ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ประจำวันที่ 17 กันยายน 2545 - newswit

กรุงเทพฯ--24 ก.ย.--ศูนย์ปชส. กระทรวงคมนาคม คณะรัฐมนตรีได้มีผลการประชุมเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 ที่ห้องประชุมชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ซึ่งสรุปผลการประชุมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ดังนี้ 1. เรื่อง โครงการร่วมสร้างดาวเทียมอเนกประสงค์ขนาดเล็ก คณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการร่วมสร้างดาวเทียมอเนกประสงค์ขนาดเล็กตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอแล้วมีมติ ดังนี้ 1. อนุมัติให้กระทรวงคมนาคมก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ เป็นค่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อดำเนินโครงการศึกษา วิจัย ออกแบบ สร้างอุปกรณ์สื่อสารระบบ Ka-Band ของการร่วมสร้างดาวเทียมอเนกประสงค์ขนาดเล็ก ภายในวงเงิน 102.425 ล้านบาท ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2545-2547 โดยในปีงบประมาณ 2545 จำนวน 50 ล้านบาท เบิกจ่ายจากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ผูกพันปีงบประมาณ 2546 จำนวน 42.425 ล้านบาท เบิกจ่ายจากงบประมาณ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2546 และผูกพันปีงบประมาณ 2547 จำนวน 10 ล้านบาท 2. อนุมัติให้ว่าจ้างที่ปรึกษารายเดียวหรือกลุ่มเดียวกัน ซึ่งเป็นส่วนราชการหรือสถาบันการศึกษา เพื่อดำเนินโครงการศึกษา วิจัย ออกแบบ สร้างอุปกรณ์สื่อสารระบบ Ka-Band ของการร่วมสร้างดาวเทียมอเนกประสงค์ขนาดเล็กที่เป็นการศึกษาวิจัยออกแบบและสร้างไปพร้อมกันโดยวิธีตกลงทั้งนี้ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวมีความเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการทำสัญญาจัดจ้างที่ปรึกษาฯ และการดำเนินการอื่นๆ ให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือน กันยายน 2545 มิฉะนั้นเงินงบกลางฯ ของงบประมาณปี 2545 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เคยอนุมัติให้ดำเนินการโครงการร่วมสร้างดาวเทียมอเนกประสงค์ขนาดเล็ก (Small Multi Mission Satellite:SMMS) จะต้องพับไปและเนื่องจากคณะรัฐมนตรี ต้องพิจารณาอนุมัติให้กระทรวงคมนาคมก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ในการทำสัญญาจ้างที่ปรึกษาฯ กระทรวงคมนาคมจึงจะดำเนินการต่อไปได้ ตามพระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 มาตรา 23 วรรคสี่ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2534 ซึ่งสำนักงานงบประมาณได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว แต่โดยที่ยังไม่ได้รับข้อพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นการดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2541 จากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคมได้จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการตามโครงการดังกล่าว ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามข้อ 2 โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ 1. ส่วนแรก งบประมาณจำนวน 102.425 ล้านบาท สำหรับใช้เป็นค่าจ้างที่ปรึกษาในปีงบประมาณ 2545-2547 เพื่อดำเนินโครงการศึกษา วิจัย ออกแบบสร้างอุปกรณ์สื่อสารระบบ Ka-Band ของการร่วมสร้างดาวเทียมอเนกประสงค์ขนาดเล็ก โดยจะเป็นการว่าจ้างที่ปรึกษาซึ่งส่วนราชการหรือสถาบันการศึกษารายเดียวหรือกลุ่มเดียวกันดำเนินโครงการจนเสร็จสิ้นอย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลาดำเนินการ 24 เดือน 2. ส่วนที่สอง งบประมาณจำนวน 21.494 บ้านบาท สำหรับใช้เป็นค่าส่งดาวเทียม ค่าติดตามและค่าควบคุมดาวเทียม ในปีงบประมาณ 2547 ซึ่งกระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้ดำเนินการเบิกจ่ายเงินหลังจากการดำเนินงานในส่วนแรกเสร็จสิ้นแล้ว โดยจะเสนอคำขอตั้งงบประมาณดังกล่าวนี้ในปีงบประมาณ 2547 เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2545 ได้อนุมัติวงเงินเพื่อดำเนินการโครงการดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ได้เสนอขอเป็นการอนุมัติให้กระทรวงคมนาคมก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณในการจ้างที่ปรึกษา เพื่อดำเนินโครงการศึกษาวิจัย ออกแบบ สร้างอุปกรณ์สื่อสารระบบ Ka-Band ของการร่วมสร้างดาวเทียมอเนกประสงค์ขนาดเล็ก ทำให้ไม่สามารถดำเนินการจ้างที่ปรึกษาได้ 2. เรื่อง การพัฒนาระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ คณะรัฐมนตรีพิจารณาการพัฒนาระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอแล้วมีมติ ดังนี้ 1. เห็นชอบผลการศึกษาโครงการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และผลการศึกษาโครงการศึกษาแนวทางการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นประตูการค้าของอนุภูมิภาคของคณะผู้เชี่ยวชาญเนเธอร์แลนด์ โดยมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนำผลการศึกษาฯ ดังกล่าวไปใช้ประกอบการจัดทำโครงการ/แผนงานและดำเนินการต่อไป 2. กำหนดให้การพัฒนาประเทศไทยเป็นประตูการค้าของภูมิภาคอาเซียนเป็นวาระแห่งชาติ โดยกำหนดให้ 2.1 พัฒนาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบให้มีศักยภาพเพื่อรองรับการเป็นประตูการค้าของภูมิภาคอาเซียน 2.2 ใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมให้คุ้มค่า 2.3 พัฒนาก่อสร้างท่าเรือฝั่งอันดามันเพื่อให้ครอบคลุมการขนส่งทั้ง 2 ฝั่งทะเล ที่จะสนับสนุนในส่วนความมั่นคงของประเทศด้วย 2.4 ลงนามในความตกลงของกลุ่มประเทศอาเซียนว่าด้วยการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (ASEAN Framework Agreement on Multimodal Transport) ซึ่งกำหนดจะมีการประชุมคณะกรรมการระดับรัฐมนตรีด้านการขนส่งอาเซียน ครั้งที่ 8 ที่ประเทศอินโดนีเซีย ในวันที่ 19-20 กันยายน 2545 เพื่อให้สามารถขนส่งสินค้าข้ามแดนได้ 2.5 ผลักดันร่างพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ. ... ให้มีผลใช้บังคับเพื่อเป็นการส่งเสริมและกำกับดูแลผู้ขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบและคุ้มครองผู้ใช้บริการ โครงการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ TDRI ได้เสนอแนวทางในการพัฒนาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบให้มีประสิทธิภาพ โดยส่งเสริมให้มีการใช้ระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ แก้ไขการกำหนดน้ำหนักบรรทุกจากเดิม ไม่เกิน 37.4 ตัน เป็น 36.0 ตัน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ ASEAN Framework Agreement on the Facilitation of Goods in Transit แก้ไขการกำหนดความสูงของรถบรรทุกตู้คอนเทรนเนอร์จากเดิมไม่เกิน 4 เมตร เป็น 4.2 เมตร จากพื้นราบตามข้อกำหนดของ ASEAN Framework Agreement on the Facilitation of Goods in Transit ผลการศึกษาของคณะผู้เชี่ยวชาญเนเธอร์แลนด์สรุปว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่พัฒนาให้เป็นประตูการค้าของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยแบ่งขั้นตอนการพัฒนาเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 นำแนวคิดด้าน logistics โดยการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังให้เป็นท่าเรือหลักในการขนส่งสินค้าพัฒนาท่าเรือกรุงเทพ ระยะที่ 2 จัดตั้งสถานีสินค้า ณ บริเวณใกล้ชายแดนจุดต่างๆ ตลอดจนให้มีการพัฒนาการขนส่งชายฝั่งไปยังภาคใต้ ระยะที่ 3 พัฒนาเครือข่ายการขนส่งที่จะเชื่อมโยงไปต่างประเทศ ระยะที่ 4 พัฒนาการเป็นศูนย์กลางทางการขนส่ง (Hub) โดยการสร้างฐานสินค้า (baseload) และสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ พัฒนาองค์ประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ส่งเสริมการขนส่งทางน้ำและทางรถไฟ โดยนำแนวคิดการให้บริการแบบ shuttle ใช้หลักการท่าเรือร่วมเสมือนเป็นท่าเรือเดียว (Common Port) เป็นกลยุทธ์ในการเป็นประตูการค้า รวมกลุ่มท่าเรือระหว่างท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือมาบตาพุดเข้าด้วยกัน จัดตั้ง Thailand Distribution Council เพื่อเป็นเวทีให้ภาคราชการและภาคเอกชนร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์และโครงการนำร่องภายใต้แนวความคิด PPP-Public Private Partnership 3. เรื่อง เห็นชอบในการเข้าเป็นภาคีกรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการเข้าในการเข้าเป็นภาคีกรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้ 1. ให้ความเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีกรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ 2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามกรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ในวันที่ 19-20 กันยายน 2545 ทั้งนี้ หากมีกรณีจำเป็นที่ต้องการแก้ไขปรับปรุงกรอบความตกลงฯซึ่งมิใช่สาระสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไทย ก็ให้กระทรวงคมนาคมสามารถดำเนินการได้โดยประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ 3. ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบไว้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบในประเทศของตน โดยมีเงื่อนไขขั้นต่ำในการรับจดทะเบียน คือ เป็นผู้มีความสามารถตามกฎหมายที่ประเทศผู้รับจดทะเบียนกำหนดไว้ มีภูมิลำเนาในประเทศที่รับจดทะเบียนนั้น มีกรมธรรม์ประกันภัยหรือหนังสือรับรองจากชมรมความคุ้มครองและการชดใช้ (P&I Club) หรือหลักประกันทางการเงินอย่างอื่นที่คุ้มครองความรับผิดทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นตามสัญญาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ และดำรงสินทรัพย์ขั้นต่ำไม่น้อยกว่าแปดหมื่นหน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน(SDR) 4. ความรับผิดของผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบจะจำกัดไว้เพียง 666.67 SDR (หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน) ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งหรือ 2.00 SDR ต่อหนึ่งกิโลกรัมของน้ำหนักทั้งหมดของที่เสียหาย แล้วแต่ว่าเงินจำนวนใดจะมากกว่า สำหรับกรณีที่ส่งมอบล่าช้าโดยของที่ขนส่งไม่ได้สูญหายหรือเสียหาย ผู้ประกอบการฯ จะรับผิดไม่เกินค่าระวางที่ได้รับการขนส่งของนั้น ทั้งนี้ ร่างความตกลงฯ นี้จะไม่กระทบถึงบทบัญญัติกฎหมายภายในของแต่ละประเทศที่ออกมาเพื่อคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน ความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมของประเทศนั้น ๆ และให้ใช้กลไกการระงับข้อพิพาทของ ASEAN Protocol on Dispute Settlement Mechanism ที่ทำขึ้น ณ กรุงมะนิลา เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 (ค.ศ.1996) ในการปรึกษาหารือและระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากความตกลงนี้ 4. เรื่อง บริษัทไทยเดินเรือทะเล จำกัด ขอขยายระยะเวลาการเช่าระวางเรืออื่นที่อนุญาตไว้เดิมเพื่อการประกอบการขนส่งสินค้าตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพาณิชยนาวี พ.ศ.2521 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ให้บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด(บทด.) ขยายระยะเวลาการเช่าระวางเรือที่ได้รับอนุญาตไว้เดิมที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2545 ทั้งนี้การขอขยายระยะเวลาการเช่าระวางเรือดังกล่าวเป็นการขอขยายระยะเวลาเช่าระวางเรือที่ได้รับอนุญาตไว้เดิม ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2545 ออกไปจนกว่าแนวทางการแปรรูป บทด. จะได้ข้อยุติ ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของ บทด. ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และแนวทางการแปรรูป บทด.ในอนาคตเนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ให้ บทด. ดำเนินการแปรรูปให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2545 ซึ่งสำนักงบประมาณ และคณะกรรมการกำหนดนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจได้พิจารณาแล้ว เห็นควรให้บทด. ขยายระยะเวลาการเช่าระวางเรือดังกล่าวออกไปเป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 5. เรื่อง โครงการเงินกู้รัฐบาลญี่ปุ่น ครั้งที่ 27. คณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการเงินกู้รัฐบาลญี่ปุ่น ครั้งที่ 27 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แล้วมีมติอนุมัติดังนี้ 1. รับหลักการของร่างหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงิน ร่างสัญญาเงินกู้ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1.1 ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯร่างสัญญากู้เงิน ร่างสัญญาค้ำประกันเงินกู้ และเอกสารที่เกี่ยวข้องจะมีเนื้อหาสาระสำคัญส่วนใหญ่เช่นเดียวกับความตกลงที่ได้มีการลงนามภายใต้โครงการเงินกู้รัฐบาลญี่ปุ่น ครั้งที่ 26 ที่ได้มีการลงนามเมื่อเดือนมีนาคม 2545 1.2 โครงการที่กล่าวข้างต้น ได้รับอนุมัติให้บรรจุเป็นโครงการหลักแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศประจำปีงบประมาณ 2545 แล้ว ซึ่งจะต้องมีการลงนามเพื่อการกู้เงินภายในปีงบประมาณ 2545 2. ให้รัฐวิสาหกิจเจ้าของโครงการกู้เงินธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น โดยมีกระทรวงการคลังในนามรัฐบาลไทยเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ 3. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับหนังสือแลกเปลี่ยนฯและกับธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่นสำหรับสัญญาค้ำประกันเงินกู้ และเอกสารอื่นเกี่ยวข้องกับโครงการที่กล่าวข้างต้น 6. เรื่อง มาตราการรับเงินประกันประจำตำแหน่งในช่วงปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม และร่างพระราชกฤษฏีกาได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่..) พ.ศ. คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตราการรับเงินประจำตำแหน่งในช่วงปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรมใหม่และร่างพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการของข้าราชการในเรื่องรายได้และสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับเงินประจำตำแหน่ง และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่จะรักษาสิทธิประโยชน์ของข้าราชการตามควร จึงเห็นควรมีมาตราการดำเนินการ ดังนี้ 1. กรณีการยุบเลิกงานยุบรวมงานหรือปรับปรุงการจัดส่วนราชการที่มีผลกระทบต่อสิทธิการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการเห็นควรมีมาตรการพิเศษเป็นข้อยกเว้นในช่วงปรับตัว และทยอยแก้ปัญหาให้หมดไปโดยเร็วที่สุด โดยให้ดำเนินการ ดังนี้ 1.1 ให้ส่วนราชการพิจารณาจัดอัตรากำลังข้าราชการที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งในโครงสร้างใหม่ให้มากที่สุด 1.2 กรณีไม่อาจจัดบุคคลดังกล่าวลงในตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งได้ให้กำหนดเป็นมาตรการชั่วคราวให้ข้าราชการที่ได้รับผลกระทบจากการยุบเลิกงานหรือยุบรวมงานหรือการรวมงานของกองเป็นสำนักได้รับสิทธิประโยชน์เท่ากับเงินประจำตำแหน่งที่ได้รับเดิมต่อไปเป็นการเฉพาะตัวไม่เกิน 1 ปี ทั้งนี้ มีเงื่อนไขให้เร่งรัดจัดบุคคลดังกล่าวเพื่อให้ดำรงตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งโดยเร็วภายใน 1 ปี 1.3 กรณีผู้ที่เข้ารับการพัฒนาจากศูนย์พัฒนาและถ่ายโอนบุคลากรภาครัฐเพื่อรอการย้ายไปปฏิบัติงานในตำแหน่งใหม่ ให้ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งยังคงได้รับสิทธิประโยชน์เท่ากับเงินประจำตำแหน่งที่ได้รับอยู่เดิมเป็นการเฉพาะตัวไม่เกิน 6 เดือนเท่ากับจำนวนเงินประจำตำแหน่งตามสิทธิที่เคยได้รับอยู่เดิมดังกล่าว โดยไม่ต้องแก้ไขพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่ง 2. กรณีตำแหน่งผู้บริหารส่วนราชการที่ไม่มีฐานะเป็นกรมซึ่งเป็นตำแหน่งใหม่นั้น ให้เตรียมการแก้ไขมาตรา 3 ของพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งฯ พ.ศ.2538 เพื่อรองรับตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงที่กำหนดเพิ่มขึ้นตามร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.... ทั้งนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับไปดำเนินการตรวจพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ที่แก้ไขและดำเนินการต่อไป เมื่อร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินมีผลใช้บังคับ 7. เรื่อง การประชุมใหญ่ผู้แทนมีอำนาจเต็มของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ค.ศ.2002 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือแต่งตั้งคณะผู้แทน โดยมอบอำนาจเต็ม (Credentials with Full Powers) ให้แก่หัวหน้าคณะและรองหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการออกเสียงและลงนามในกรรมการสุดท้ายของการประชุมใหญ่ผู้แทนผู้มีอำนาจเต็มของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ค.ศ.2002 รัฐบาลโมร็อกโกได้แจ้งเชิญรัฐบาลไทยเข้าร่วมการประชุมใหญ่ผู้แทนผู้มีอำนาจเต็มของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ และสหภาพฯ ได้แจ้งเพิ่มเติมว่า ตามมาตรา 31 วรรค 324 ถึง 331 ของอนุสัญญาสหภาพฯ กำหนดให้คณะผู้แทนที่เข้าร่วมการประชุมใหญ่ดังกล่าวจะต้องมีหนังสือแต่งตั้งคณะผู้แทนซึ่งลงนามโดยหัวหน้าคณะรัฐบาลหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยหนังสือแต่งตั้งจะต้องมอบอำนาจเต็ม (Credentials with Full Powers) ให้แก่หัวหน้าคณะและรองหัวหน้าคณะผู้แทนในการออกเสียงและลงนามในกรรมการสุดท้ายของการประชุมใหญ่ (Final Acts) กระทรวงคมนาคมเห็นว่า การประชุมครั้งนี้จะมีการพิจารณาเรื่องสำคัญต่างๆ และจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาบริหาร การเลือกตั้งเลขาธิการ รองเลขาธิการ ผู้อำนวยการสำนักงานต่างๆ ของสหภาพฯ และสมาชิกคณะกรรมการกฎข้อบังคับวิทยุ จึงจำเป็นที่ประเทศไทยในฐานะสมาชิกสภาบริหารของสหภาพฯ จะได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาและรักษาผลประโยชน์ของประเทศ จึงเห็นสมควรจัดส่งคณะผู้แทนไทยประกอบด้วย ข้าราชการ และบุคคลเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว จำนวน 15 ราย ตามบัญชีแนบท้าย ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้พิจารณาเห็นชอบและอนุมัติการเดินทางไปราชการของคณะผู้แทนไทยแล้ว และในการประชุมดังกล่าวจะมีการลงนามในกรรมสารสุดท้ายของสหภาพฯ ซึ่งมีผลผูกพันต่อประเทศไทยและผู้ลงนาม ซึ่งได้แก่ หัวหน้าคณะผู้แทนไทยหรือรองหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ในกรณีที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทยไม่สามารถอยู่ร่วมการประชุมได้ตลอดสมัยประชุม โดยจะต้องได้รับหนังสือมอบอำนาจ (Full Powers) จากรัฐบาลในการลงนามดังกล่าวด้วย--จบ-- -พส/นห-

ข่าว กระทรวงการต่างประเท ล่าสุด