(ต่อ 2) คาสเซิล ร้อกฯร่วมกับ วิลเล็จ โรดโชว์ฯ และ เอ็นพีวี เสนอข้อมูลการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "The Majestic" - newswit
กรุงเทพฯ--22 ก.พ.--คาสเซิล ร้อกฯร่วมกับวิลเล็จ โรดโชว์ฯและเอ็นพีวี เกี่ยวกับนักแสดงและตัวละคร เช่นเดียวกันกับภาพยนตร์สองเรื่องก่อนที่เขาเป็นผู้กำกับ ดาราบอนท์รวบรวมนักแสดงที่มีความสามารถ และหลากหลายมารวมกันใน "The Majestic" ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ดำเนินไปในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง "ผมได้นักแสดงที่ทำให้ทุกคนทึ่ง" ดาราบอนท์เล่า " จริงๆ นะครับ พวกเขาเป็นนักแสดงที่เยี่ยมมาก ผมรู้สึกว่าโชคดีมากที่ได้ร่วมงานกับนักแสดงกลุ่มนี้ เพราะพวกเขาสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ดีมาก และต่างคนต่างผสานกลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนผ้า เป็นดังลวดลายถ้กทอ และผมคิดว่า เรามีผืนผ้าพร้อมลวดลายถักทอที่งดงามอยู่ในมือ เหมือนกับที่เคยมีใน 'The Green Mile' " "ดังนั้น เมื่อเราได้นักแสดงชาย เช่น มาร์ติน แลนโด, เจมส์ วิทมอร์, เดวิด ออกเดน สเตียร์ และ เจฟ เดอมุนน์ มาร่วมงานด้วย คุณอาจจำชื่อพวกเขาไม่ได้ แต่คุณจะจำหน้าพวกเขาได้แน่ๆ และเมื่อตัวละครที่รับบทโดยจิม ปรากฏตัวเดินเข้ามาในเมืองนั้น ผู้ชมจะสัมผัสกับความรู้สึกได้ว่า นี่แหละคือบ้าน และเขาได้กลับมาถึงบ้านแล้ว" "ตอนที่แฟรงค์บอกกับผมว่า เขาอยากสร้างหนังเรื่องนี้ เขาถามว่า ผมมีใครในใจหรือเปล่าที่จะให้มารับบทต่างๆ " สโลนเล่า "ผมเห็นภาพในใจว่า จิม แคร์รี่ย์ น่ะ ใช่เลยสำหรับตัวละคร ปีเตอร์ แอปเปิลตัน จิมมีบุคคลิกที่เหลือเชื่อ โดดเด่น และน่าทึ่งมาก ภาพยนตร์เรื่องนี้ จะแตกต่างไปจากเรื่องอื่นๆ ที่เขาเคยร่วมงานมาก และเขาเกิดมาเพื่อรับบทนี้จริงๆ " ดาราบอนท์เลือก จิม แคร์รี่ย์ ให้รับบทนี้ เพราะ "เขามีความซื่อสัตย์ ความจริงใจที่เป็นไปอย่างเรียบง่าย คุณธรรมความสัตย์ซื่อที่เกิดจากพื้นฐานครอบครัวที่ดี เหมือนกับที่ จิมมี่ สจ๊วต มี และเขาสามารถนำคุณลักษณะอย่างนี้ของตัวเอง มาสวมทับร่วมกับความรู้สึกที่อ่อนไหวของบทให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้" ส่วน จิม แคร์รี่ย์ นั้น เขาขอขอบคุณดาราบอนท์สำหรับ "ความคิดที่ปราศจากอคติ ใสสะอาด และวิสัยทัศน์ แฟรงค์ให้กำลังใจและสนับสนุนมาก และเสียงของเขาดังพอที่จะโน้มน้าวให้ทุกคนรับฟังและเห็นด้วย เขาเป็นบุคคลที่ใส่ใจ แคร์กับหนัง บทภาพนตร์ และการแสดงอย่างจริงใจ" แคร์รี่ย์ เข้าร่วมงานใน "The Majestic" หลังจากเพิ่งเสร็จจากการับบทแสดงที่ได้รับการชื่นชมอย่างล้นหลามใน "Dr. Seuss' How the Grinch Stole Christmas" ที่ทำรายได้สูงสุดเมื่อปีที่แล้ว แคร์รี่ย์ให้ความเห็นเกี่ยวกับบทนี้ว่า "มันไม่เหมือนกับตัวละครใดๆ ที่ผมเคยแสดงเลย แม้กระทั่ง 'The Truman Show' นี่เป็นอะไรที่ผมอยากได้ --- บทใหม่ๆ ที่ฉีกแนวออกไป ไม่ซ้ำซาก หรือเล่นบทเดิมๆ เป็นครั้งที่สอง และตัวละครนี้เป็นประสบการณ์ที่ให้ความเพลิดเพลิน สนุกที่จะสวมบท มันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ใหม่และสดจริงๆ " "เห็นได้ชัดว่า เราจำเป็นต้องหานักแสดงฝีมือเยี่ยม เพื่อเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครตัวนี้ และนั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราถึงเลือกจิม" เดเบอร่าห์ อากีล่า ผู้อำนวยการวางตัวนักแสดงกล่าวไว้ เธอเข้ามาร่วมงานกับ ดาราบอนท์ อีกครั้ง หลังจากเป็นผู้วางตัวนักแสดงให้แก่ภาพยนตร์เรื่องต้นๆ ของเขา "The Shawshank Redemption" "เราวางรูปแบบความคิดส่วนใหญ่จากดารานักแสดงในยุคปลายทศวรรษ 1940 และต้น 1950 ซึ่งได้แก่ จิมมี่ สจ๊วต และแคโรล ลอมบาร์ด จิมเป็นนักแสดงที่เหมาะสมที่สุด และเยี่ยมมากที่จะสวมบทตัวละครนี้" ส่วน แลนโด นักแสดง ให้เหตุผลว่า "จิมต้องเล่นเป็นตัวละครสองคนที่แตกต่างกัน และมีอุปนิสัยที่ไม่เหมือนกันเลย มีความซับซ้อนหลากหลายอารมณ์ในแต่ละตัวละครนั้น มันเป็นสิ่งท้าทายมาก เพราะเป็นบทที่ยาก แต่จิมสามารถเล่นทั้งสองบทได้อย่างราบรื่น ไม่ติดขัดเลย เขาทำได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ และผมคิดว่าเขาจะทำให้หลายๆ คนตะลึง ทึ่งกับบทที่เขาเล่นแน่ๆ " สำหรับการเลือก โฮลเดน มารับบทที่ต้องใช้ความสามารถสูงนี้ อากีล่า ผู้อำนวยการวางตัวนักแสดงได้ยกความดีความชอบให้แก่ แอนนา การ์ดูโน ที่เป็นประธานอำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้ และยังเป็นนักแสดง พร้อมกับเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนมัธยม Hollywood High ด้วย "แอนนาคุยกับเราเกี่ยวกับผลงานของลอรี่ในชั้นเรียนการแสดง ตอนที่เราทดสอบลอรี่หนแรกนั้น เธอทำได้ดีมาก เราเลือกฉากห้าฉากที่ยากที่สุดในหนังเรื่องนี้มาเป็นตัวทดสอบคัดเลือกนักแสดง" อากีล่ากล่าว "ลอรี่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และเมื่อคุณต้องสวมบทแสดงร่วมกับใครสักคนที่เต็มไปด้วยความสามารถพิเศษ และพลังโน้มน้าวอย่างจิมแล้ว ถ้าคุณขาดความมั่นใจ ไม่สามารถยึดมั่นกับบทของคุณในสภาพเช่นนั้นได้ ทุกอย่างก็จะล้มเหลว" "ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะมีโอกาสแนะนำนักแสดงหน้าใหม่ๆ อย่างลอรี่ให้แก่คนดู" ดาราบอนท์ให้ความเห็น "ลอรี่ดูเหนือกว่าคนอื่นๆ อีกมากมายสำหรับบทนี้ และผมคิดว่าเธอจะเป็นขวัญใจของคนหลายๆ คน และหวังว่า บางทีอาจจะได้รับคำชมเชยจากบทบาทของเธอในหนังเรื่องนี้ เพราะเธอมีความชำนาญ และความสามารถพิเศษที่นักแสดงควรมีอย่างมากมาย " หลังจากที่ได้วางตัวนักแสดงสำหรับบทนำแล้ว ทั้งดาราบอนท์ และอากีล่าเริ่มเตรียมวางตัวนักแสดงให้แก่ตัวละครที่เหลือ อากีล่าเล่าเกี่ยวกับการเลือก แลนโด ที่ได้รับรางวัลจาก Academy Award ว่า "การคัดสรรนักแสดงสำหรับบทนี้ ทำได้ยากมาก เพราะเป็นบทที่ยาก แต่มาร์ตินเป็นนักแสดงที่ดี เขาสามารถสวมบทในหนังให้เราเห็นความสามารถของนักแสดง ที่คนอื่นๆ อีกมากมายปราถนาที่จะทำให้ได้เหมือนเขา" แคร์รี่ย์ รู้สึกสนุกที่ได้ทำงานร่วมกับ แลนโด ในหนังเรื่องนี้ "ผมชอบคนที่ตื่นเต้นกับสิ่งที่เขาทำ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงรู้สึกดีจริงๆ ที่ได้ทำงานร่วมกับมาร์ติน" แคร์รี่ย์อธิบาย "เขารักเทคทุกเทค และในทุกๆ ซีน เขาจะเดินเข้ามาด้วยความรู้สึกที่กระตือรือร้น เหมือนกับความกระตือรือร้นของเด็กๆ ที่อยากจะเปิดดูของขวัญในเช้าวันคริสต์มาสอย่างนั้นแหละ และความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับคุณ จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเขาทำให้คุณรู้สึกดี " แคร์รี่ย์ให้คำสรุปว่า "ผมดีใจ ที่หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยนักแสดงฝีมือเยี่ยม มีความสามารถล้นเหลือ และมีบุคลิกที่หลากหลาย แล้วคุณจะเริ่มรู้จักและเข้าถึงพวกเขา ทุกคนมีความสำคัญทั้งนั้นสำหรับเรื่องราวของหนังนี้" ดาราบอนท์ยังอยากได้นักแสดงที่ช่ำชองงานอย่าง เดวิด ออกเดน สเตียร์ มาสวมบท คุณหมอสแตนตัน หมอประจำเมืองลอว์สัน อีกด้วย เขาคุ้นเคยกับผลงานของสเตียร์มาก่อน และพบนักแสดงคนนี้ครั้งแรกเมื่อเขาและอากีล่าร่วมกันวางตัวนักแสดงสำหรับ "The Shawshank Redemption" ในปี 1993 สำหรับสเตียร์แล้ว การได้ทำงานในหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุกและเพลิดเพลิน "ในฐานะนักแสดง มีน้อยครั้งมาก ที่คนอื่นจะเห็นคุณเป็นเพื่อนร่วมงาน แต่ในหนังเรื่องนี้ มันเป็นอย่างนั้น ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมงานกัน" สเตียร์เอ่ย วิทมอร์ ซึ่งเป็นทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งที่สอง ได้กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับดาราบอนท์อีกในหนังเรื่องนี้ เพราะเขารู้สึกอย่างแรงกล้ากับเรื่องราวในหนัง นอกจากนี้ ยังมีนักแสดงสมทบ เจฟฟรี่ เดอมุนน์ ที่กลับมาร่วมงานกับดาราบอนท์อีกเป็นครั้งที่ห้า ("The Green Mile" เป็นหนังเรื่องล่าสุดก่อนเรื่องนี้) ในบทของนายกเทศมนตรีเมืองลอว์สัน เออร์นี่ โคล "ผมเล่นเป็นตัวเออร์นี่ โคล นายกเทศมนตรีของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ที่อยู่ทางเหนือของ รัฐแคลิฟอร์เนีย" เดอมุนน์เล่าให้ฟัง "ลอว์สันเป็นเมืองที่สูญเสียหนุ่มๆ ไปมากมายให้แก่สงคราม เมืองนี้เป็นหนึ่งในหลายๆ เมืองที่ต้องสูญเสียเด็กหนุ่มๆ ของเมืองไปทั้งรุ่น และยังไม่สามารถทำใจได้สำหรับการสูญเสียนั้น" เกี่ยวกับการสร้าง ดาราบอนท์ สร้างบรรยากาศให้เหมือนกับการคืนสู่เหย้าของโรงเรียนมัธยม โดยการรวบรวมเพื่อนร่วมรุ่น และเพื่อนต่างรุ่นจาก Hollywood High School ที่มีความสามารถแตกต่างกันไปได้ถึงสิบสามคน มาร่วมงานกันในการสร้างหนังเรื่องนี้ นอกจากนักเขียน ไมเคิล สโลน (รุ่นปี '76) แล้ว ยังมีผู้ออกแบบฉาก เกรเกอรี่ เมลตัน (รุ่นปี '77) และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย คาริน วากเนอร์ (รุ่นปี '78) ดาราบอนท์ (รุ่นปี '77) เจ้าหน้าที่ออกแบบทรงผมที่มากด้วยประสบการณ์แต่หน้าใหม่สำหรับทีมงานนี้ นีน่า พาสโควิทซ์ (รุ่นปี '77) และ แคทเธอรีน รีส (รุ่นปี '77) ที่ได้รับรางวัลเอ็มมี่ ผู้จัดการสถานที่ถ่ายทำในแอลเอ จอห์น แกร้นท์ (รุ่นปี '78) และ สตีฟ ริงเจล (รุ่นปี '78) ผู้กำกับฝ่ายศิลป์ของเมลตัน ทอม วอลช์ (รุ่นปี '74) นักแสดงหญิง เอพริล ออร์ทิซ (รุ่นปี '76) เจ้าหน้าที่ดูแลพาหนะกองถ่าย เคร็ก ไลสกี้ (รุ่นปี '78) เจ้าหน้าที่ดูแลเครื่องแต่งกายประจำเซท แชนนอน เวด (รุ่นปี '80) และ ชาร์ลี นิโคลสัน (รุ่นปี '77) และประธานของบริษัทดาร์กวูด โปรดักชั่น (แบนเนอร์ของหนังเรื่องนี้) แอนนา การ์ดูโน (รุ่นปี '77) "The Majestic" เข้าฉากถ่ายทำทั้งเรื่องในรัฐแคลิฟอร์เนีย ใช้สถานที่หลายแห่งทั้งในเมืองลอสแองเจลิสเอง และรอบๆ ตัวเมือง (กรอแมนส ไชนีส เธียเตอร์ และร้านโฟร์โมซ่า คาเฟ่) ก่อนที่จะเดินทางไปยังตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย บริเวณเมืองเฟิร์นเดล เมืองเมนโดซิโน และเมืองฟอร์ด แบรกก์ เพื่อสร้างให้เป็นหมู่บ้านลอว์สันตามท้องเรื่อง งานออกแบบตกแต่งภายในทำกันที่ โกลวิน สตูดิโอ ซึ่งเป็นชื่อเดิม (และในปัจจุบัน เรียกกันว่า "เดอะ ล็อต") ในเวสต์ ฮอลลิวูด ดาราบอนท์ ถ่ายทำส่วนใหญ่ของหนังเรื่องนี้ในเมืองทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเมืองที่ไม่มีโรงภาพยนตร์ เมืองนี้คือ เมืองเฟิร์นเดล เป็นหมู่บ้านสมัยวิคตอเรีย ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ป่าเรดวูด ตามชายฝั่งที่เรียกว่า ลอสต์ โคสท์ ห่างจากเมืองยูเรก้าประมาณ 20 ไมล์ไปทางใต้ พื้นที่อันเก่าแก่ที่ล้อมรอบไปด้วยป่านี้ (ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นพื้นที่เลี้ยงโคนมที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นชุมชนแห่งแรกที่ผลิตครีมเนยรสหวานได้ในประมาณปี ค.ศ.1900) เริ่มมีคนเข้าจับจองอาศัยในปี 1852 และจัดตั้งเป็นเมืองขึ้นมาในปี 1893 และในปัจจุบัน มีประชากรมากกว่า 1400 คน อาศัยอยู่ในเมืองนี้ ชุมชนที่ให้บรรยายกาศและความรู้สึกอันอบอุ่นนี้ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่ว เพราะเป็นเมืองเพียงเมืองเดียวที่หอทะเบียนของรัฐแคลิฟอร์เนียยอมรับและขึ้นทะเบียนให้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ดาราบอนท์เลือกเมืองเฟิร์นเดล หลังจากที่ได้แวะเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้โดยไม่ตั้งใจเมื่อประมาณสิบปีมาแล้ว "ผมจำได้ว่า ขณะที่กำลังขับรถเลียบไปตามชายฝั่งเพื่อไปเยี่ยมพี่ชายที่เมืองซีแอตเติล ผมเลี้ยวออกจากฟรีเวย์เพื่อลองไปเที่ยวเมืองนี้ และแล้วผมก็หลงรักลักษณะหน้าตาของมัน และจำได้ว่า ตอนนั้น ผมยังคิดเลยว่า เมืองนี้เป็นสถานที่ที่วิเศษมากๆ สำหรับถ่ายทำหนังสักเรื่อง ถ้าคุณมีเนื้อเรื่องที่ลงตัวกับเมืองนี้พอดี เมื่อผมอ่านสคริปต์ของไมเคิล สิ่งแรกที่ผมคิดถึงทันทีก็คือเมืองๆ นี้ เฟิร์นเดลได้รับการรักษาอย่างดี ให้อยู่ในลักษณะตั้งเดิม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่มีอะไรปลี่ยนไปจากยุคที่มันถูกสร้างขึ้นมา" "นอกจากสภาพอากาศที่เอาแน่ไม่ได้ เมืองนี้เป็นสถานที่ที่เยี่ยมมากสำหรับการถ่ายทำ" ผู้กำกับกล่าว "นี่เป็นหนึ่งในหลายๆ เมืองที่หายากมาก เพราะถ้าคุณมองไปตลอดแนวถนนสายหลัก ตั้งแต่หัวถนนจดท้ายถนน คุณหาร้านอาหารจานด่วนไม่ได้เลย และเพราะเป็นสถานที่ที่มีบทบาทหลักสำหรับเดินเรื่อง เมืองนี้จึงสำคัญมากๆ" เมื่อได้พูดคุยกับชาวเมืองไว้ล่วงหน้าแล้ว มันจึงง่ายสำหรับผู้จัดการสถานที่ถ่ายทำ รอรี่ เอนกี้ ที่จะกรุยทางให้บริษัทสร้างหนังได้เริ่มงานกันในฤดูใบไม้ผลิ เมืองเฟิร์นเดลเคยปรากฏในภาพยนตร์สองเรื่องมาก่อนแล้ว - ในปี 1978 ในมินิซีรีส์ของสตีเฟ่น คิง เรื่อง "Salem's Lot" และในปี 1995 เรื่องเขย่าขวัญ "Outbreak" เกรเกอรี่ เมลตัน ที่เป็นผู้ออกแบบฉาก รับหน้าที่ดูแลจัดสร้างฉากทั้งหมด ดาราบอนท์และเมลตันเห็นตรงกันว่า ต้องสร้างอาคารใหม่ทั้งหลังเพื่อใช้เป็นโรงหนังเก่าแก่ ที่นำชื่อมาตั้งเป็นไตเติ้ลภาพยนตร์เรื่องนี้ บริษัทฯ ใช้ลานจอดรถสาธารณะของเมืองเฟิร์นเดล และสร้างโรงหนังทั้งโรง ที่มีหลังคาคุมทางเดินเข้าโรงหนังเป็นรูปโดมที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง และมีแสงสีที่ทำให้คนเห็นตะลึงได้ "ลานจอดรถแห่งนี้ เป็นที่ที่ดีที่สุดที่จะสร้างโรงหนังของเรา" ดาราบอนท์เอ่ย "เกรก เมลตัน เป็นนักออกแบบฉากที่เก่งจริงๆ เขาและทีมงานสร้างตกแต่งฉากได้ช่วยกันออกแบบงานชิ้นเยี่ยมชิ้นนี้ มันทำให้คุณหายใจสะดุดได้ เมื่อเห็นโรงหนังนี้ยามที่เปิดไฟเจิดจ้าสว่างทั่ว มันทำให้ผมอารมณ์ดีเสมอ ถ้าทำได้ ผมอยากนำมันกลับไปแอลเอด้วย และนำหลังครโดมนี้ไปติดตั้งกับโรงหนัง (จริงๆ) สักโรง มันเยี่ยมจริงๆ " "มันประหลาดนะ เพราะผมออกแบบโรงหนังก่อนที่จะรู้ว่า เราจะมาถ่ายทำกันในเมืองเฟิร์นเดล" เมลตันเล่า "แล้วมันก็มีลานจอดรถแห่งนี้อยู่กลางเมืองพอดี เราเลยสร้างโรงหนังที่นั่นเสียเลย ทุกอย่างลงตัวพอดีไปหมด เราไม่ต้องเปลี่ยนส่วนไหนๆ ของโรงหนังเพื่อให้มันเข้ากับลานจอดรถ เพราะทุกอย่างมันพอดีเหมาะเจาะกันอยู่แล้ว" เมลตัน เริ่มคิดเรื่องแบบของโรงหนัง "จากมุมมองที่ว่า มันควรมีอยู่ในเมืองแห่งจินตนาการนี้มานานประมาณห้าสิบปี โรงหนังหลายๆ โรงที่สร้างขึ้นในระหว่างช่วงเวลาเดียวกันนี้ ซึ่งเป็นในปี 1951 ส่วนใหญ่จะออกแบบในลักษณะของ อาร์ต เดโค เหมือนกับอาคารบ้านเรือนที่คุณเห็นในเมืองใกล้ๆ เช่น อาร์คาต้า และฟอร์จูนน่า ผมอยากให้มันมีกลิ่นไอของปี 1890 ที่ในระยะต้นๆ จะใช้เป็นโรงอุปรากรก่อน แล้วเปลี่ยนมาเป็นโรงละครเพลง ก่อนที่จะมาเป็นโรงเหนังในเมืองเล็กๆ" เมื่อสโลนลงมือเขียนบทภาพยนตร์ เขาให้รายละเอียดของ The Majestic ว่า "เป็นอาคารที่มีรูปร่างลักษณะในสไตล์ที่นิยมกันในระหว่างปี 1916-1922 ที่แหวกจากสไตล์ดั้งเดิมแบบอนุรักษ์นิยม และมีรูปทรงเหมือนเวลาเรารวบปากถุงไว้" สิ่งที่เขาต้องทำก็คือ รวมลักษณะที่ว่านี้ให้เข้ากันเป็นหนึ่ง แล้วออกแบบมาให้เป็นไปตามจินตการ และในขณะเดียวกัน ยังดูดีและสวยงามอีกด้วย เมลตันค้นตามร้านหนังสือทุกร้าน เพื่อหาหนังสือเกี่ยวกับโรงหนังสมัยเก่าให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ "มันเป็นสไตล์แบบรวมมิตร เอาโน่นมานิด เอานี่มาหน่อย รวมกันเข้าไป ผมจึงคิดว่า ควรเริ่มจากองค์ประกอบของสมัยวิคตอเรียก่อน และในต้นทศวรรษ 1920 ผู้คนเริ่มคลั่งไคล้ไปดูหนังเรื่องเกี่ยวกับดินแดนไอยคุปต์กัน ทำให้โรงหนังเริ่มมีกลิ่นไอของต่างประเทศ ซึ่งเป็นความพยายามที่จะทำให้เกิดบรรยายกาศของโลกอีกโลกหนึ่ง ดังนั้น เราจึงใส่องค์ประกอบเหล่านี้เข้าไปด้วย" การติดตั้งประดับประดาตกแต่งโรงหนัง The Majestic ด้วยไฟนิออนหลากสีนั้น เป็นผลงานของบริษัท "เฮเวน ออร์ ลาส เวกัส" ที่ตั้งอยู่ในลอสแองเจลิส เจ้าของบริษัท - คิป สมิทธ์ - เป็นมือเชี่ยวชาญทางด้านนี้ เขาและลูกน้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในเมืองเฟิร์นเดล เพื่อเป่าแก้วให้เป็นหลอดๆ มากมาย ที่จะนำมาตกแต่งเป็นส่วนประกอบตามยอดโดมของโรงหนังให้งามตื่นตาตื่นใจ นอกจากสถานที่ที่นำชื่อมาตั้งเป็นไตเติ้ลของหนังที่น่าตะลึงลาน และได้ตกแต่งประดับประดาจนลานตานั้น (ซึ่งทางแผนกศิลป์ได้เปลี่ยนจากสภาพที่ทรุดโทรม ปล่อยปะละเลย ให้กลายเป็นสภาพที่ซ่อมแซมตกแต่งใหม่จนดูดี ตามท้องเรื่องในหนัง) เมลตันและทีมงานด้านศิลป์ที่เต็มไปด้วยความสามารถ (มี ทอม วอลช์ ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการนี้เป็นผู้นำทีม) ได้สร้างฉากอีกสองฉากที่สำคัญในใจกลางเมืองเฟิร์นเดล - ร้านอาหารที่หรู และทันสมัยสำหรับปี 1940 ที่เป็นร้านของเมเบิล และศาลากลางของนายกเทศมนตรี โคล นาตาลี โป๊ป เจ้าหน้าที่ตกแต่งฉาก - มัวรีน ฟาร์ลีย์ เจ้าหน้าที่จัดหาอุปกรณ์ประกอบฉาก - คารีน แวกเนอร์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย และ ไมเคิล ไพรซ์ เจ้าหน้าที่ประสานงานยานพาหนะ ได้ช่วยกันทำหนังเรื่องนี้ให้มีกลิ่นไอของยุคนั้นจริงๆ ในขณะต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง เมืองเฟิร์นเดลได้แปรสภาพราวกับใช้เวทมนต์ ให้กลับไปเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่สวยงามตามธรรมชาติ ไร้ที่ติดังหมู่บ้านที่ปรากฏในโปสการ์ดต่างๆ และสำหรับเครื่องแต่งกายของนักแสดงที่เพิ่มเข้ามาเป็นพิเศษในระหว่างการถ่ายทำแต่ละฉากนั้น คารีน แวกเนอร์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย "ได้ไปทุกแห่งที่ให้เช่าเครื่องแต่งกายในลอสแองเจลีส เช่าเสื้อผ้าจากทุกร้านตามชายฝั่งอีสต์ โคสต์ แล้วยังไปเช่าจาก "แองเจลส์" ในลอนดอนอีกด้วย เราได้ตัวอย่างผ้ามาจากนิวยอร์ค ลอสแองเจลีส และลอนดอน" แม้ว่า เรื่องราวในภาพยนตร์นี้จะเกิดขึ้นในปี 1951 แต่แวกเนอร์พูดว่าสไตล์ของเครื่องแต่งกายนั้น "ใกล้เคียงกับที่เรียกว่าสไตล์ของ 'เดอะ นิวยอร์ค'ที่ดิออร์เป็นผู้ออกแบบในสไตล์นี้เป็นคนแรกในปี 1947 มากกว่า เราพยายามที่จะนำเสนอให้เห็นว่า ในช่วงเวลานั้น ฮอลลีวูดมีบรรยากาศแสงสีเป็นอย่างไร ในขณะที่ เมืองเล็กๆ เมืองนี้มีบรรยากาศลักษณะของช่วงสงคราม นี่เป็นสิ่งที่ควรจดจำสำหรับทั้งด้านอารมณ์และสภาพตามที่ตาเห็น เมืองเล็กๆ ของเรายังอยู่ล้าหลังเมืองใหญ่อีกด้วย และผู้คนที่นี่จะไม่โยนทิ้งอะไรทั้งสิ้น ถ้าสิ่งนั้นยังมีประโยชน์อยู่ ชุมชนแห่งนี้ไม่นิยมที่จะใช้อะไรแบบสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ดังนั้น คุณย่าคุณยายทั้งหลายอาจยังสวมใส่เสื้อผ้าเก่าจากสมัยทศวรรษ 1930 ก็เป็นไปได้" ดาราบอนท์ ถ่ายทำฉากที่เต็มไปด้วยแสงสีวิจิตรตระการตาในสตูดิโอของวอร์เนอร์ บราเธอร์ - ฉากแรกที่นำเข้าสู่เนื้อเรื่องนั้น แสดงให้เห็นความเป็นไปที่วุ่นวายในโรงถ่าย (ระดับความวุ่นวายได้เพิ่มเป็นสองเท่าสำหรับโรงถ่ายในจินตนาการ เอชเอชเอส สตูดิโอ) แวกเนอร์ได้จัดให้นักแสดงที่เพิ่มเข้ามาเป็นพิเศษทั้งหมดได้รับบทเป็นนักแสดง และนักสร้างหนังในช่วงเวลานั้น ให้เดินไปเดินมาในโรงถ่าย เธอคัดเลือกใบหน้าให้เหมาะสมกับฉาก และเมืองต่างๆ ที่พวกเขาสวมบท "นักแสดงสมทบเหล่านี้ ไม่มีบทพูด ดังนั้น ใบหน้าและเครื่องแต่งกายจึงเป็นสิ่งที่บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แก่เรา" แวกเนอร์จัดให้นักแสดงที่เพิ่มเข้ามาเป็นพิเศษนี้ได้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสมัยเก่า เพื่อให้เหมือนกลุ่มคนในวงการภาพยนตร์ในยุคเฟื่องฟูในสตูดิโอแห่งจินตนาการ และเพื่อสะท้อนให้เห็นหนังต่างๆ ที่อาจกำลังถ่ายทำอยู่ในเวลานั้น ว้ากเนอร์ตบแต่ง และสร้างแบบเสื้อต่างกันมากมายเพื่อให้นักแสดงที่เป็นฉากหลังได้สวมใส่ เพราะเหตุว่า ผู้กำกับ ดาราบอนท์ นั้น ให้เกียรติยกย่องภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ในหนังที่ตัวเองกำกับ ดังนั้น คนอื่นจึงนึกว่าไตเติ้ลภาพยนตร์ เช่นเรื่อง "Top Hat" และ "Gilda" ต้องปรากฏชื่อบนโดมของโรงหนัง The Majestic เป็นแน่ ดาราบอนท์กล่าวเสริมว่า "คำตอบจริงๆ ก็คือ น่าจะเป็นเรื่อง 'It's A Wonderful Life' และ 'Casablanca' และในสัปดาห์ถัดไป ก็เป็นเรื่อง 'The Day the Earth Stood Still' และ 'Invasion of the Bodysnatchers' และสัปดาห์ถัดไป 'The Third Man' และ หนังของฮิชค้อก เรื่อง 'Saboteur' (นำแสดงโดย บ้อบ คัมมิงค์ และพริสซิลล่า เลน) หลังจากนั้น 'Forbidden Planet' และ 'War of the Worlds' ตามด้วย 'Sullivan's Travels' และ 'It Happened One Night' ในเรื่องนี้ เราคิดทำอะไรก็ได้" (ยังมีต่อ) -สส-