ปาฐกถา เรื่อง "นโยบายรัฐ กับกระบวนการปฏิรูปเศรษฐกิจ"* โดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง - newswit
ปาฐกถา เรื่อง "นโยบายรัฐ กับกระบวนการปฏิรูปเศรษฐกิจ"* โดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัลพลาซา 5 สิงหาคม 2545 ___________________ ท่านประธานคณะกรรมการ ท่านบรรณาธิการ ท่านผู้อำนวยการของเครือประชาชาติและมติชน ท่านวิทยากรที่เคารพผมขอแสดงความยินดีกับทางประชาชาติธุรกิจที่มีอายุก้าวเข้าสู่ปีที่ 26 ผมจำได้ว่าผมนั่งอ่านประชาชาติตั้งแต่ฉบับแรกจนถึงเดี๋ยวนี้ จริง ๆ แล้วต้องถือเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีคุณภาพที่นักศึกษาและปัญญาชนของเมืองไทยติดตามอ่านมาโดยตลอด ตลอดเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้ยกเลิกการบรรยายและการไปทำกิจกรรมทางสังคมหลายเรื่อง เพราะว่าสุขภาพไม่ค่อยจะดี แต่วันนี้ผมตั้งใจโดยเฉพาะที่จะมาเพื่อแสดงความยินดีและชื่นชมกับทางประชาชาติ ผมมีความยินดีเพราะว่าหัวข้อเรื่องการปฏิรูปได้รับความสนใจและได้รับความสำคัญ โดยส่วนตัวได้พยายามพูดถึงเรื่องการปฏิรูปตั้งแต่สมัยที่ยังไม่เข้ามาสู่การเมืองเสียด้วยซ้ำ โดยพูดผ่านปากกาเขียนบทความ ผมดีใจที่หัวข้อนี้ได้รับการหยิบยกขึ้นมาเพราะไม่อย่างนั้น เรามัวแต่สนใจว่าเดือนนี้เศรษฐกิจดีขึ้นหรือเปล่า เดือนหน้าความเชื่อมั่นลดลงกี่จุด เดือนโน้นความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นกี่จุด เดือนหน้าจะปรับเป้าเศรษฐกิจขึ้นหรือเปล่า เดือนหน้าโน้นจะปรับลงหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่มันเป็นสิ่งซึ่งมองสั้น ๆ เพราะว่ารากฐานปัญหาของประเทศไทยมันอยู่ที่ปัจจัยเชิงโครงสร้าง พื้นฐานต้องมีการปฏิรูปกันสถานใหญ่ในอนาคตข้างหน้า ที่ต้องขอแสดงความชื่นชมกับทางประชาชาติธุรกิจก็คือว่า ผมได้เห็นความพยายามของประชาชาติในการที่จะเชื้อเชิญให้มีองค์ประกอบจากหลาย ๆ ฝ่ายมาร่วมกันพูดถึงเรื่องการปฏิรูป เพราะการปฏิรูปไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลฝ่ายเดียว ประเทศไทยไม่ใช่ของรัฐบาล ประเทศไทยไม่ใช่ของฝ่ายค้าน ประเทศไทยไม่ใช่ของ Technocrat แต่ประเทศไทยเป็นของทุก ๆ คนที่ต้องมาช่วยกัน ยิ่งถ้าเราต้องการปฏิรูป หลักการ ทิศทางต้องชัดเจน เพื่อรวมความร่วมมือที่จะเกิดขึ้น เพราะถ้าหากปราศจากความร่วมมือร่วมใจกันทุกฝ่าย การปฏิรูปผมไม่คิดว่าจะสำเร็จได้ง่าย ๆ เพราะการปฏิรูปพูดง่ายทำยาก เพราะเมื่อมีการปฏิรูปก็มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงก็เกี่ยวข้องกับคน เกี่ยวข้องกับสถานภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผมเลยตั้งใจมาวันนี้โดยเฉพาะ ผมเรียนท่านประธานกรรมการว่าผมอาจจะไม่พูดยาวแต่ต้องมาขอบคุณที่ท่านให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือพิมพ์ในเครือของท่านจะไม่พูดถึงวันนี้ เดือนนี้สั้น ๆ แต่อยากให้พูดถึงเรื่องสาระของประเทศไทยที่จริงจัง ผมอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้ท่านมองตาผมได้เลย เศรษฐกิจประเทศไทยวันนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้วดีขึ้นแน่นอน ไม่ต้องตั้งคำถามเลย แต่ประเทศไทยอาจจะโชคร้ายสักนิดหนึ่งในช่วงนี้คล้าย ๆ กับประเทศอื่น ๆ แทนที่จะมีเวลาพักฟื้นให้ไข้หายไป ให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ก็จำเพาะให้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสหรัฐอเมริกาขณะนี้เหมือนกับมีอาการช็อกในประเทศของเขา ความสับสนและความไม่มั่นใจในตัวเขาเอง ไม่ว่าภาวะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ไม่ว่าภาวะความไม่แน่นอนในตลาดทุนของเขา สิ่งที่ผมหวั่นเกรงไม่ใช่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเขา แต่หวั่นเกรงความเชื่อมั่นของเขาเองต่อเศรษฐกิจของเขาเอง เหมือนกับประเทศไทยเมื่อปีที่แล้วไม่ผิด ประเทศไทยปีที่แล้วปัญหาใหญ่คือความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อเศรษฐกิจของเรา เวลานี้สหรัฐอเมริกาอยู่ในภาวะที่คล้าย ๆ กัน แต่ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีข้อดีอยู่จุดหนึ่ง เมื่อไรที่เขามีวิกฤติการณ์เมื่อนั้นเขามีความสามัคคี กฎหมายฉบับสำคัญ ๆ เริ่มออกมา ผมเชื่อว่าในไม่ช้าเขาสามารถปรับตัวได้ ทุกสิ่งจะเริ่มดีขึ้น แต่ประเทศไทยจะต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ผมได้กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีว่าหลายสิ่งหลายอย่างเราจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เราต้องหาจุดดุลยภาพที่พอดีระหว่างเศรษฐกิจภายในประเทศและเศรษฐกิจภายนอกประเทศ การส่งออก กระทรวงพาณิชย์คงจะต้องทำงานมากขึ้น โฟกัสมากขึ้น ผมให้นโยบายไปแล้ว การเลือกประเทศที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ มีความสำคัญเชิงการส่งออก จะต้องดูเป็นประเทศ ๆ ไป เราคงไม่มีกำลังพอที่จะดูทุกประเทศ แต่ประเทศที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดนั้น เราจะต้องมากางออกเป็นประเทศ ศึกษาดูว่าโครงสร้างอำนาจในประเทศเหล่านั้น ใครมีอิทธิพลต่อการส่งออก ต่อการนำเข้า ผมเพิ่งเดินทางกลับจากประเทศจีน เพิ่งไปเห็นไปสัมผัสอะไรบางอย่างว่าการโปรโมตการส่งออกจากไทยไปจีนไม่ใช่เฉพาะโปรโมตจากบ้านเรา แต่โครงสร้างอำนาจในประเทศของเขา ในแต่ละมณฑลมีบุคคลไม่กี่บุคคลที่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตาย ชี้โควตาของการท่องเที่ยว ชี้โควตาการนำเข้า คนเหล่านี้เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องประกบติด เพื่อดึงให้เขาช่วยเหลือเรา ร่วมมือกับเรา เป็นต้น การท่องเที่ยวกับการลงทุน ผมถือว่า 2 ตัวนี้เป็นสิ่งสำคัญมากในช่วงนี้ การท่องเที่ยวพิสูจน์แล้วว่าหลัง 11 กันยายน 2544 ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกในไม่กี่ประเทศที่การท่องเที่ยวไม่ทรุดตัว แต่กลับดีขึ้น แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการท่องเที่ยวของเมืองไทยว่าจริงอยู่ในระยะยาวคงต้องมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้ดีกว่านี้ แต่ในระยะสั้นยังมีช่องว่างอีกมหาศาลที่เราสามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ ขออย่างเดียวคือว่าเราอย่าทำลายตัวเราเอง ผมใช้คำศัพท์ว่าการท่องเที่ยวจะต้อง More customize คือต้องมีการ Tailor-made ลักษณะโปรแกรมการท่องเที่ยวให้เหมาะสำหรับแต่ละประเทศ ไปดึงดูดนักท่องเที่ยวในประเทศของเขา ไม่ใช่นั่งรออยู่ที่เมืองไทย สิ่งเหล่านี้เราจะทำได้ ผมเชื่ออย่างนั้น นักท่องเที่ยวจากประเทศจีนปีหนึ่ง ๆ เคยมาเมืองไทยประมาณ 900,000 คน ค่อย ๆ หดลงมาเหลือแค่ 600,000 คน เช็คไปเช็คมาคนที่ทำร้ายตัวเราเองไม่ใช่ใคร คือคนไทยเราเอง มีสิ่งที่เขาเรียกว่าโครงการศูนย์เหรียญ หมายความว่าดึงนักท่องเที่ยวจีนมาเมืองไทยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่พาเขาไปท่องเที่ยวในสิ่งที่ไม่ควรจะไปท่องเที่ยว พาไปซื้อสินค้าต่ำ คุณภาพต่ำ เพื่อสร้างกำไร เอาเงินส่งกลับไทย เป็นการร่วมมือระหว่างคนที่เห็นแก่ประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่มีต่อประเทศ สิ่งเหล่านี้ต้องให้หายไป ผมยังเชื่อว่าระยะเวลาที่เหลือในปีนี้ ถ้าเราพยายามดูแลทุกอย่างไม่อยู่ในความประมาท ผมเชื่อว่าเราจะสามารถผ่านพ้นไปได้ สิ่งที่ผมเป็นห่วงคืออนาคตข้างหน้า ประเทศไทยจะอยู่อย่างไรในอนาคตที่ไกลกว่าปีข้างหน้า สิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่าหลายท่านก็รู้อยู่แก่ใจ ท่านวิทยากรก็รู้อยู่แก่ใจ ท่านผู้บริหารหนังสือพิมพ์มติชน ประชาชาติธุรกิจก็รู้อยู่แก่ใจ 10-20 ปีที่ผ่านมา เรามีเศรษฐกิจที่ดี แต่เราขาดการปฏิรูปหลายสิ่งหลายอย่างให้ทันสมัย โลกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ผมจำได้ว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เวลาเราพูดถึงโลกาภิวัตน์ เรายังไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าโลกาภิวัตน์จริง ๆ แล้วมันเป็นอย่างไร รู้อย่างเดียวว่าเมื่อวิทยาการพัฒนาไปโลกมันก็เล็กลง เล็กลงแล้วอย่างไร วันนี้เห็นชัดเจน พฤติกรรมผู้บริโภคของโลกเปลี่ยนแปลงไป วิธีการทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป หุ้นที่สหรัฐอเมริกาตก หุ้นเมืองไทยตกทันที สิ่งเหล่านี้เร็วมาก เวลาเริ่มต้นเหมือนกับลมพัดมาเอื่อย ๆ แต่ขณะนี้เหมือนลมพายุพัดมาทีหนึ่งถ้าบ้านไม่มั่นคง หลังคาไม่แน่นจริง บ้านไปแน่ จีนเข้า WTO ความหมายมันคืออะไร กระแสลมแห่งการค้าเสรีพัดพาแล้ว มันแปลว่าอะไร ผมถามคำเดียว วันนี้ระบบราชการตื่นตัวพร้อมหรือยัง? เอกชนไทยกี่รายที่เข้าใจในสิ่งเหล่านี้? เสาหลักเศรษฐกิจเมืองไทย ไม่ว่าสภาพัฒน์ บีโอไอ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการปฏิรูปเต็มที่หรือยัง? ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าแรงแห่งการปฏิรูปเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ลำบากถ้าท่านต้องการอยู่อย่างมั่นคง อยู่อย่างสิ่งที่เราชอบพูดกันเสมอว่าการเติบโตที่ยั่งยืน (Sustainable growth) แต่จะยั่งยืนหรือไม่ยั่งยืนมันอยู่ที่ตัวเราเอง อยู่ที่ความตระหนัก อยู่ที่ความรับผิดชอบ รัฐบาลมีหน้าที่จุดไฟการปฏิรูป ผลักดันการปฏิรูป แต่ในหลายส่วนไม่ได้อยู่ในวิสัยของรัฐบาล แต่อยู่ในวิสัยของทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องถ้าถามว่ารัฐบาลนี้มองการปฏิรูปอย่างไร ย้อนกลับไปปีที่แล้ว ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้เคยพูดในงานดินเนอร์ทอล์กแห่งหนึ่งว่าเราต้องการที่จะสร้างความมั่งคั่ง ความสมบูรณ์พูนสุขให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นความสมบูรณ์พูนสุข ความมั่งคั่งที่ตั้งอยู่บนฐานเศรษฐกิจที่มีความมั่นคงมีความแข็งแกร่ง เป็นฐานเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนจุดแข็งแห่งการผลิตที่เรามี เป็นฐานเศรษฐกิจที่กระจายความมั่งคั่งสู่คนทุกหมู่เหล่า ไม่ใช่เพียงแค่ตัดตอนอยู่บนยอด กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มธุรกิจไม่กี่กลุ่ม แต่ชาวนา ชาวไร่ ไม่เคยได้รับอานิสงส์จากความมั่งคั่งในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา จริง ๆ แล้ว นโยบายการปฏิรูปไม่ใช่เขียนตอนเป็นรัฐบาล แต่เขียนอยู่ที่ห้องทำงานท่านนายกฯ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง มีคนเสนอว่านโยบายการเลือกตั้งที่พรรคไทยรักไทยจะต้องนำเสนอ เป็นนโยบายการศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจ เหมือนกับที่ผ่านมา ฟอร์ม ครม. ทีไม่เคยสนใจว่านโยบายคืออะไร ถึงเวลาฟอร์มรัฐบาลก็เอานโยบายสภาพัฒน์ตัดแปะเป็นนโยบายรัฐบาล ผมทราบดีเพราะผมเคยไปนั่งตัดแปะกับเขาเหมือนกัน นโยบายที่สละสลวย นั้นเกิดขึ้นจากการตัดแปะ ใช้เวลาสั้นบ้างยาวบ้างขึ้นอยู่กับการตกลงของพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าเป็นอย่างนี้เมืองไทยไปไม่รอดแน่ เมื่อเราลงเลือกตั้ง เราต้องการใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส เราต้องการเน้นว่าการปฏิรูปไม่ใช่การซ่อมแซมบ้านเรือน การปฏิรูปคือการสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ โดยมี Strategic architecture หรือ Blue print ที่เหมาะสมกับเมืองไทย สร้างความมั่งคั่งและความเท่าเทียมให้แก่ประเทศ นี่คือที่มาของนโยบาย แต่เมื่อเราประกาศออกมามีคนบอกว่าเป็นประชานิยม ไม่ผิดเลย เพราะนโยบายต้องดูว่าประชาชนต้องการอะไร และถูกหรือไม่ ถ้าถูกต้องประเทศต้องไปทางนั้น สร้าง Blue print ขึ้นมาใหม่ นี่แหละ "คิดใหม่ ทำใหม่" เรามองการปฏิรูปเป็น 3 ขา ขาที่ 1 คือภาคประชาชน ขาที่ 2 คือภาคเอกชน ขาที่ 3 คือ ภาครัฐบาล ภาคประชาชนสำคัญที่สุด เพราะถ้าท่านต้องการสร้างความมั่งคั่ง (Wealth) ท่านต้องดูแลประชาชน สิ่งที่ท่านนายกฯ พยายามผลักดันก็คือข้อที่ 1 ประชาชนต้องมีโอกาส สิ่งแรกที่ต้องให้โอกาสเขาก็คือแหล่งเงินทุนที่ต้องเข้าถึงเขา กองทุนหมู่บ้านเป็นเพียงโครงการนำร่องเท่านั้นเอง ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. บทบาทของเขาต้องมีตรงนี้แน่นอน คือเปิดโอกาสให้เกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่แหล่งทุนแหล่งเดียวไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด สิ่งสำคัญคือการมีส่วนร่วมของคนในชนบทต่างหาก ถ้าเกษตรกร 1 คน 1 คน 1 คน แล้วเราช่วยเขาทีละราย ๆ ผมไม่เชื่อว่าพลังจะเกิดเพราะว่าเกษตรกรแต่ละรายอ่อนแอเต็มทน แต่หากว่าเขามีการบริหารการจัดการ มีคณะกรรมการหมู่บ้าน มีสิ่งที่เราเรียกว่าประชาสังคม (Civil community) ช่วยกันดูแลตัวเขาเอง อันนี้มีความหมายมาก จะก่อให้เกิดการดูแลตัวเอง เศรษฐกิจพอเพียงจะเริ่มเกิดขึ้น จากนั้นก็ค่อย ๆ ขยายไปสู่สิ่งอื่น ขณะนี้รัฐบาลจัดงบประมาณให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง แต่ผมได้ขอร้ององค์กรที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าอาจารย์ประเวศฯ โครงการ SIP อาจารย์ไพบูลย์ฯ ว่าทุกหน่วยงานขอให้มีการรวมตัวอย่างเป็นระบบ เพื่อว่าเวลาขับเคลื่อนเราสามารถขับเคลื่อนได้อย่างเต็มที่ ถ้าท่านบอกว่าบอกว่านโยบายของรัฐบาลในปีที่ผ่านมาที่มีต่อชุมชนชนบท อาจจะยังเปะปะอยู่บ้าง อันนั้นไม่เป็นไร อย่างน้อยแสดงความตั้งใจว่ารัฐบาลเอาจริงกับการช่วยเหลือชุมชนชนบท แต่ขอให้มีการแสดงความคิดเห็นร่วมกัน เรายินดีสนับสนุนในเรื่องของงบประมาณ เรายินดีที่จะให้องค์กรสถาบันการเงินของรัฐเข้าไปช่วยเหลือ ธ.ก.ส. วันนี้ กับ ธ.ก.ส. ปีที่แล้วเปลี่ยนแปลงไปมาก การบริหาร ธ.ก.ส. แบบแบงเกอร์ปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกรเหมือนกับการปล่อยเงินกู้ผิดทั้งหมด แต่ถ้าเป็นการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มที่มีการจัดการร่วมกันในชนบทเข้าไปช่วยเหลือเขา ดูแลเขา จนเขาอยู่รอดได้ อันนั้นคือหน้าที่ของธนาคารแห่งการพัฒนา คือธ.ก.ส. ออมสินเริ่มมาถูกทางแล้ว เพราะว่าเขาเริ่มตอบแทนต่อคนที่มาฝากเงินเขาเอง คือคนจนเราให้โอกาสในเรื่องเงินทุน เราพยายามจัดการให้มีการรวมกลุ่มกัน คงต้องใช้เวลา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือว่าเกษตร อุตสาหกรรม การตลาด จะต้องไม่ถูกตัดตอน เราไม่ได้มาพูดถึงการทำให้อยู่สูงสุด มีน้ำ มีท่า เป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ อยู่แล้ว ถ้ากระทรวงเกษตรฯ ทำหน้าที่เหล่านี้ไม่ได้ไม่ต้องเป็นกระทรวงเกษตรฯ ทำอย่างไรให้สินค้าที่เกษตรกรผลิตขึ้นมาได้ แปรรูปได้โดยวิสาหกิจชุมชน การตลาดต้องเข้าไปช่วย Know-how สถาบันการศึกษาในท้องถิ่นต้องเข้าไปช่วยเขา มหาวิทยาลัยท้องถิ่นไม่มีหน้าที่ผลิต MBA ถ้าไม่เลิกวันนี้ วันไหนผมดูแลทบวงมหาวิทยาลัยเลิกแน่นอน เพราะมัน Over supply เต็มที่แล้ว วันนี้ถ้าท่านบอกว่าภาคเหนือเป็นศูนย์กลางของการแปรรูปอาหาร แปรรูปเกษตร หมายความว่าถ้าจะจับ Cluster อยู่ที่ภาคเหนือ ชุมชนใดจะทำหน้าที่อะไร จังหวัดไหนจะเป็นจังหวัดนำของการแปรรูป จังหวัดไหนเป็นจังหวัดรองในการสนับสนุน มหาวิทยาลัยไหนจะเป็นตัวช่วยเหลือในเชิงของ Know-how หรือวิทยาการ กระทรวงมหาดไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ว่าราชการจังหวัดสำคัญมาก ผมจะขอพูดในช่วงหลังอีกครั้งหนึ่ง ผู้ว่าฯ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมการส่งออก เชื่อมโยงถึงการท่องเที่ยวฯ จะต้องเข้ามาใกล้ชิดกัน เพราะอันนี้สำคัญที่สุด โครงการท่านนายกฯ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ฟังดูแล้วอาจจะไม่สำคัญ แต่ถ้าเราทำให้ดีจะเป็นศูนย์รวมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ถ้าชูโรง 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์แล้วทุกหน่วยงานเข้ามาช่วยกัน กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นอย่างมีพลังในภูมิภาค เศรษฐกิจเติบโตได้มิได้หมายความว่าต้องส่งออกอย่างเดียว ตลาดในประเทศถ้าเกษตรกรมีรายได้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวเวลาเดินทางเข้ามา 76 จังหวัดถ้าผู้ว่าฯ รู้จักตื่นตัว รู้จักพัฒนาเชิงท่องเที่ยว จะนำไปสู่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาสินค้าของแต่ละจังหวัด รองรับการท่องเที่ยว ถึงเวลาที่ผู้ว่าฯ ต้องเปลี่ยนจากการปกครองมาสู่เรื่องของเศรษฐกิจ การพัฒนาเชิงเศรษฐกิจ มั่นคงต้องควบคู่กับความมั่งคั่ง นั่นคือทิศทางที่ถูกต้อง ผมกำลังรอดูว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหรือเปล่าในอนาคตข้างหน้า นี่คือเรื่องของภาคประชาชน ในภาคเอกชน ผมกล่าวเมื่อตอนต้นแล้วเวลาเราพูดว่าแข่งขัน ประเทศไม่ได้แข่งขัน เพราะประเทศแข่งขันไม่ได้ แต่บริษัทเอกชนที่แข่งขันกัน ถ้าเราเปิดใจให้กว้างมองไปในประเทศไทยธุรกิจส่วนใหญ่ของเราเป็นธุรกิจครอบครัว เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ยังไม่ได้มาตรฐานที่จะแข่งขันระหว่างประเทศ ตรงนี้ต้องช่วยกันพัฒนาให้เขาแข็งแรงขึ้นมา ผมได้ขอร้องให้ทางสภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมไทย ช่วยกันรณรงค์ในการพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก วันนี้นี้เขาตอบรับแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เขามีการประชุมร่วมกันจะให้มีโครงการฝึกอบรมหอการค้า นักธุรกิจทั้งประเทศ เขากำลังดูในรายละเอียดอยู่ อันนี้เป็นหน้าที่ของหอการค้าฯ ของสภาอุตสาหกรรมไทยที่ต้องทำ บสท. เป็นอีกจุดเริ่มต้น เราต้องใช้จังหวะนี้พยายามปรับเปลี่ยนธุรกิจที่อยู่ใน บสท. ให้ก้าวออกมากลายเป็นธุรกิจที่ทำงานได้ ฟื้นตัวได้ ที่ผ่านมาปีเศษถือว่าเป็นเพียง Phase หนึ่งเท่านั้นเอง จากวันนี้เป็นต้นไป ผมได้คุยกับทางธนาคารกรุงเทพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณชาติศิริฯในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทยว่าจากวันนี้เป็นต้นไป เช้านี้จะได้ตัวประธานของ บสท. คนใหม่ จะต้องดำเนินการปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างจริงจังนอกเหนือไปจากการปรับโครงสร้างหนี้ แต่ความหมายไม่ได้หมายความว่าทุก ๆ กรณีจะต้องมีการใช้อำนาจปรับเปลี่ยนการจัดการ จะทำเฉพาะกรณีที่จำเป็นและกรณีที่คิดว่ามีความสำคัญต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ อำนาจมีให้แต่ผู้บริหารต้องรู้จักใช้ ใช้อำนาจในโครงการที่ต้องใช้ ถ้าดื้อแพ่งไม่เจรจาต่อรองอย่างนั้นโดนแน่นอน บสท. ไม่ใช่สวรรค์สำหรับลูกหนี้ แต่ถ้าหากว่าลูกหนี้ยินดีช่วยเหลือกัน บสท. จะเข้าไปช่วยเหลือ และไม่ใช่เข้าไปช่วยเหลือเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เดินไป 3-4 ก้าว ล้มแล้วกลับมาใหม่ เราไม่ต้องการอย่างนั้น การปรับโครงสร้างหนี้ โครงสร้างกิจการผมให้นโยบายไปแล้ว บสท. ต้องกล้าทำ บสท. ไม่ได้ไปยืนในสภา ผมต้องเป็นคนตอบในสภา ไม่เป็นไรถ้าเขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง ผมยินดียืนในสภาตอบในสภาให้ เพราะการปรับโครงสร้างกิจการแต่ละรายไม่เหมือนกัน หมื่นรายก็หมื่นแบบ จะมานั่งแค่ว่าเด็ดทีละกลีบ ๆ แล้วบอกว่านี้คือการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ออกไปแล้ว ออกไปแล้วไม่แข็งแรงจริง ธนาคารก็ไม่ให้เงิน พอธนาคารไม่ให้เงินก็ไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ ฉะนั้น การตัดสินใจที่เด็ดขาด ทำงานที่เด็ดขาดเป็นสิ่งจำเป็นมาก ๆ ผมได้กรรมการที่ดี และวันนี้จะได้ประธานคนใหม่ ท่านนายกฯ ให้การสนับสนุน ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า Phase 2 ของการบริหาร บสท. จะไปข้างหน้าได้ดี ถามว่าแค่นั้นเพียงพอหรือไม่ ตอบว่าไม่เพียงพอ เพราะขณะนี้ต่อให้ดูธุรกิจรายเล็ก รายน้อย จาก บสท. ออกมาเป็นธุรกิจที่เดินได้ก็ยังไม่พอ เราต้องการทุนจากต่างประเทศเข้ามาเมืองไทย วันนี้อย่าปฏิเสธ วันนี้เอเชียทั้งเอเชียแข่งขันกันดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ ต้องขอร้องเลยว่าอย่ามองว่าการลงทุนจากต่างประเทศคือการเอาใจฝรั่งเอาใจคนต่างชาติ ถ้าหลับตา 10 ปีจากวันนี้เป็นต้นไป เชื่อผมเถอะครับว่า 10 ปีจากวันนี้ บริษัทที่มาแข่งขันในโลกนี้เขาจะไม่มาดูว่าบริษัทนี้เป็นบริษัทไทยหรือบริษัทฝรั่ง เพราะบริษัทส่วนใหญ่จะเป็น Public company มีผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นอาจจะมาจากหลาย ๆ ชาติ สำนักงานใหญ่อาจจะไม่ได้อยู่ในเมืองไทย อยู่ในหลาย ๆ ประเทศ แหล่งวัตถุดิบ แหล่งผลิตอาจจะอยู่ในหลาย ๆ ประเทศ อยู่ที่การดีไซน์ว่าอยู่ตรงไหนบริหารอย่างไรถึงจะมีความสามารถเชิงแข่งขันสูงที่สุด ฉะนั้นเรื่องว่าเป็นไทยหรือไม่เป็นไทยมันไม่ใช่ มองไปที่เกาหลีใต้ ทำไมเขาฟื้นเร็ว ผมประทับใจเขาค่อนข้างสูง หลายอย่างของเขาเราทำไม่ได้ ผมเคยให้ลูกศิษย์ไปเคาะอินเตอร์เน็ตมาดู เวลาเราแข่งขันระหว่างประเทศ สิ่งแรกที่จะต้องแข่งขันคือว่าเอาความคิดอ่านของผู้นำเขามานั่งอ่านดูว่าผู้นำเขาคิดอะไร เขามองเราอย่างไร เขามองคู่แข่งอย่างไร ผมนั่งอ่านสุนทรพจน์ของโก๊ะ จ๊ก ตง ไม่เคยพลาด เวลาเขาพูดสุนทรพจน์ของเขาอยู่ในอินเตอร์เน็ตตลอด แล้วเขาไม่พูดความลับ เขาพูดเลยว่าฟิลิปปินส์เป็นอย่างนี้ เมืองไทยเป็นอย่างนี้ ก็ดีพูดเสีย เราจะได้รู้ว่าเขาคิดกับเราอย่างไร เกาหลีใต้เมื่อเขาประกาศการปรับโครงสร้างเขาพูดชัดเจน เขาบอกว่าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศต้องควบคู่ไปกับการปฏิรูปทางการเมือง ในเมื่อคุณเลือกกลไกตลาดเป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจ กลไกแห่งประชาธิปไตยต้องเต็มที่ ฉะนั้นรัฐกับเอกชนต้องขาดจากกันในเชิงของ(ยังมีต่อ) -ศน-