บทประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่อง "PLUTO NASH PRODUCTION INFORMATION"

กรุงเทพฯ--6 ส.ค.--วอร์เนอร์บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ยินดีต้อนรับสู่ดวงจันทร์ในปี 2087 ที่ซึ่งแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทั้งมวลถูกเจาะใช้จนพรุนมาหลายปีดีดัก ดวงจันทร์ได้กลายเป็นทุ่งกว้างตะวันตกแห่งใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างบันดาลได้ด้วยเงินและแหล่งติดต่อที่ถูกต้อง "Pluto Nash" เรื่องราวแอ็คชั่น/คอมเมดี้ ซึ่งเกิดขึ้นบนดวงจันทร์ในปี 2087 รับบทนำโดย เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์ เป็นพลูโต แนช ผู้กล้าได้กล้าเสีย ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการไนท์คลับสุดฮอต พลูโตตกที่นั่งลำบากเมื่อเขาปฏิเสธที่จะขายกิจการให้กับ โมแกน (โจ แพนทาเลียโน), หัวหน้ากลุ่มแก็งค์สเตอร์ซึ่งคอยให้ความช่วยเหลือแก่ เร็กซ์ เครเตอร์ ผู้ลึกลับในแผนการครอบครองดวงจันทร์ทั้งหมด ดินา เลค (โรซาริโอ ดอว์สัน) ชาวโลกแสนสวยผู้เดินทางมายังดวงจันทร์เพื่อไขว่คว้าความสำเร็จจากการร้องเพลง ต้องร่วมผจญอันตรายกับแนช และบรูโน่ (แรนดี้ เควด) - หุ่นยนต์ที่ใกล้จะตกยุคของเขา ร่วมด้วย โรแลนด์ (ปีเตอร์ บอยล์) สิงห์โต๊ะสนุ๊ก คนสนิทของพลูโต และ ฟลูร่า (แพม ไกรเออร์) แม่ของพลูโต; กับโทนี่ ฟรานซิส (เจย์ มอห์) เพื่อนชาวอิตาเลียนของพลูโตผู้มีสุนทรียสัมผัสกับการร้องเพลง คาสเซิลร็อค เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ร่วมกับวิลเลจ โรดโชว์ พิกเจอร์ส และ NPV เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ภูมิใจเสนอ "Pluto Nash" นำแสดงโดย เอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ ("Shrek"), แรนดี้ เควด ("Independence Day"), โรซาริโอ ดอว์สัน ("Men In Black II"), โจ แพนทาเลียโน ("The Matrix"), เจย์ มอห์ ("Jerry Maguire"), ลูอิส กุซแมน ("Traffic"), เจมส์ เรบฮอร์น ("Meet the Parents"), ปีเตอร์ บอยล์ ("Everybody Loves Raymond"), เบิร์ต ยัง ("Mickey Blue Eyes"), มิกูเอล เอ. นูเนซ จูเนียร์ ("Juwanna Mann"), แพม ไกรเออร์ ("Jackie Brown") และ จอห์น คลีซ ("The World Is Not Enough"). "Pluto Nash" กำกับการแสดงโดย รอน อันเดอร์วู้ด ("Mighty Joe Young"), จากบทภาพยนต์โดย นีล คิวเบิร์ต ("Mystery Men") อำนวยการสร้างโดย มาร์ติน เบรกแมน ("The Bone Collector"), ไมเคิล เบรกแมน ("The Bone Collector") และ ลูอิส เอ สโตรลเลอร์ ("The Bone Collector") อำนวยการบริหารโดย บรูซ เบอร์แมน ("Analyze This") โอลิเวอร์ วู้ด ("Mighty Joe Young") เป็นผู้กำกับภาพ, บิล เบรซสกี้ ("As Good As It Gets") ออกแบบฝ่ายศิลป์, พอล เฮิร์ช, A. C. E. ("Star Wars") และ อลัน ไฮม์, A.C.E. ("All that Jazz") ลำดับภาพ, ฮา งูยิน ("The Nutty Professor") ออกแบบเครื่องแต่งกาย, แฟรงค์ คาปรา III ("Story of Us") และ ไมเคิล คลาวิตเตอร์ ("The Bone Collector") ร่วมอำนวยการสร้าง, จอห์น พาวเวล ("Face/Off.") ประพันธ์เพลง, นิค เดวิส ("Entrapment") ควบคุมวิช่วล เอ็ฟเฟ็ค และ แมรี่ โคลคุฮาวน์ ("Legends of the Fall") ผู้ล่วงลับ เป็นผู้กำกับการคัดเลือกตัวแสดง "Pluto Nash" เป็นการนำเสนอของคาสเซิลร็อค เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ร่วมกับวิลเลจ โรดโชว์ พิกเจอร์ส และ NPV เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จัดจำหน่ายโดยวอร์เนอร์บราเดอร์ส พิกเจอร์ส, หนึ่งในเครือ AOL ไทม์วอร์เนอร์ และในบางพื้นที่โดย วิลเลจ โรดโชว์ พิกเจอร์ส คาสเซิลร็อค เอ็นเตอร์เทนเมนท์ เป็นหนึ่งในเครือ AOL ไทม์วอร์เนอร์ เรื่องราว เนื้อหาของเรื่อง "Pluto Nash" ถือกำเนิดขึ้นเมื่อหลายปีมาแล้ว ตั้งแต่ครั้งที่การสร้างหุ่นยนต์ เลียนแบบมนุษย์ และการโคลนนิ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะเป็นไปได้ แต่ในสังคมปัจจุบันที่ทุกอย่างเกิดได้จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันเหลือเชื่อ โลกที่พลูโต แนชอาศัยอยู่นั้นก็ดูไม่ไกลเกินเอื้อมไปเสียแล้ว มาร์ติน เบรกแมน ย้อนรำลึกว่า "ผมค้นเจอสคริปท์ต้นฉบับและพบความแตกต่าง ที่ไม่ธรรมดา อันตื่นเต้นเร้าใจ ผมอยากทำหนังที่เกี่ยวกับเรื่องนอกโลก ซึ่งแสดงถึงชีวิตประจำวันของผู้คนที่สัมผัสได้โดยผู้ชม ไม่มีอะไรหวือหวา แต่เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในอีกแปดสิบปีข้างหน้าบนดวงจันทร์" รอน อันเดอร์วู้ด ผู้กำกับการแสดงหนังคอมเมดี้เรื่อง "City Slickers" ก็ได้รับความประทับใจจากสคริปท์เรื่อง "Pluto Nash" อันเดอร์วู้ดกล่าวว่า "ผมมักจะมองหาสคริปท์ที่ท้าทาย และสร้างความเร้าใจให้กับผมในฐานะผู้กำกับการแสดง นี่เป็นโอกาสยอดเยี่ยมที่จะแสดงถึงโลกอนาคต ผมมีความรู้สึกตอบรับต่อสคริปท์ ต่อตัวละคร พลูโต แนช ต่อฉากบนดวงจันทร์ เป็นเรื่องราวคอเมดี้ แต่เราแสดงทุกอย่างๆ จริงจัง จนให้ความรู้สึกถึงความสมจริงในหนัง" เบรกแมนกล่าวว่า "ผมชอบหนังของรอน อันเดอร์วู้ดและพบว่า เขามีมุมมองที่ไม่ธรรมดาให้กับ "Pluto Nash" เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์ รับบท พลูโต แนช เจ้าของไนท์คลับ พลูโต ผู้ประสบความสำเร็จกับกิจการ ไนท์คลับสุดฮอตในลิตเติล อเมริกา อาณานิคมบนดวงจันทร์ เมอร์ฟีย์อธิบายว่า "พลูโตเป็นอดีตอาชญากร ซึ่งกลับตัวกลับใจและกลายมาเป็นนักธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย เขาได้ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย"การที่เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์ ได้รับเลือกให้รับบทพลูโต แนช เจ้าเสน่ห์นั้น เป็นสิ่งที่ผู้สร้างตั้งใจเอาไว้ "เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์ เป็นอัจฉริยะ และดาราที่มีพรสวรรค์เป็นพิเศษ" เบิร์กแมนอฟธิบาย "ผมคิดว่าเราโชคดีที่ได้เขามาแสดงให้กับเรื่องของเรา" "เป็นเรื่องราวคอมเมดี้ ซึ่งเอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์เป็นเสมือนราชาของบทบาทนี้" รอน อันเดอร์วู้ดกล่าว "ตั้งแต่แรกผมรู้สึกได้เลยว่าเราได้ทั้งหนังที่แน่นและสนุกสนาน เมื่อเอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์มารับบท 'Pluto Nash' ในระหว่างถ่ายทำเราจะไม่มีทางรู้ล่วงหน้าเลยว่า เมื่อไหร่ที่เอ็ดดี้จะปล่อยมุข ซึ่งจะทำให้ทั้งนักแสดงและทีมงานระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกัน" แรนดี้ เควด ถูกใส่เข้ามาเพื่อสร้างชีวิตให้บทบาทบอดี้การ์ดคู่ใจของพลูโต แนช บรูโน่ เป็นหุ่นยนต์รุ่นเก่าที่ไม่ได้มีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอยู่ในตัว แต่จะคอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอ เควดอธิบายว่า "ผมเป็นบรูโน่ เป็นทั้งคนรู้ใจ เพื่อน บอดี้การ์ด และผู้ปกป้อง เป็นหุ่นยนต์ที่เหมือนมนุษย์ แทนที่จะทิ้งผมไปตั้งแต่เมื่อสองสามปีก่อน แล้วหาหุ่นยนต์รุ่นใหม่กว่าที่มีทั้งกระดิ่งและผิวปากได้ พลูโตกลับผูกพันกับผมและยังเก็บเอาไว้ใกล้ตัว แม้ว่าผมจะไม่มีความสามารถที่หุ่นรุ่นใหม่กว่ามี" รอน อันเดอร์วู้ดอธิบายว่า "แรนดี้ให้ความซื่อในบทบาทของบรูโน่ แม้ว่าบรูโน่จะเป็นหุ่นรุ่นเก่า แต่เขาทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมในการปกป้องพลูโต บรูโน่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่เราพึงจะมี เขาจะยืนอยู่ข้างๆ คุณเสมอไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น แรนดี้เป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยม ทั้งทางดราม่าและคอมเมดี้ ผมพูดเท่าไหร่ก็ไม่พอเกี่ยวกับแรนดี้" เบรกแมน เห็นด้วย "ถ้าคุณได้ผ่านการคัดตัวแสดงมามากพอ และสร้างหนังมากเรื่องเท่ากับผม คุณจะรู้จักตัวแสดงทุกคน ผมรู้งานของแรนดี้ทั้งหมด และเห็นว่าเขาจะเป็นบรูโน่ที่ยอดเยี่ยม แรนดี้เป็นศิลปิน เขาและทุกคนในเรื่องนี้เป็นนักแสดงที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะบทหลักหรือบทรองก็ตาม"แรนดี้ เควด เห็นด้วย "ผมว่าเอ็ดดี้เป็นหนึ่งในบรรดานักแสดงภาพยนต์คอมเมดี้ที่สุดยอดแล้ว เขาสมควรได้รับการยกย่องและผมนับถือเขา ในขณะเดียวกันผมว่าเขาก็นับถือความสามารถผม ผมเข้ากับเขาได้ดี และเราทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี" การคัดเลือกตัวแสดงเป็นดิน่า เลค นั้นเป็นเรื่องท้าทายของผู้สร้าง พวกเขาต้องการคนที่อึด เป็นตัวของตัวเอง แต่ในขณะที่มีด้านอ่อนไหว ดิน่า เลค เป็นสาวซื่อที่เดินทางมาดวงจันทร์ ด้วยความหวังที่จะสร้างอาชีพร้องเพลงของเธอ แต่กลับตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างพลูโต แนช และเร็กซ์ เครเตอร์ ดาราสาว โรซาริโอ ดอว์สัน ซึ่งร่วมแสดงในภาพยนต์ซัมเมอร์ปีนี้ เรื่อง "Men in Black II" ได้รับเลือกให้เป็นดิน่า เลค ดอว์สันเล่าว่า "เป็นครั้งแรกที่ดิน่ามาดวงจันทร์ เมื่อพลูโต (เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์) ตกที่นั่งลำบาก ดิน่าก็ต้องอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย ทั้งคู่ต้องหาทางหลีกให้พ้นอันตราย ดิน่าพบว่าพลูโตมีบุคลิกที่เข้มแข็งและสู้ไม่ถอย ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอประทับใจแต่แรก" "พลูโต แนช จ้างดิน่า เลค ให้ทำงานที่ไนท์คลับของเขา" เมอร์ฟี่ย์อธิบาย "เขาจะดูแลเธอ คล้ายๆ กับว่ากางปีกปกป้องเธอไว้"โรซาริโอ ดอว์สันเสริมว่า "การทำงานกับเอ็ดดี้ช่างยอดเยี่ยมมาก เขาเป็นอัจฉริยะ และสนุกที่จะทำงานร่วมกับเขาทั้งในและนอกฉาก เขาเป็นคนสนุกสนานมาก" อันเดอร์วู้ดกล่าวว่า "โรซาริโอ ดอว์สัน เป็นธรรมชาติมากในความเป็นนักแสดงของเธอ เธอจริงจัง สวย และมีเสน่ห์อย่างมาก มีพลังภายในซึ่งผมเห็นว่าเหมาะกับบทดิน่า เลค" เบรกแมนเสริมว่า "โรซาริโอเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ที่กระตือรือล้น ทั้งสด ทั้งใหม่ และเต็มไปด้วยอารมณ์" ส่วนดาราค้างฟ้าอย่าง แพม ไกรเออร์ ในบทฟลูร่า มารดาของพลูโตนั้นถือได้เป็นความสำเร็จอย่างสูงของงาน อันเดอร์วู้ดอธิบายว่า "แพม ไกรเออร์ นำมาซึ่งประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนต์ที่เหลือเชื่อ และผมคิดว่าเธอเหมาะที่สุดสำหรับการเป็นฟลูร่า ฟลูร่าเป็นหญิงเหล็ก และผ่านมาทุกรูปแบบ เธอจะไม่ยอมรับเรื่องเหลวไหลไม่ว่าจากใครก็ตาม บทบาทของเธอเป็นการผสมผสานอันเหลือเชื่อในความน่ารักและเข้มแข็งในเวลาเดียวกัน"ไกรเออร์ ยอมรับว่า "ฉันอยากทำงานกับเอ็ดดี้มาโดยตลอด และก็อยากร่วมงานกับรอน อันเดอร์วู้ดเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ครั้งที่เขากำกับเรื่อง 'City Slickers' หนังที่ฉันประทับใจมาแสนนาน " ไกรเออร์อธิบายอีกว่า "ระหว่างการถ่ายทำเรื่องนี้ มีฉากหนึ่งที่ฉันเล่นกับเอ็ดดี้ แต่เล่นเท่าไหร่ก็ไม่ผ่านสักที เพราะต้องคอยกัดลิ้นเอาไว้เพื่อกลั้นหัวเราะ ยังกับว่าเป็นเด็กโข่ง เราสนุกกันมาก และฉันว่าการได้มาทำงานในสิ่งแวดล้อมที่ผ่อนคลายและสนุกสนานทำให้เรากลับออกไปพร้อมกับแรงกระตุ้นและความคิดสร้างสรรค์" เมอร์ฟี่ย์ กล่าวว่า "แพมเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยม การทำงานกับเธอเป็นเรื่องสนุก ผมเป็นแฟนหนังเธอมาหลายปีแล้ว และเธอเป็นคนดีมากด้วย" เจย์ มอห์ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีของทีมงาน อันเดอร์วู้ดอธิบายว่า "เขารับบทโทนี่ ฟรานซิส เพื่อนของพลูโต นักแสดงในเวกัส ซึ่งเล่นที่มูน บีช โดยการเลียนแบบแฟรงค์ ซินาตร้า ผมประทับใจจริงๆ กับความสามารถในการร้องเพลงของเจย์ ผมหมายความว่าเจย์เป็นคนร้องเพลงจริงๆ ในหนัง เขาเป็นนักร้องที่ยอดเยี่ยม และเป็นคนตลกมาก เจย์กับเอ็ดดี้โยนและรับมุขให้กันและกันได้ดีมาก พวกเขาแสดงร่วมกันได้เป็นอย่างดีเพราะต่างก็ดึงจุดเด่นของแต่ละฝ่ายออกมา" มอห์อธิบายว่า "โทนี่ ฟรานซิส และพลูโต แนชเป็นเพื่อนกันมาหลายปี พลูโตยังเคยช่วยชีวิตโทนี่เอาไว้ด้วย และนั่นทำให้โทนี่ติดหนี้เขาไว้หนึ่งครั้ง โทนี่จึงเต็มใจช่วยพลูโตจนถึงทีสุด แต่ต้องไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน" มอห์กล่าวต่อว่า "การทำงานร่วมกับเอ็ดดี้เหมือนฝันเป็นจริง ผมไม่ได้ฝันว่าจะเป็นดารามาก่อน ผมโตมากับความต้องการจะเป็นนักพูดคอเมดี้ เอ็ดดี้จึงเป็นคนแรกที่ผมทำงานด้วย และผมก็ประทับใจ ฉากโปรดของผมคือที่แสดงร่วมกับเอ็ดดี้ในลิฟท์ มันสนุกมากเพราะเขาให้เรานอกบทได้ตลอด ยังกับการแสดงตลกของอาลี/เฟรเซียร์ เมอร์ฟี่ย์เห็นด้วย "การได้ทำงานกับคนที่ผ่านงานแสดงตลกมาแล้ว เป็นเรื่องสนุกมาก หนึ่งในบรรดาฉากที่ขำขันที่สุดก็คือ ฉากแอ็คชั่นระหว่างพลูโต แนช และ โทนี่ ฟรานซิส ซึ่งเจย์กับผมทำงานด้วยกันอย่างราบรื่นมาก" เบื้องหลัง อีกหนึ่งความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของเหล่าทีมงาน คือการจินตนาการและสร้างโลกอนาคต ซึ่งเกิดจากการบรรยายบนหน้ากระดาษ พวกเขาต้องสร้างโลกที่รวมถึงการโคลนนิ่ง หุ่นยนต์ และแรงดึงดูดเศษหนึ่งส่วนหก ซึ่งต้องการความคิดสร้างสรรค์และความพยายามอย่างยิ่งยวด เริ่มต้นจากการลงรถใต้ดินในลิตเติลอเมริกา หนึ่งในอาณานิคมที่ตั้งอยู่บนดวงจันทร์ เราจะมองเห็นป้าย เครื่องหมายบ่งบอกระยะเวลาการเป็นอาณานิคมของดวงจันทร์ นับแต่ปี 1969 เมื่อมนุษย์เหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรก และการค้นพบแร่ธาตุสำคัญในปี 2010 ซึ่งเป็นกำเนิดของยุคตื่นทองสมัยใหม่ การทำเหมืองครั้งแรกก่อตั้งขึ้นในปี 2012 และในช่วงระยะเวลา 50 ปี ของการสร้างเมือง การขยายตัวของประชากร โดยการสร้างครอบครัวบนดวงจันทร์ ซึ่งเป็นการสืบทอดสู่คนรุ่นใหม่ น่าแปลกใจยิ่งที่ชีวิตไม่ได้แตกต่างไปจากพวกเราในวันนี้เท่าไรนักอันเดอร์วู้ดอธิบายว่า "ว่าไปแล้วในเนื้อแท้การดำเนินชีวิตก็คล้ายกับสิ่งที่เราคุ้นเคย ด้วยบรรดามนุษย์หลากหลายที่เราส่งไปจากโลกนั่นเอง พวกเขาก็มีปัญหาอย่างเดียวกับที่เรามีบนโลก 'เราจะกำจัดขยะได้อย่างไร? เรามีน้ำพอไหม?'" อันเดอร์วู้ดกล่าว ผู้ออกแบบฉาก บิล เบรซสกี้ คือผู้สร้างโลกบนดวงจันทร์ เขาค้นคว้าจากช่วงเวลาหลากหลาย - ทั้งยุค 20, 30 และ 60 รวมทั้งสถาปัตยกรรมรัสเซีย ในแง่ของกราฟฟิค บิล เบรซสกี้อธิบายว่า "เราต้องการความสมจริง แต่ขณะเดียวกันต้องสนุกกับมันด้วย เราพยายามอิงพื้นฐานความเป็นจริงอย่างเพียงพอที่ผู้ชมจะไม่ตั้งคำถาม 'เราจะอยู่บนดวงจันทร์ได้ยังไง?' ถ้าเราทำให้มันดูเหลือเชื่อเกินไป คงไม่มีใครเชื่อถึงความเป็นไปได้ ตราบใดที่คุณคิดว่าจะมีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อโลกของเรา นั่นเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา ความเป็นไปได้ช่างไม่มีที่สิ้นสุด การสร้างโลกที่ว่านี้ เรามีต้นแบบและด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายในการจัดทำทุกอย่างตามแบบ ตลอดทั้งเรื่อง สีสันนั้นค่อนข้างจำกัด - สามถึงสี่สิบสี การสร้างเมืองใหญ่ขนาดนี้ มีคำถามมากกมายที่เราต้องหาคำตอบให้ได้ ถ้าได้ดูทุกตอน จะเห็นได้ว่าเราเก็บเล็กผสมน้อย มาจากทุกช่วงเวลา" ลูอิส เอ สโตรลเลอร์ ได้บรรยายถึงการให้อารมณ์ในฉากของเรื่อง "Pluto Nash" ว่า "ตั้งแต่แรกเริ่ม คุณจะได้เห็นสิ่งที่น่าสนใจปรากฎต่อหน้าต่อตา เป็นเรื่องน่าทึ่งที่เห็นฉากเกิดขึ้น และกลายเป็นเมืองขึ้นมาได้" ดวงจันทร์ที่ทางทีมงานได้สร้างสรรค์นั้น ให้ความรู้สึกเหมือนตะวันตกยุคเก่า ส่วนใหญ่ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายใด และผู้คนมีอิสระมากกว่าที่เป็นบนโลก เบรซสกี้ อธิบายต่อว่า "แม้ว่าเราจะสร้างดวงจันทร์ให้เป็นที่ซึ่งคนหลบหนีจากกฎเกณฑ์ของโลก แต่ก็มิได้หนีพ้นจากความผิดโดยสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น เราต้องคิดเอาว่าอีกร้อยปีข้างหน้าจากนี้ คุณจะไม่มีทางเคลื่อนไหว หรือทำอะไร โดยไม่มีคนรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ดวงจันทร์ที่สร้างขึ้นในหนังก็อยู่ในขอบข่ายนั้น" สถานที่ซึ่งใช้สร้างดวงจันทร์นั้น ทีมงานได้ใช้โกดังว่างเปล่า เพื่อสร้างทั้งเมืองขึ้นในนั้น เบรซสกี้อธิบายว่า "เราสร้างตึกรามบ้านช่องในรูปแบบโบราณ เพื่อสร้างความเป็นอวกาศสมจริง ทุกช็อตจะได้ไม่ต้องเป็นดิจิตอลช็อต ครั้งแรกที่เราเห็นโกดัง มันเต็มไปด้วยรถไฟหมดสภาพ ไม่มีใครคิดออกว่าที่นั่นจะกลายเป็นสถานที่ถ่ายทำได้ เราต้องใช้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อแปลงสภาพโกดังให้กลายเป็นดวงจันทร์" นักแสดงหลายคนประทับใจกับฉากดวงจันทร์ที่สมจริงนี้ แรนดี้ เควด ถึงกับออกปากว่า "ตอนที่เดินเข้าฉากนั้น ผมทึ่งมาก เหมือนถูกน็อคไปเลย ไม่อยากจะเชื่อถึงรายละเอียดทั้งหลาย มันทำให้รู้สึกเหมือนอยู่อีกโลก และช่วยทำให้การแสดงของเราเป็นไปด้วยดีในฉากแบบนั้น" แพม ไกรเออร์ เห็นด้วย "เป็นโลกอนาคตที่สมบูรณ์แบบ แม้ว่าหนังจะเป็นเรื่องราวอีก 80 ปีจากนี้ไป เรายังคงความเป็นประวัติศาสตร์ของเราไว้ในงานศิลป์ แฟชั่น และดนตรี มันไม่ได้หลุดโลกมาเกินไปจนหลงทาง ผมว่าคนดูจะชอบรูปแบบนี้" โรซาริโอ ดอว์สัน เสริมว่า "การได้มีส่วนร่วมในหนังเรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก ส่วนที่ยอดเยี่ยมคือการที่เขาฉาย 'The Rocky Horror Picture Show' ในช่วงปี 2087 ฉันว่ามันเป็นสิ่งที่เจ๋งที่สุดสำหรับอนาคต" ทีมงานยังต้องสร้างสถานที่อันประทับใจสำหรับฉากใหญ่ ซึ่งเป็นการประจัญหน้ากันระหว่างพลูโต แนช และเร็กซ์ คาร์เตอร์ ซึ่งพวกเขาตกลงใจใช้ร้านตัดผมสไตล์ตะวันตกซึ่งเหมาะมาก เบรซสกี้อธิบายว่า "ตอนผมอ่านช่วงนี้ในสคริปท์ ผมว่าจะสนุกถ้าเราถ่ายโดยใช้ไฟเยอะ ซึ่งจะทำให้เป็นภาพที่น่าดูมาก เพราะการใช้ไฟยิ่งมากเท่าไหร่ เราจะได้ภาพภายในที่มืดมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ออกมาอย่างที่คิด เราจึงจัดให้ฉากเต็มไปด้วยกล่องไฟ ระเบียงเหนือด้านบน บาร์ที่สุดทาง อย่างที่เราคุ้นตาในแถบตะวันตกโบราณ" สำหรับผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ฮา งูยิน ซึ่งเคยมีผลงานโด่งดังใน "The Nutty Professor" และ "Lethal Weapon IV" มีหน้าที่สร้างสรรค์เสื้อผ้าในจินตนาการ สำหรับตัวละคร ในเรื่อง "Pluto Nash" หนึ่งในบรรดางานสร้างสรรค์ ได้แก่ชุดสำรหับแรนดี้ เควด ผู้รับบทบรูโน่ หุ่นยนต์ตกรุ่น ที่ไม่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย "ฮาทำงานที่วิเศษสำหรับเสื้อผ้าของผม" เควดกล่าว "พอผมใส่ชุดเข้าไป และเติมเมคอัพอีกนิด - ก็กลายเป็นหุ่นยนต์ไปเลย รอน อันเดอร์วู้ดมีไอเดียที่ดีสำหรับรูปแบบของตัวละคร ไอเดียหลากหลายเกิดขึ้น อาทิเช่น ฟัน และเสียง ซึ่งตามมาหลังจากเราทำงานรูปแบบต่างๆ ไปแล้ว" เวทย์มนต์เบื้องหลัง "PLUTO NASH" สิ่งแรกที่ผุดขึ้นในใจเมื่อเราคิดถึงหนังที่เกิดขึ้นบนดวงจันทร์ ก็คือวิชวลเอ็ฟเฟ็ค "Pluto Nash" ใช้วิชวลเอ็ฟเฟ็คที่หลากหลาย ตั้งแต่สีด้าน, บลูสกรีน, ช็อตดิจิตอล และกล้องบังคับการเคลื่อนไหว จนถึงแบบจำลอง เพื่อสร้างความมีชีวิตบนดวงจันทร์ นิค เดวิส ผู้ควบคุมวิชวล เอ็ฟเฟ็ค คือผู้สร้างสรรค์และดูแลงานด้านนี้ให้กับภาพยนต์ เนื่องจาก "ลิตเติล อเมริกา" ซึ่งเป็นอาณานิคมบนดวงจันทร์ นั้นบรรจุอยู่ในโดม เดวิสและทีมงานของเขาจึงต้องเพิ่มองค์ประกอบ ในการออกแบบงาน นิค เดวิส อธิบายว่า "เริ่มตั้งแต่การร่างและวางคอนเซ็ปท์ให้อาร์ตเวิร์ค จากนั้นเราใช้คอมพิวเตอร์และเริ่มประกอบทุกอย่างเข้าด้วยกัน ทั้งแอนิเมชั่น และสี แล้วถ่ายทอดให้กับผู้กำกับ และผู้ออกแบบฉาก เพื่อให้แน่ใจว่าเรากำลังไปถูกทาง จากนั้นเราสร้างแบบสามมิติ โดยทฤษฎีแล้ว โดมนั้นสูง 400 ฟุต แต่ฉากของเราสูงเพียง 55 ฟุต เราจึงต้องขยายตึกต่างๆ ไปอีกหลายชั้น แล้วจึงนำเอาแบบสามมิติซ้อนไว้บนสุด เราใส่ป้ายโฆษณา บรรยากาศ และองค์ประกอบมีชีวิตอื่นๆ นอกเหนือจากนั้นเราจะได้เห็นโลก และดวงดาวดารดาษ" เดวิส กล่าวสโตรลเลอร์ระบุว่า "โดมถูกนำมาใช้ คนเราจะไม่ต้องใช้ถังออกซิเจนในขณะเดินไปมาในโดม เพราะมันปกป้องเราเอาไว้จากบรรยากาศของดวงจันทร์" มูนบีช ถูกสร้างขึ้นให้เป็นอาณานิคมที่ทันสมัยกว่าบนดวงจันทร์ และนั่นคือตอนที่เราเปิดตัวโทนี่ ฟรานซิส (เจย์ มอห์) นักร้องประจำเลานจ์ นิค เดวิส กล่าวว่า "เป็นการสร้างความรู้สึกเหมือนอยูในลาส เวกัส ที่เต็มไปด้วยแสงสีจากไฟนีออน ตึกรามไฮเทค และโรงแรมมากมาย เรายังทำให้ถนนหนทางเต็มไปด้วยผู้คนเดินพลุกพล่านและยวดยานขวักไขว่" ระหว่างการหลบหนี พลูโต แนช (เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์) ได้ขโมยรถเดอ โซโต 5000 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่เพื่อซิ่งไปรอบดวงจันทร์ในปี 2087."เราเคยเห็นรถอวกาศมาเป็นล้านคัน ก็เลยยากที่จะหาสิ่งแปลกใหม่มาหักมุม" เบรซสกี้กล่าว "เราเลยตกลงใจออกแบบโดยใช้แนวของรถรุ่นเก่า เพื่อให้เป็นการเตือนความทรงจำ รถเหล่านั้นจะเป็นที่รู้จักและตลกไปพร้อมกัน เราไม่อยากให้เดอ โซโตมีขีดจำกัด เลยทำให้ลอยเหนือพื้นได้สองสามฟุต ในขณะที่พลูโต แนช มีพาหนะรุ่นหรู เหล่าอาชญากรกลับเพียบไปด้วย Winnebago" เบรซสกีกล่าวปนหัวเราะ เมอร์ฟี่ย์กล่าวว่า "รถเดอ โซโต เป็นเอกลักษณ์ เพราะรูปร่างของรถรุ่นเก่า คันยักษ์ ผสมกับองค์ประกอบแห่งอนาคตที่จะพบได้ในปี 2087"อันเดอร์วู้ดกล่าวว่า "เราโชคดี เพราะเอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์ เคยผ่านงานวิชวล เอ็คเฟ็คที่ยอดเยี่ยมมาก่อนแล้ว และยังประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เขาจึงมาเข้าฉากอย่างเข้าอกเข้าใจ และทำตัวให้สมจริงกับเหตุการณ์ ซึ่งเป็นที่ชื่นชมของผู้กำกับ" รูปเขียน และแบบจำลองได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความสมบูรณ์แบบของดวงจันทร์ นิค เดวิสขยายความว่า "เราใช้แบบย่อส่วนมากมายในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างซึ่งคิดและสร้างขึ้นมาเพื่อภาพยนต์ เราสร้างแคนยอนโดยอัตราส่วน 1 ต่อ 24 เราปรับแต่งแคนยอน รอยแยก และภูเขา เพื่อสร้างความน่าสนใจ ซึ่งตรงข้ามกับเนินเขาเตี้ยๆ แบนๆ" อย่างที่รู้กันว่าบนดวงจันทร์ไม่มีแรงดึงดูด ทีมงานต้องแสดงให้เห็นว่าตัวละครจะเดินบนดวงจันทร์ได้อย่างไรเมื่อไม่ได้อยู่ในโดม สโครลเลอร์อธิบายว่า "เราใช้สายโยง ซึ่งควบคุมการทำงานเป็นอย่างดีด้วยระบบกรอบตัดกัน และนักแสดงจะต้องได้รับการฝึกกับสายโยงเหมือนนักกายกรรมยิมนาสติก" ดอว์สันเสริมว่า "ผมสนุกกับการเคลื่อนไหวด้วยแรงดึงดูดเศษหนึ่งส่วนสิบหกในสภาพไร้น้ำหนักของดวงจันทร์ ผมถูกผูกติดกับลวดโยงและรอกเพื่อทำให้ผมเหาะได้ ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน เป็นประสพการณ์เรียนรู้ที่ยอดเยี่ยม และสนุกสนานมากจริงๆ"(ยังมีต่อ) -ศน-

ข่าว โรงแรมมากมาย ล่าสุด