30 ปี เด็นโซ่ วางแผนเปิด 3 บริษัท รองรับการผลิต ชิ้นส่วนเพื่อป้อนตลาดรถยนต์โลก - newswit
กรุงเทพฯ--21 ส.ค.--ชูโอ เซ็นโก (ประเทศไทย) เด็นโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดบริษัทใหม่อีก 3 บริษัทขยายกำลังผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เพื่อรองรับกำลังการผลิตรถยนต์ที่จะเพิ่มเป็นกว่า 1 ล้านคัน ในปี 2010 ขณะเดียวกันยังปรับแผนจากผลิตสินค้าสำเร็จรูปป้อนตลาดเมืองไทย มุ่งสู่การผลิตชิ้นส่วนเพื่อป้อนตลาดรถยนต์โลกด้วย โดยล่าสุดเตรียมหาแหล่งวัตถุดิบภายในประเทศหรืออาเซียนทดแทนการนำเข้าจากญีปุ่น เพื่อแข่งขันด้านต้นทุนกับคู่แข่งในตลาดระดับโลก นายชินจิ ทาเคอุจิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เด็นโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของบริษัท เด็นโซ่ คอร์ปอเรชั่น บริษัทชั้นนำของโลกในด้านอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ได้ให้การแถลงข่าว เนื่องในโอกาสที่บริษัทฉลองครบรอบ 30 ปี ว่า จากนโยบายของผู้ผลิตรถยนต์ที่จะใช้ชิ้นส่วนในประเทศให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และเพื่อรองรับตลาดรถยนต์ที่จะเพิ่มการผลิตทั้งหมดเป็นมากกว่า 1 ล้านคันในปี 2010 บริษัทได้เปิดบริษัทใหม่อีก 3 บริษัท คือ บริษัท สยามเด็นโซ่ แมนูแฟคเจอริ่ง ตั้งอยู่ที่โรงงานบางปะกง นิคม อุตสาหกรรมอมตะนคร บนเนื้อที่ 80 ไร่ เพื่อผลิตดีเซลปั๊มและอิงค์เจ็คเตอร์ สำหรับคอมมอนเรลซิสเต็ม และอีก 2 บริษัทจะผลิตอุปกรณ์ระบบ Fuel Pump Module และ Relay บริษัทได้ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ..10,000.ล้านบาทในการขยายกำลังผลิตดังกล่าว ซึ่งประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการลงทุนของเด็นโซ่ คือ การไหลของเงินทุนเข้าประเทศ ซึ่งช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเงินทุนภายในประเทศ เสริมสร้างภาพพจน์ของประเทศไทยสำหรับการเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมรถยนต์ การได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชั้นสูงมายังประเทศไทย ช่วยลดการขาดดุลทางการค้า เนื่องจากมุ่งเน้นการส่งออกและส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ นอกจากนี้ยังทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกกว่า 3,000 คน และยังสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศในทุกระดับตั้งแต่ผู้ประกอบการไปจนถึงระดับเอสเอ็มอี ในปัจจุบัน เด็นโซ่มีโรงงานอยู่ 2 แห่ง ที่สำโรงซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่และเป็นโรงงานผลิตแอร์รถยนต์ และที่บางปะกง นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัด ชลบุรี เป็นโรงงานผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้ายานยนต์ เช่น Alternator, Starter เป็นต้น บริษัทมียอดขายประมาณ 8,000 ล้านบาท โดยกำลังการผลิตทั้งหมด ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์จะรองรับลูกค้าในประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น โตโยต้า อีซูซุ ฮอนด้า และฟอร์ด เป็นต้น ส่วนที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์จะเป็นการส่งออกและเป็นตลาดอะไหล่ โดยบริษัท เด็นโซ่ มีระบบการจัดการที่เทียบเท่ามาตรฐานสากลของโลก ไม่ว่าจะเป็นการได้รับการรับรอง ระบบคุณภาพ QS 9000 และ ISO 9000 ระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย TIS 18001 นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Prime Minister Award ทางด้านคุณภาพในปี 2544 และการรักษาสิ่งแวดล้อมในปี 2545 รวมไปถึง รางวัลความปลอดภัยระดับประเทศ นายทาเคอุจิ กล่าวต่ออีกว่า จากการยกเลิกข้อตกลงการบังคับใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศปี 2000อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศต้องมีการปรับตัวเพื่อรับมือกับการแข่งขันโดยตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นไป กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ ต่างก็มีนโยบายที่จะให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการผลิตรถปิคอัพ 1 ตันเพื่อการส่งออก ส่งผลให้ยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยสูงกว่า 1 ล้านคันในปี 2010 ดังนั้นบริษัทจึงกำหนดกลยุทธ์การผลิตด้วยต้นทุนที่ต่ำและมีผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก โดยใช้นโยบายการผลิตและจัดหาชิ้นส่วนจากภายในประเทศ หรือจากประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยใช้สิทธิประโยชน์ที่ได้จาก AFTA และ AICO เพื่อทดแทนการนำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าภายในปี 2003 สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ จากปัจจุบันอยู่ที่ 65 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้แล้ว บริษัทยังเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าสำเร็จรูปเพื่อขายในประเทศ เป็นการผลิตชิ้นส่วนเพื่อป้อนตลาดทั่วโลกซึ่งคาดว่าสัดส่วนการส่งออกจะเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2003 และบริษัทยังดำเนินการปรับโครงสร้างการผลิต ตามนโยบายของบริษัทแม่ ที่กำหนดให้เด็นโซ่ในแต่ละประเทศเปลี่ยนจากการผลิตที่หลากหลาย มาเป็นการผลิตสินค้าที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญและมีต้นทุนต่ำสุด เพื่อให้ได้ Economy of Scale โดยเด็นโซ่มีการติดตามและทบทวนการดำเนินมาตรการเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รายละเอียดเพิ่มเติมโปรดติดต่อ นันทนา , พัทธ์ธีรา ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท ชูโอ เซ็นโก (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 02-664-9700 ต่อ 1603 , 1605--จบ-- -นห-