(ต่อ 4) คาสเซิล ร้อกฯร่วมกับ วิลเล็จ โรดโชว์ฯ และ เอ็นพีวี เสนอข้อมูลการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "The Majestic" - newswit
กรุงเทพฯ--22 ก.พ.--คาสเซิล ร้อกฯร่วมกับวิลเล็จ โรดโชว์ฯและเอ็นพีวี สเตียร์ได้แสดงหนังใหญ่เรื่องแรกที่เป็นแนวดรามาของ บ๊อบ ราเฟลสัน "Drive, He Said" และร่วมแสดงใน "Magic", "The Cheap Detective", "Oh, God!", "Harry's War', "Creator", "The Accidental Tourist", "Doc Hollywood", "Steal Big, Steal Little", "Bad Company", "Iron Will", "Krippendorf's Tribe", "Jungle 2 jungle" และ "Food For Thought" นอกจากนี้ เขายังเป็นนักแสดงที่ถูกอกถูกใจของผู้กำกับการแสดง วูดดี้ อัลแลน จนได้แสดงหนังถึงห้าเรื่องของอัลแลนเอง "Mighty Aphrodite", "Everyone Says I Love You", "Shadowns and Fog", "Another Woman" และ "Curse of the Jade Scorpion" สเตียร์เริ่มต้นอาชีพนักแสดงหนังใหญ่เป็นครั้งแรกเมื่อรับบทเป็นผู้ประกาศรายการที่ไม่ปรากฏตัว ในหนังเรื่องแรกที่ จอร์จ ลูค้าส กำกับการแสดง "THX-1138" และเมื่อไม่นานมานี้ เขาทำให้คอหนังได้สนุกสนานไปกับเสียงพากย์ตัวละครของดีสนีย์หลายเรื่อง เช่น "Beauty and the Beast" (เป็นผู้บรรยาย และตัวละคร ค้อกสเวิร์ธ เดอะ คล้อก และพากย์เป็นเสียงของตัวละครตัวนี้อีกในโฮมวิดีโอที่เป็นตอนต่อไป "Beauty and the Beast: The Enchanted Christmas", "Belle's Magical World" และ "House of Mouse") นอกจากนี้ ยังให้เสียงพากย์เป็น ผู้ว่าฯ แรทคลิฟฟ์ และ วิคคินส์ ใน "Pocahontas" อีกด้วย (และเช่นกัน เขาพากย์เป็นตัวละคร แรทคลิฟฟ์ ในวีดีโอ "Pocahontas II: Journey to a New World") และ.ให้เสียงเป็น อาร์คดีคอน ใน "The Hunchback of Notre Dame" สเตียร์มีความสามารถหลากหลาย และยังเป็นสมาชิกของสมาคม National Academy of Recording Arts and Sciences and the International Horn Society เขาได้ทำหน้าที่เป็นวาทยากรให้แก่วงดุริยางค์ซิมโฟนีมากกว่า 40 วงทั่วทั้งประเทศ และยังเป็นวาทยากรสมทบของ Yaquina Ochestra และในเทศกาลดนตรี เออร์เนส บล้อช เจมส์ วิทมอร์ (สแตน เคลเลอร์) นักแสดงละครเวที และจอเงินรุ่นใหญ่ ได้กลับมาร่วมงานกับ ผู้กำกับแฟรงค์ ดาราบอน์ท หลังจากได้ฝากผลงานเป็นที่ประทับใจในบทของ นักโทษ บรู๊ค แฮตเลน ใน "The Shawshank Redemption" วิทมอร์ ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award ถึงสองครั้งนั้น เป็นชาวเมืองบัฟฟาโลในนิวยอร์ค แรกเริ่มเดิมที เขาตั้งใจที่จะเป็นทนายความเมื่อสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลับเยลในปี 1938 แต่ต้องสะดุด เพราะเขาสมัครเข้าเป็นทหารในหน่วยนาวิกโยธินของสหรัฐอเมริกาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง และพยายามเรียนต่อจนจบในขณะที่อยู่ในแคมป์ฝึกของหน่วยนาวิกโยธิน ในระหว่างการเดินสายทำหน้าที่ วิทมอร์เริ่มจับอาชีพนักแสดง โดยเข้าร่วมกับคณะ USO แสดงทั่วพื้นที่แปซิฟิกตอนใต้ หลังจากทำหน้าที่ครบกำหนดและถูกปลดจากหน่วยนาวิกโยธินแล้ว เขากลับไปนิวยอร์คเพื่อศึกษาการแสดงต่อที่ American Theatre Wing และ Actors Studio ที่ๆ เขามีส่วนช่วยในการก่อตั้งขึ้นมาในปี 1947 ในปีเดียวกัน เขาเริ่มการเป็นนักแสดงระดับอาชีพครั้งแรก เมื่อเข้าร่วมงานกับคณะละคร ปีเตอร์เบอเรอ เพลเยอร์ส ในนิวแฮมเชียร์ และอีกไม่นานต่อมา เขาก็ได้ขึ้นเวทีบรอดเวย์เป็นครั้งแรก และไดัรับรางวัล Tony, Theatre World and Donaldson Awards สำหรับการแสดงที่กินใจคนดู ในบทของ จ่าแอฟเว่นส์ ใน "Command Decision" อีกสองปีถัดมา เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี่ (และรางวัลลูกโลกทองคำ) เป็นครั้งแรก ในสาขานักแสดงชายสมทบยอดเยี่ยม สำหรับบท จ่านายสิบโท คินนี่ ที่สุดแกร่งใน "Battleground" ของวิลเลี่ยม เวลแมน ทั้งๆ ที่เป็นหนังเรื่องที่สองของเขาเท่านั้น วิทมอร์ได้รับขนานนามว่าเป็นดั่ง สเปนเซอร์ เทรซีส ในแวดวงของดาราสมทบ เพราะเหตุที่เขาเป็นนักแสดงที่มีผีมือเชื่อถือได้นั่นเอง วิทมอร์ได้รับบทต่างๆ ในภาพยนตร์มากกว่า 75 เรื่อง เช่น "The Asphalt jungle", "The Next Voice You Hear", "Kiss me Kate", "Them!", "Battle Cry", "The McConnell Story", "Oklahoma!", "the Eddie Duchin Story", "All The Brothers Were Valiant", "Because You're Mine", "The Red Badge of Courage" (เป็นผู้บรรยาย), "The Restless Years", "Face of Fire", "Black Like Me", "Guns of the Magnificent Seven", "Madigan", "Planet of the Apes", "Tora! Tora! Tora!", "The Serpent's Egg', "Bully", "The First Deadly Sin", "Nuts", "The Relic" และ "Give 'Em Hell, Harry" ซึ่งในเรื่องนี้ เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award เป็นครั้งที่สอง แต่ครั้งนี้ในสาขา นักแสดงชายยอดเยี่ยม และเขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำเป็นครั้งที่สอง สำหรับบทเดียวกันนี้ วิทมอร์เพิ่งเสร็จจากการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง "Old Hats" และ "Ring of Endless Light" ตลอดระยะเวลาสามสิบปีที่ผ่านมา วิทมอร์มีผลงานบนเวทีละครอย่างต่อเนื่อง ทั้งมีผลงานจากการแสดงเดี่ยวในบทตัวละครของ วิล โรเจอร์ส ใน "Will Rogers, U.S.A." เทดดี้ รูสเวลท์ ใน "Bully" และประธานาธิบดี แฮรี่ ทรูแมน ใน "Give 'Em Hell, Harry" และในสองเรื่องหลังนี้ เขาได้แสดงบทเดียวกันในหนังใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีบทของ โอลิเวอร์ เวนเดลล์ โฮล์มส ใน "The Magnificent Yankee" เชอริเดน ไวท์ไซด ใน "The Man Who Came to Dinner" และ นอร์แมน ธาเยอร์ ใน "On Golden Pond" วิทมอร์ได้ร่วมงานใน "Handy Dandy", "About Time", "Death of a Salesman" และ "Foxfire" ของ ออดรา ลินด์เลย์ ทั้งยังรับแสดงที่เทศกาลวิลเลี่ยมส์ทาวน์ เธียเตอร์ ในแมสซาชูเซท เป็นประจำทุกที่ เช่น "The Visit", "Inherit the World", "Our Town", "Horse Heaven", "Love Letters" และในรอบปฐมฤกษ์ของ "Dirt" วิทมอร์ได้ฝากผลงานหลายชิ้นในจอแก้วอีกด้วย ร่วมแสดงในหนังซีรีส์สามเรื่อง - "Temperatures Rising", "The Law and Mr. Jones" และ "My Friend Tony" และยังเป็นดารารับเชิญในหนังซีรีส์ชุดรวมเรื่องที่โด่งดังในยุคทศวรรษ 1950 เช่น "Alcoa Premiere", "The Desilu Playhouse", "Playhouse 90", "Kraft Television Theatre", "Zane Grey Theatre" และ "The Twilight Zone" และหนังซีรีส์ที่จบเป็นตอนอีกหลายเรื่อง เขาได้รับรางวัลเอ็มมี ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว สำหรับบทของดารารับเชิญในหนังของสถานี เอบีซี "The Practice" ซึ่งเขารับแสดงในฤดูกาลแรกของหนังซีรีส์ชุดนี้ และเป็นบทที่ผู้อำนวยการสร้าง เดวิด อี. เคลลี่ ให้เขียนขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ ผลงานด้านมินีซีรีส์ของเขา อาทิเช่น "The Word", "Favorite Son" และ "Celebrity" และยังร่วมแสดงในหนังทีวี เช่น "The Challenge", "If Tomorrow Comes", "I Will Fight No More Forever", "Mark, I Love You", "All My Sons", "Swing Vote" และ "Glory! Glory!" ของ HBO เกอร์รี่ แบล็ค (เอมเมทท์ สมิธ) เริ่มอาชีพนักแสดงพร้อมกับเทศกาลเชคสเปียร์ใน นิวยอรค์ ที่โจเซฟ แพ็พพ์ ได้จัดขึ้น หลังจากที่ได้ทำงานเป็นพนักงานขายตรงมาก่อนในบรู๊คลิน รัฐนิวยอร์ค ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา จุดผกผันที่ทำให้แบล็คหันมาสู่วงการมายานั้นเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน เมื่อครูฝึกการใช้เสียงที่เขาขายเครื่องกรองอากาศให้นั้น แนะนำให้แบล็คลองไปเป็นนักแสดงดูบ้าง เขาสมัครเข้าศึกษาที่ American Academay of Dramatic Arts ในนิวยอร์คเมื่ออายุได้ 30 และมีเพื่อนร่วมชั้น เช่น ลี สตราสเบิร์ก, เฮอร์เบิร์ด เบิร์กฮอฟ และ เอิร์ล ฮายแมน เขาได้รับบทเป็นยามเฝ้าวังในละครของแพ็พพ์ ที่นำออกแสดงในเทศกาลเชคสเปียร์ เรื่อง"Hamlet" ซึ่งมีนักแสดงที่จะก้าวไปไกลในอนาคตร่วมแสดงด้วย เช่น มาร์ติน ชีน, วิลเลี่ยม เดอเวน และ ราล์ฟ เวต (ที่แบล็คเป็นนักแสดงสำรองให้) เขารับบทในละครของเชคสเปียร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้มีโอกาสได้ร่วมแสดงกับคณะละครเวทีใหญ่ที่มีชื่อเสียง เช่น American Place Theater, Guthrie Theatre ในมินิอาโปลีส. Seattle Rep, Lincoln Center ในนิวยอร์ค และอื่นๆ ในขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดี เขาย้ายไปลอส แองเจลีสในกลางปี 1970 และเกือบ ทันที ได้รับบทแสดงในหนังทีวีซีรีส์แนวซิทคอม และดรามาหลายเรื่อง "All in the Family", "Starsky & Hutch", "What's Happening", "White Shadow", "The Jeffersons", "General Hospital", "The Brady Bunch", "Simon & Simon", "Cagney & Lacey", "Moonlighting" และ "The A-Team" นอกจากนี้ ยังได้รับบทของนักสืบเชสลีย์ ในละครตัวอย่างของ "Hill Street Blues" ซึ่งเป็นผลทำให้เขาได้รับบทเดิมและแสดงในเรื่องนี้ต่อไปอีกสามฤดูกาล และในตอนหนึ่งของละครเรื่องนี้ ที่เขาได้ร่วมแสดงกับดารารับเชิญ โจ สปาโน้ เป็นตอนที่ได้รับรางวัล Humanitas Price ประเภทละครโทรทัศน์ ผลงานทางจอแก้วของแบล็ค อาทิเช่น "ER", "Brooklyn South", "NYPD Blue", "chicago Hope", "Roc", "Once and Again", The Gregory Hines Show", "Hangin' with Mr. Cooper", "Sisters", "Lois and Clark" และมินิซีรีส์ของสถานี เอ็นบีซี "Backstairs at the White House" ส่วนผลงานจากหนังใหญ่ของเขานั้น อาทิเข่น "Volcano", "Blank Man", "Re-Animator", "National Lampoon's Vacation", "Claudine", "Silent Night, Deadly Night", "Hero at Large" และ "Brock's Last Case" งานด้านโฆษณาสินค้านั้น ยังคงมีเข้ามาให้แบล็คอย่างสม่ำเสมอ สำหรับสินค้าต่างๆ เช่น Chevrolet, Budweiser, Kellogg's Cereals, Ameritech, GTE, Coors Beer, Buick และอื่นๆ และยังได้ร่วมแสดงในงานโฆษณาทางโทรทัศน์ของสินค้า Little Caesar's Pizza ที่ได้รับรางวัลในเทศกาลคานส์ คาร์ล แบรี่ (บ๊อบ เลฟเฟอร์ท) ได้รับคัดเลือกสำหรับบทนี้ (เป็นครั้งแรกสำหรับหนังใหญ่) ใน "The Majestic" เพราะคำเสนอแนะของประธานอำนวยการสร้างของผู้กำกับแฟรงค์ ดาราบอน์ท แอนนา การ์ดูโน ที่มองเห็นแววนักแสดงของแบรี่ในห้องเรียนการแสดงแห่งหนึ่งภายในเมือง และเกิดความรู้สึกว่า เขาน่าจะเหมาะสำหรับบททหารผ่านศึกที่รอดชีวิตพร้อมกับแผลเป็นที่ระลึกจากสงครามโลกครั้งที่สอง ที่โชคดีได้กลับถึงบ้านเกิด เมืองลอว์สัน แบรี่เป็นชาวเมืองฟรีม้อนท์ รัฐโอไฮโอ ที่เขาเติบโตมาพร้อมกับความฝันที่จะเป็นเกษตรกร เขาเข้าศึกษาสาขาธุรกิจในมหาวิทยาลัยของรัฐโอไฮโอ และถูกชักจูงโดยบังเอิญ (หรือเพราะพรหมลิขิต) ให้ร่วมแสดงในงานปิดเรียนกลางภาคในเมืองชิคาโก ซึ่งเขาเป็นนักแสดงที่เพิ่มเข้ามาเป็นพิเศษในละครแนวตลกของ จอห์น ฮิวจส์ "She's Having A Baby" หลังจากที่แสดงอยู่ในเซทชั่วระยะหนึ่ง ผู้กำกับฮิวจส์เกิดสนใจแบรี่ และได้เสนอบทในฉากหนึ่งในหนังที่ต้องแสดงร่วมกับดารา เควิน เบคอน และอเล็ก บอลด์วิน เพราะต้องเตรียมตัวสอบวิชาเศรษฐศาสตร์หลังเปิดภาค แบรี่ปฏิเสธข้อเสนอที่ฮิวจส์เอื้อเฟื้อให้ และเลือกการศึกษาแทนการแสดง แต่เพราะพรหมได้ลิขิตไว้แล้ว เขากลับไปเรียนต่อ และสอบตก หลังจากนั้น เขาเปลี่ยนวิชาเอกเป็นการแสดงทันที เมื่อจบจากมหาวิทยาลัยของรัฐโอไฮโอ แบรี่ย้ายไปทางฝั่งตะวันตกที่เมืองซีแอทตัล และเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน และได้รับปริญญาโทสาขาศิลปะศึกษา หลังจากนั้น พร้อมกับปริญญาในมือ เขามุ่งสู่ลอสแองเจลิสเพื่อสานฝันในอาชีพการแสดง และพบกับครูฝึกการแสดงที่โด่งดัง แลร์รี่ มอส (เพราะได้รับการฝึกมาจากมอส มีผลช่วยให้นักแสดงไมเคิล คล้าร์ก ดันแคน ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award สำหรับบทบาทการแสดงใน "Green Mile" ของ ดาราบอน์ท) แบรี่ยังฝึกการแสดงอยู่กับมอส ในขณะที่รับทำงานหลากหลาย และในไม่ช้า ได้รับบทในละครทีวี และโฆษณาต่างๆ เรื่องล่าสุด แบรี่รับบทเป็นอัยการเขตที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีฟ้องร้องที่ผิดปกติใน "The Practice" ของสถานี เอบีซี ที่ได้รับรางวัลเอ็มมี่ นอกจากนี้ ยังมีผลงานทางละครเวที ที่เขาร่วมแสดงใน "Awake and Sing" เป็นเวลาแปดเดือนเต็มๆ ที่โรงละครโอดิสซีย์ เธียเตอร์ ในแอลเอ และ "Invisible Friends", "The Rose Tattoo", "The Habitation of Dragons" และ "Man and Superman" ของชอว์ แบรี่ได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะละคร Circle X Theatre company ใน ลอส แองเจลีส ซึ่งเป็นคณะละครที่ได้รับรางวัลมาแล้ว แคทเธอรีน เดน์ท (เมเบิล เจ้าของร้านอาหารในเมือง) เกิดในเมืองบาตองน์ รูช รัฐหลุย์เซียน่า จบการศึกษาจากโรงเรียนสอนการแสดงนอร์ธ แคโรไลน่า และย้ายไปนิวยอร์ค เธอได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกร่วมกับ พอล นิวแมน ใน "Nobody's Fool" ของ โรเบิร์ต เบนตัน และใน "The Replicant" ร่วมกับ ฌอง คล้อด แวน แดมม์ "Venom" ร่วมกับ ทรีต วิลเลี่ยมส์ และใน "Someone Like You" ของ โทนี่ โกลด์วิน ในบทน้องสาวของแอชลีย์ ผลงานด้านละครเวทีของเธอ อาทิเช่น บทนำใน "Baby Doll", ตัวละคร แม็กกี้ "Cat on a Hot Tin Roof", "Bang The drum Slowly", และ "The Street of the Sun" ในลอส แองเจลีส ส่วนในนิวยอร์คนั้น เธอรับเป็นนักแสดงสำรองสำหรับบท 'อิเลน่า' และ 'ซอนญ่า' ใน "Uncle Vanya" บนเวทีบรอด์เวย์ และร่วมแสดงใน "Amoeba Concerto" นอกบรอดเวย์ ผลงานทางโทรทัศน์นั้น เธอได้ร่วมเป็นดารารับเชิญในหนังซีรีส์ที่ฉายทางฝั่งตะวันออก เช่น "The Sopranos", "Third Watch", "Law & Order: Special Victim's Unit" และ "New York Undercover" และตั้งแต่ย้ายไปลอส แองเจลีส เธอร่วมเป็นดารารับเขิญใน "Frasier", "Dharma & Greg", "The X-Files", "L.A. Doctors", "chicago Hope", "The Pretender", "The Lone Gunmen" และ "The Invisible Man" ของสถานีช่องไซ-ไฟ และผลงานจากหนังอื่นๆ ของเดนท์ รวมถึง "A Girl's Guide to Sex", "Jaded", "A New Game", "The Debutantes" และ "Dangerous Proposition" เดนท์ยังได้ร่วมแสดงในมินิซีรีส์ "Taken" ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ในช่องไซ-ไฟ อีกด้วย และรับเป็นนักแสดงประจำของหนังซีรีส์แนวดรามาความยาวหนึ่งชั่วโมง เรื่อง "Rampart" ที่จะเริ่มนำออกฉายในฤดูใบไม้ผลิ ปี 2002 (ยังมีต่อ) -สส-