นชาวนิวยอร์ค และได้หวนกลับมาร่วมงานกับ เบทส อีกหนึ่งปีต่อมาในละครนอกบรอดเวย์ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม "Three Hotels" ที่ได้รับรางวัล Lucille Lortel Award อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Drama Desk อีกครั้งเช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้ ริฟคินได้รับรางวัลโทนี่ ประเภทนักแสดงสมทบยอดเยี่ยม ใน "Cabaret" ที่นำมาสร้างใหม่ในปี 1998 ผลงานแสดงละครนั้น นับได้มากมาย เช่น "Wrong Mountain", "The American Clock" และ "Broken Glass" ของ อาเธอร์ มิลเลอร์, "Proposals" ของนีล ไซมอน, "A Month in the Country" ของ เทอร์เจเนฟ, "Three Sisters" และ "Rosenbloom" ของเชคอฟ, "Afternoon Tea", "Scandalous Memories", "Cross Country", "Ice", "Gethsemane Springs", "Ghetto", "Detective Story", "Tally's Folly", "Nothing Sacred", "The Tenth Man", The Art of Dining", "The Goodbye People", "Come Blow Your Horn" และ "Temple" และเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ร่วมแสดงใน "Light Up the Sky" ที่เทศกาลวิลเลี่ยมส์ทาวน์ ในแมสซาชูเซตต์ส อีกทั้ง ยังได้เป็นสมาชิกของ Actors Studio ที่โด่งดัง (ที่เขาได้เรียนรู้การแสดงกับ ลี สตราสเบิร์ก) และคณะละครเวทีในนิวยอร์ค The Naked Angels คอหนังทีวีต้องคุ้นเคยกับบทบาทของเขาในหนังซีรีส์ "The Trials of Rosie O'Neill", "One Day at a Time" และบทเดิมที่เคยแสดงมาก่อน หมอวูเซลิก ในหนังฮิตแนวดรามา "ER." ของสถานี เอ็นบีซี และปัจจุบัน กำลังร่วมแสดงในหนังซีรีส์ชุดใหม่ของสถานี เอบีซี "Alias" เดวิด ออกเดน สเตียร์ (หมอ สแตนตัน) ทำให้ใครต่อใครไม่สามารถจะลบตัวละครที่นั่งเฝ้าดูในจอทีวี - ผู้พัน ชาร์ลส เอเมอร์สัน วินเชสเตอร์ ที่สาม หมอสนามที่แสนจะอวดดี พูดจาขวานผ่าซาก จาก "M*A*S*H" ออกจากความทรงจำได้ ภายในระยะเวลาหกปีที่รับแสดงในหนังทีวีที่ได้รับรางวัลนี้ ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี่สองครั้ง สำหรับบทที่เขาเองให้คำอธิบายว่าเป็นบทที่น่ารักของคนที่น่าชัง หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเป็นครั้งที่สาม ประเภทนักแสดงสมทบ จากบทของวิลเลี่ยม สโลน ในหนังซีรีส์ของสถานี เอ็นบีซี "The First Olum[ics" Atens 1896" สเตียร์ได้รับทุน (เมื่ออายุ 27) ให้ไปศึกษาต่อสาขาการแสดงที่ Juilliard School of Drama ที่มีชื่อเสียงในนิวยอร์ค ภายใต้การแนะนำของ จอห์น เฮาส์แมน ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ละครเวทีบรอดเวย์เรื่องแรกของเขา คือ "Ulysses in Nighttown" ตามติดด้วยละครเพลงดัง "The Magic Show" และรับหน้าที่เป็นผู้บรรยายในละครเพลงฮีตอีกเรื่องของบรอดเวย์ "Beauty and the Beast" สเตียร์ยังมีผลงานแสดงละครที่ San Francisco Actors Workshop, Committee Review และเทศกาลเชคสเปียร์ที่ Old Globe Theatre ในซานดิอาโก้ ซึ่งเขาร่วมแสดงใน "Richard II", "Othello", "A Midsummer Night's Dream", "Twelfth Night", "The Taming of the Shrew", "As You Like It', "Comedy of Errors", "Hamlet", "London Assurance", "The Rivals", "The Tempest", "much Ado About Nothing" และ "Billy Bishop Goes to War" นอกจากนี้ ยังได้กำกับละคร "Scapino" ที่ Old Globe ซึ่งได้รับรางวัล DramaLogue Award และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสมาคมนักวิจารณ์ละครเวทีซาดิอาโก้ และสมาคมนักวิจารณ์เบย์แอเรีย หลังจากรับเป็นนักแสดงรับเชิญในตอนต้นๆ ของ "Kojak" และ "Rhoda" ในกลางทศวรรษ 1970 ทำให้เขาได้สวมบทเดิมของผู้จัดการสถานีโทรทัศน์ที่พูดติดอ่าง เมล ไพร์ซ ใน "The Mary Tyler Moore Show" และเพราะบทนี้เอง เขาจึงได้รับการเสนอบทของผู้พันวินเชสเตอร์ ใน "M*A*S*H" นอกจากนี้ ยังได้แสดงในหนังซีรีส์ หนังทีวี และมินีซีรีส์มากมาย เช่น "North and South, Books I and II", "Innocents Abroad" ของสถานี PBS-TV, "The Day My Bubble Burst", "Anatomy of An Illness", "A Circle of Children", "Final Notice", "The Pedestrian", "The Kissing Place", "Without A Kiss Goodbye", "The Final Days" และ "The Last of His Tribe" ของ HBO, "The Bad Seed", "Justice League of America", "Day One", "To Face Her Past", "Past Tense" และผลงานล่าสุด นักแสดงรับเชิญใน "Ally McBeal" (ยังมีต่อ) -สส-