สวทช.ชักจูงเอกชนวิจัยและพัฒนา ใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษี 200%
กรุงเทพฯ--24 ก.ย.--สกว. งานวิจัยและพัฒนา เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาประเทศไทย ในประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศอุตสาหกรรมใหม่ มีงบประมาณในด้านการวิจัยและพัฒนาอยู่ประมาณร้อยละ 1.2 และ 2.3 ของ GDP แต่สำหรับประเทศไทยงบประมาณในด้านงานวิจัยและพัฒนายังอยู่ในเกณฑ์ที่ถือว่าน้อยมาก คือประมาณร้อยละ 0.26 ของ GDP โดยจำนวนนี้เป็นการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาจากภาคเอกชนเพียง 47% ของทั้งประเทศ ซึ่งถ้าเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีอยู่ถึงร้อยละ 80-90 % ของทั้งประเทศ ประเทศไทยยังตามหลังอย่างมาก ทำให้อุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่ยังจำเป็นต้องนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้สูญเสียงบประมาณในด้านนี้ให้กับต่างประเทศในแต่ละปีเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว ดังนั้น การสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนาในภาคเอกชน จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะเป็นทางออกในการลดปัญหาดังกล่าวลงได้ และกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่ทางภาครัฐได้ทำขณะนี้ก็คือ “โครงการให้การรับรองโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อขอใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษี 200%” โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมสรรพากร ซึ่งได้ทำการยกเว้นภาษี 200% ให้กับบริษัทเอกชนที่มีการทำโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือเทคโนโลยีของตนเอง ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ได้กล่าวว่า จากผลการสำรวจค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทยปี 2542 ซึ่งจัดทำขึ้นโดย สวทช. พบว่าประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.26 ของ GDP โดยจำนวนนี้เป็นการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาจากภาคเอกชนเพียง 47 % ของทั้งประเทศเท่านั้น แต่ในขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1.2 และ 2.3 ของ GDP ตามลำดับ ทั้งนี้ประมาณร้อยละ 70-80 ของค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาดังกล่าวจะอยู่ในภาคเอกชน จากสถานการณ์ดังกล่าวพบว่างานวิจัยและพัฒนานับว่ามีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยสนใจและเห็นความสำคัญต่อการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น “เท่าที่ผ่านมาภาคเอกชนไม่สนใจในเรื่องการวิจัย ประเทศไทยเรามักจะทำอุตสาหกรรมปลายน้ำ คือออกแบบมาจากเมืองนอกเรียบร้อยแล้ว วิเคราะห์วิจัยมาเรียบร้อยแล้ว แล้วเราก็เน้นแต่เรื่องแรงงาน ซึ่งในสถานการณ์ขณะนี้พบว่าในเรื่องของแรงงานประเทศไทยเสียเปรียบหลายๆประเทศในภูมิภาคนี้ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน หรือเวียดนาม ซึ่งมีค่าแรงที่ต่ำกว่า ในประเทศไทยเราได้พูดกันมานานแล้ว แต่แผนปฎิบัติการนั้นไม่ค่อยชัดเจน และถ้าเราจะขึ้นไปที่อุตสาหกรรมต้นน้ำได้นั้นจะต้องมีการพัฒนาทั้งบุคลากร และแสวงหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆสู้กับตลาด ซึ่งก็หนีไม่พ้นที่เราจะต้องมีการวิจัยไม่เช่นนั้นเราก็หาอะไรใหม่ๆ ไม่ได้ ประกอบกับหากประเทศไทยโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมไม่ทำงานวิจัยและพัฒนาของตนเอง เราก็ต้องไปเสียเงินให้กับต่างประเทศที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามา หากเรามีกลไกที่ผลักดันให้เอกชนไทยได้มีการวิจัยและพัฒนาในประเทศเองเราก็จะไม่สูญเสียเงินตราให้กับต่างประเทศ ความรู้ก็จะหมุนเวียนอยู่ในประเทศและเราก็จะสามารถขึ้นชั้นสู่อุตสาหกรรมต้นน้ำได้” ศ.ดร.ไพรัช กล่าวต่อว่า ประเทศไทยเรามีงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาไม่สูงนักคืออยู่ที่ประมาณ 0.26 %และมักจะอยู่ภาครัฐมากกว่าเอกชน ซึ่งในประเทศพัฒนาแล้วจะมีงบประมาณวิจัยและพัฒนาอยู่ในภาคเอกชนสูงถึงประมาณ 80-90 ซึ่งการที่ประเทศพัฒนาแล้วมีการลงทุนการวิจัยในภาคเอกชนสูงนั้นจากการวิเคราะห์เราได้พบว่าในประเทศพัฒนาได้มีการผลักดัน และมีการชักนำให้เอกชนลงทุนเรื่องการวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยมีข้อจูงใจและสิทธิพิเศษนานาประการ ซึ่งการยกเว้นภาษีก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้นำมาใช้ และประเทศไทยก็เริ่มดำเนินการตามเพื่อกระตุ้นให้เกิดการวิจัยในด้านนี้มากขึ้น ทั้งนี้ความจริงเรื่องนี้เกิดมา 1-2 ปีแล้ว ด้วยการกำหนดเป็นนโยบายรัฐบาล โดยกรมสรรพากรเป็นผู้ปฎิบัติ แต่ในช่วงหลังคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ทางสวทช. ดูแลอีกหน่วยงานหนึ่ง เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ดูแลงานวิจัยและพัฒนาในภาคอุตสากรรมโดยตรง ซึ่งทาง สวทช.ก็ได้ทำงานร่วมกับทางกรมสรรพกรและได้ตั้งคณะกรรมการรับรองโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมา และได้เริ่มเริ่มทำงานได้ระยะหนึ่งแล้ว” สำหรับการทำงานในเรื่องนี้ กรมสรรพากร และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติหรือ สวทช. ได้มีมาตรการจูงใจโดยการยกเว้นภาษีเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่ง สวทช. ได้รับมอบหมายให้ดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลโดยมีคำสั่งของกรมสรรพากรที่ ป.103-2544 ให้เป็นหน่วยงานในการตรวจสอบและรับรองโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่ง สวทช. ก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการรับรองโครงการวิจัยและพัฒนา เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและพิจารณาว่าเป็นงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและมีค่าใช้จ่ายเหมาะสม ทั้งนี้จากการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2545 พบว่าคณะกรรมการฯ ได้พิจารณารับรองแล้ว 9 โครงการซึ่งบริษัทที่ได้รับหนังสือรับรองยืนยันการให้ใช้สิทธิ์หักภาษีได้ 200% ได้แก่ โครงการวิจัยและพัฒนาสูตรน้ำยาเคลือบสำหรับกระดาษ ink jet, โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตกระดาษพันก้นกรองบุหรี่สีขาว และโครงการการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิต enzyme converted starch ซึ่งทั้ง 3 โครงการจากบริษัท กระดาษสหไทย จำกัด นอกจากนี้ยังมีโครงการการศึกษาความเหมาะสมของการใช้ไม้ไผ่ผสมกับยูคาลิปตัส ในการผลิตเยื่อฟอกขาว ของบริษัท สยามเซลลูโลส จำกัด,โครงการการปรับปรุงคุณภาพเยื่อชานอ้อยฟอกขาว ของบริษัท เยื่อกระดาษสยาม จำกัด,โครงการการวิจัยและพัฒนาการผลิต enzyme converted starch ของบริษัทผลิตภัณฑ์กระดาษไทย จำกัด,โครงการการศึกษาผลกระทบของการใช้ Carboxy Methyl Celulose ในการผลิตกระดาษ Duplex ของบริษัทกระดาษสหไทยอุตสาหกรรม จำกัด,โครงการพัฒนาเครื่องฉีด PU 3 ถัง ฉีดได้ 2 สี ของบริษัทรังสิตโพลิเมอร์ จำกัด,โครงการการพัฒนาเครื่องฉีดที่รองเท้า Injection Phylon ของบริษัท แพนเอเชียฟุตแวร์ จำกัด บริษัทฟุตแวร์เทค 1530 จำกัด บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล คิวริตี้ ฟุตแวร์จำกัด บริษัทพี เอฟ อินเตอร์เทค จำกัด บริษัทแพนเทค อาร์ แอนด์ ดี จำกัด บริษัท พอนเท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทบางกองรับเบอร์ จำกัด (มหาชน) “ในไตรมาสแรกก็รับได้ผลงานออกมาก็น่ายินดีทีเดียว มีผู้ที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด 9 โครงการ ซึ่ง 7 โครงการแรกจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับด้านกระดาษ เยื่อกระดาษ ส่วนอีก 2 โครงการก็เป็นโครงการที่เกี่ยวกับถังและรองเท้า และจากการประชุมเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็ได้มีการอนุมัติไปอีก 4 โครงการ ซึ่งทาง สวทช.0จะมีการประชุมในลักษณะนี้ทุกเดือน สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณา เรามีขั้นตอนในการพิจารณา โดยใช้หลักเกณฑ์ทางสากล และก็ร่างเป็นระเบียบออกมาเผยแพร่ว่างานวิจัยพัฒนาคืออะไร หรืออย่างไหนไม่ใช่ ยกตัวอย่างการวิจัยอุตสาหกรรม จะเป็นกรรมวิธี วิธีผลิตแบบใหม่ หรือเชิงประยุกต์ เป็นต้น” ศ.ดร.ไพรัช กล่าวอีกว่า ตนเองคาดหวังว่าโครงการนี้จะทำให้มีเอกชนลงทุนในเรื่องการวิจัยและพัฒนามากขึ้น แต่ทั้งนี้จำเป็นต้องรอวัดผลกันอีกครั้งว่าผลการดำเนินงานจะออกมาในรูปแบบใด จริงอยู่อาจจะมีเอกชนบางรายทำวิจัยและพัฒนาอยู่แล้ว และเมื่อเขาได้รับการยกเว้นภาษีมากขึ้น เขาก็มีโอกาสจะลงทุนต่อไปได้อีก หรือแม้แต่โครงการวิจัยที่จะมุ่งไปที่ผลิตภัณฑ์นี้ซึ่งจะต้องนำผลิตภัณฑ์ไปใช้อย่างแน่นอน เพราะว่าถ้าเอกชนลงทุนก็ยอมที่จะหวังผลในการลงทุนนั้น ๆ ด้วย อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ถือเป็นแนวคิดใหม่ ซึ่งต่างกับที่เราเอาเงินวิจัยและพัฒนาไปลงทางภาคมหาวิทยาลัยหรือภาคราชการ ซึ่งมักจะเป็นแนวคิดที่ยังไม่เชื่อมโยงกับเอกชน หรือเป็นการวิจัยพื้นฐาน ตรงนี้ก็เป็นแนวคิดใหม่ที่เราหวังผลว่าจะได้ผลทางเศรษฐกิจ และถ้าเรามองย้อนไปตอนที่เกิดวิกฤติเมื่อปี 2540 แล้วคนก็พูดกันว่าในช่วงต่อไปประเทศไทยจะต้องเป็นเศรษฐกิจที่ใช้ฐานความรู้ ความรู้ที่ดีที่สุดที่จะใช้ในเศรษฐกิจก็คงไม่พ้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งจำเป็นต้องมีการค้นคว้าและวิจัย พอได้ผลมาแล้วเราก็แปลงเป็นผลิตภัณฑ์ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราคาดหวังแต่เราก็ต้องวัดผลกันต่อไป สำหรับในปี 2545 นี้ สวทช. คาดว่าจะสามารถพิจารณาโครงการได้ประมาณ 80 โครงการ มูลค่าโดยประมาณการไว้ 460 ล้านบาท โดยหากโครงการฯ ได้รับความสนใจมากขึ้น ก็จะเป็นโอกาสที่ดีของภาคเอกชนที่จะได้รับการยกเว้นภาษีในการลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และจูงใจให้เกิดการลงทุนวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น ตลอดจนจะเป็นการกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งในรูปผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ซึ่งอีกไม่นานเราคงเห็นประเทศไทยมีงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทัดเทียมกับนานาชาติได้ หากได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐอย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต ทั้งนี้หากหน่วยงานใดหรือองค์กรใดสนใจสามารถติดต่อขอข้อมูลได้ที่ สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการรับรองโครงการวิจัยและพัฒนา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) เลขที่ 111 ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง ปทุมธานี โทร. 02-564-7000 ต่อ 1328,1329--จบ-- -ศน-