“ซีวีดี” ผู้นำความบันเทิงภายในบ้านของคนไทย - newswit
กรุงเทพฯ--25 ก.ย.--สกว. ด้วยกระแสความนิยมของผู้บริโภคที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง สำหรับการซื้อหา วีดีโอ วีดีโอซีดี และดีวีดีมาสร้างความบันเทิงภายในครอบครัว ทำให้ธุรกิจประเภทนี้เติบโตและมีการแข่งขันสูง บวกกับปัญหาการลักลอบผลิตและจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ประเภทนี้ในตลาดผีด้วยแล้ว ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ บริษัท “ซีวีดี” ถือเป็นเจ้าตลาดสินค้าประเภทนี้รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และทำธุรกิจมานานเกือบ 20 ปี ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจต่อเนื่องแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการบริหารร้านค้าปลีก และแม้ว่าจะต้องเผชิญปัญหานานัปการ แต่ “ซีวีดี”ก็ไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาคุณภาพ และการบริการ พร้อมปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ทันกับกระแสความต้องการของตลาดต่อไป บริษัทซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ประกอบธุรกิจด้านความบันเทิงภายในบ้าน (Home Entertainment) ภาพยนต์ลิขสิทธิ์ในรูปแบบของ วีดีโอ วีดีโอซีดี ดีวีดี โดยบริษัท CVDI เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์การให้เช่าและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดของเครือเมเจอร์ทั้งหมด รวมทั้งค่ายภาพยนตร์อิสระที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ และภาพยนต์จีนของ เอช เค ทีวีบี ฮ่องกง จนถึงการบริหารร้านวีดีโอของบริษัทซึ่งให้บริการทั้งเช่าและจำหน่าย นอกจากนี้ยังทำธุรกิจแฟรนไชส์ศูนย์วีดีโออีกด้วย นายพรชัย อนันต์ณัฐศิริ ผู้อำนวยการฝ่าย สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯถือกำเนิดจากบริษัทขนาดเล็กที่ชื่อว่า บริษัท ซีวีดี จำกัด เมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ด้วยความมุ่งมั่นของกลุ่มนักธุรกิจชาวไทยที่มองการณ์ไกล และมีความผูกพันใกล้ชิดกับกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์ค่ายต่างๆของ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง และไทย โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้บริการภาพยนตร์วิดีโอคุณภาพสูง จนได้รับลิขสิทธิ์ภาพยนตร์จากบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ชั้นนำมากมาย ภาพยนตร์ของซีวีดีจึงได้ทั้งคุณภาพและความคมชัด และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมาจนปัจจุบัน ในปี 2539 บริษัท ซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เข้ามาเป็นบริษัทในเครือของบริษัท ไทยแมคเนติก จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิต วิดีโอเทปเปล่าคุณภาพสูง ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในสายธุรกิจเดียวกัน ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อจากบริษัท ไทยแมกเนติก จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัท ซีวีดี เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) นอกจากจะเป็นผู้ผลิต เทปเปล่า กล่องใส่วิดีโอ วีซีดี และดีวีดี แล้ว บริษัทฯ ยังเป็นผู้ผลิตวิดีโอในรูปแบบภาพยนตร์เสียงในฟิล์ม พร้อมคำบรรยายไทยและแบบเสียงพากย์ภาษาไทย โดยมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ ทั้งในการแปลบทภาพยนตร์ ให้เสียง บันทึกเสียง รวมทั้งบันทึกภาพยนตร์ลงในสื่อต่างๆด้วยอุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย วิกฤติเศรษฐกิจส่งผลค่าลิขสิทธิ์สูงขึ้นเท่าตัว แม้ว่าบริษัททุกบริษัทในเครือของ CVD จะประสบผลสำเร็จกับการทำธุรกิจ แต่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ CVD เองก็ไม่แตกต่างจากบริษัทอื่นๆที่ต้องเผชิญปัญหานานัปการ แต่เนื่องจากบริษัท CVD เป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายสินค้าในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ผลกระทบจึงเป็นเรื่องค่าเงินบาท ที่ทำให้ค่าลิขสิทธิ์หนังจากต่างประเทศมีราคาสูงเป็นเท่าตัว “ยอดขายของบริษัทเนื่องจากเราขายผ่านร้านวีดิโอทั่ว ๆ ไป เมื่อผู้ค้าของเราได้รับผลกระทบ เราก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมายอดขายแต่ละร้านตกต่ำลงมาก เราจึงต้องวางกลยุทธ์ใหม่โดยการพยายามลดจำนวนและคัดสรรสินค้าให้มากขึ้น ตัวอย่างเช่นก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจบริษัทจะมีหนังประมาณ 80 เรื่องต่อเดือน แต่ช่วงวิกฤติก็ต้องปรับลดลงให้เหลือประมาณ 60 เรื่องต่อเดือน ซึ่งทางบริษัทก็พยายามคัดเลือกหนังที่มีคุณภาพมากขึ้น และพยายามเลือกหนังที่จะทำรายได้ให้กับร้านค้าและศูนย์เช่ามากขึ้น” ทั้งนี้จากการลอยตัวค่าเงินบาทในช่วงเศรษฐกิจทรุดส่งผลให้บริษัทต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับผู้ผลิตจากเมืองนอกในจำนวนที่สูงขึ้นเท่าตัว เพราะจากเดิมที่จ่ายเหรียญละ 25 บาท พอค่าเงินบาทตกลง เราต้องจ่ายเขาเพิ่มอีกเป็นเหรียญละ 50 บาท ช่วงนั้นบริษัทประสบปัญหาเป็นอันมาก เพราะเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเท่าตัวแต่สินค้าที่ขายบริษัทไม่สามารถขึ้นราคาได้เลย CVD เองก็ปรับปรุงแนวทางการบริหารงานภายในเพื่อให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ในด้านภาพยนตร์เราก็มีการเจรจาติดต่อกับบรรดาสตูดิโอต่างประเทศ เพื่อให้ได้ภาพยนตร์ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในประเทศไทยมากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นภาพยนตร์ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับศูนย์เช่าได้ดีขึ้น นอกจากนี้เรายังได้เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ติดต่อเข้ามาเพื่อแสดงความคิดเห็นและติชม ซึ่งได้พัฒนามาจนถึงการจัดให้มีหน่วยงานในลักษณะ Call Center เพื่อตอบข้อซักถามและให้ความรู้และข้อมูลกับผู้ที่สนใจ ทำให้เราได้ภาพยนตร์ที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งทำให้เราสามารถฝ่าฟันกับวิกฤติเศรษฐกิจไปด้วยดี เทปผี ซีดีเถื่อนวิกฤติรอบสอง “ของถูก…ของดี” มักจะเป็นที่ต้องตาต้องใจผู้บริโภคอยู่เสมอ ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจยังทรงตัวอยู่ในขณะนี้ คนไทยก็มักจะมองของถูกก่อนเป็นลำดับแรก ด้วยเหตุนี้เอง “ตลาดผี” อย่างเทปผี ซีดีเถื่อน จึงมีให้เห็นเป็นจำนวนมาก ด้วยการนำเสนอแผ่นหนังในราคาไม่เกิน 100 บาท แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามกวาดล้างเท่าไร เทปผี ซีดีเถื่อนเหล่านี้ก็ยังกลับมาให้เห็นอีกเหมือนเดิม เพราะสินค้าประเภทนี้ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้ค่ายเทป ซีดี วีซีดี ที่มีลิขสิทธิ์ได้รับผลกระทบไปตาม ๆ กัน เช่นเดียวกับค่ายดังอย่าง CVD ที่ถือเป็นวิกฤติช่วงสองที่จำเป็นต้องหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน ปัญหาที่บริษัทกำลังประสบอยู่ในขณะนี้ก็คือ เทปผี ซีดีเถื่อนนั่นเอง สินค้าในตลาดผีเหล่านี้นับว่าก่อปัญหาให้กับบริษัทมากทีเดียวเพราะเป็นสินค้าที่มาตีตลาดเราโดยตรง เนื่องจากสินค้าเหมือนกัน จะแตกต่างกันก็ตรงที่คุณภาพของสินค้าและราคาเท่านั้น เพราะวีซีดีเถื่อนเหล่านี้มีอยู่หลากหลายชนิด ทั้งวีซีดีเถื่อนที่ไปอัดจากโรงภาพยนตร์ที่กำลังฉายอยู่ในเมืองไทยซึ่งกลุ่มนี้จะวางขายก่อนบริษัทอยู่หลายเดือน เนื่องจากบริษัทเราจะผลิตแต่ภาพยนตร์ที่ได้ลิขสิทธิ์เท่านั้น ฉะนั้นจึงต้องรอให้ภาพยนตร์แต่ละเรื่องเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ก่อน ซึ่งกว่าบริษัทจะนำมาผลิตเป็นมาสเตอร์เทปก็ต้องใช้เวลานานหลายเดือน และเมื่อออกสู่ตลาดจริงๆแล้วกลับพบว่าไม่ได้รับความนิยม ซึ่งอาจเป็นเพราะประชาชนซื้อวีซีดีเถื่อนไปดูกันจนหมดแล้วนั่นเอง และที่สำคัญสินค้าของเราจะมีราคาค่อนข้างสูงคืออยู่ที่ประมาณ 300 บาทในขณะที่ วีซีดีเถื่อนจะมีราคาอยู่ที่แผ่นละ 100 บาท ผีเองก็มีหลายชนิด มีตั้งแต่ผีที่ไปอัดในโรงซูมออกมา และก็มาขายก่อนเราหลายเดือน และผีที่ก๊อปปี้ของเราไปขายก็มี เราขายอยู่ 300 กว่าบาท แต่ผีขาย 100 บาท ถือว่าราคาต่างกันมากทีเดียว จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้ในตลาดเทปผี ซีดีเถื่อนนั้นจะมีมูลค่าตลาดสูงถึงปีละ 5-6 พันล้านบาท ในขณะที่บริษัท CVD ยักษ์แห่งวงการนี้มียอดขายเพียงแค่ไม่กี่พันล้านบาทเท่านั้น ฉะนั้นการทำการตลาดเพื่อต่อสู้กับตลาดเทปผี ซีดีเถื่อนนี้จึงเป็นวิกฤติรอบสองของบริษัทที่จะต้องเร่งหาทางแก้ไขโดยด่วน สำหรับแนวทางแก้ไขนั้น นายพรชัย กล่าวว่า อยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยแก้ไข ด้วยการออกมาตรการควบคุมตั้งแต่ผู้ผลิตที่ต้องมีมาตรฐาน และมีระบบที่ชัดเจน มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากใครละเมิดลิขสิทธิ์ก็ให้ดำเนินการจับกุมทันที เชื่อว่าเทปผี ซีดีเถื่อนจะค่อยๆลดลงไปจากตลาดเมืองไทย อย่างไรก็ตามเมื่อตลาดผีเติบโตมากขึ้น ทางบริษัทฯจำเป็นต้องเร่งวางกลยุทธ์เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ดังกล่าว โดยได้มีการหารือกับสตูดิโอในต่างประเทศขอลดราคาสินค้าที่เป็นภาพยนตร์ดีๆ เพื่อที่ทางบริษัทจะได้ขายสินค้าในราคาถูก และสามารถเพิ่มยอดขายให้มากขึ้นได้ “ล่าสุดเราสามารถตกลงกับหลาย ๆ ค่ายได้ในการลดราคาสินค้า ทำให้เราสามารถนำภาพยนตร์ฮอลลีวูด เกรด A ดัง ๆ มาทำเป็นภาพยนตร์เพื่อจำหน่ายในราคาเพียง 100 กว่าบาทได้ ซึ่งในราคานี้กลุ่มเทปผี ซีดีเถื่อนผลิตแข่งก็ไม่คุ้ม ประกอบกับโชคดีในปีนี้นโยบายของรัฐบาลก็ต้องการกำจัดบริษัทผีเหล่านี้ ด้วยการจับกุมอย่างเข้มงวด ทำให้ภาพยนต์ในเกรด A ราคา 100 กว่าบาทของบริษัทได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีเกินความคาดหมาย ในขณะเดียวกันเราก็ต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบกับตลาดภาพยนตร์เช่า ซึ่งเป็นรายได้หลักของศูนย์เช่าทั่วไป จะเห็นได้ว่าค่าเช่าภาพยนตร์ไม่เคยมีการปรับราคาขึ้นเลย ราคาตกอยู่ในช่วง 20-30 บาท ตลอดเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา หากผู้ผลิตแข่งขันกันลดราคาขายเพื่อดั้มพ์ตลาด ดังจะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีภาพยนตร์ในราคาต่ำกว่า 100 บาทซึ่งก็มีตั้งแต่ราคา 10 กว่าบาทวางจำหน่ายอยู่เป็นจำนวนมาก จะทำให้ตลาดเช่าภาพยนตร์เสียหาย ผู้บริโภคที่อยากชมภาพยนตร์ดีๆก็ต้องซื้อเพียงอย่างเดียว ทำให้การใช้ทรัพยากรไม่เป็นไปอย่างคุ้มค่า และนี่จึงเป็นที่มาของกลยุทธ์ใหม่ที่ให้ร้าน SHOWTIME แฟรน์ไชน์ของบริษัท ซึ่งแต่ก่อนจะทำเฉพาะเช่าหนังอย่างเดียว มีการปรับเปลี่ยนระบบใหม่ เพื่อให้เกิดความหลากหลาย โดยบริษัทมองว่าในอนาคตร้าน SHOWTIME จะต้องเป็น Variety Entertainment ที่จะต้องมีสินค้าทั้งเช่าและขาย อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญถ้าหากปล่อยให้มีการซื้อขาด คนไทยมี 60 ล้านคน ครอบครัวมีการซื้อหนังหลาย 10 เรื่อง ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมก็จะตามมา ซึ่งปัญหานี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่เราไม่ควรมองข้าม” ขอ ISO 9000 ต่อยอดคุณภาพคน คุณภาพงาน แม้ว่าบริษัทจะต้องฝันฝ่าอุปสรรคนานาประการ แต่การพัฒนาคุณภาพคนและคุณภาพสินค้าเป็นสิ่งที่บริษัทพยายามผลักดันมาโดยตลอด ดังนั้นในปี 2543 บริษัท CVD จึงได้เข้าไปปรึกษาขอรับความช่วยเหลือจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย โดยได้ขอความช่วยเหลือในเรื่องระบบคุณภาพ ISO 9000 เพื่อนำมาเพิ่มประสิทธิภาพและจัดระบบการทำงานของบริษัทให้ได้มาตรฐานสากล ซึ่งจากการที่ได้รับคำปรึกษาจากสวทช. ในการพัฒนาสู่ระบบ ISO 9000 ทำให้ผู้บริหารและพนักงานได้รับทราบปัญหาและอุปสรรคในการทำงานที่ผ่านมา และนำไปสู่หนทางแก้ไขปัญหาได้ในที่สุด “เราได้เข้าไปติดต่อกับสวทช. ประมาณปี 2543 ซึ่งทาง สวทช. ก็มีหน่วยงานหนึ่งที่ทำหน้าที่ในการเข้าไปปรับโครงสร้างระบบการทำงานของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยใช้ระบบ ISO 9000 เราไม่ได้ต้องการ ISO เพื่อขายของ แต่เราต้องการใช้ ISO เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากที่ผ่านผู้บริหารของบริษัท CVD เองก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาซึ่งเห็นได้จากการพัฒนาคุณภาพของม้วนวิดีโอ จนเป็นที่ยอมรับมาแล้วอย่างกว้างขวาง แต่เราก็ต้องไม่หยุดการพัฒนา เราอยากได้ ISO ก็เพราะอยากให้บริษัทมีการทำงานแบบสากลมากขึ้น จึงนำมาตรฐาน ISO มาพัฒนาองค์กร พัฒนาการบริการให้ดีขึ้น และสิ่งที่ได้รับกลับมาก็เป็นประโยชน์กับบริษัทจริง ๆ อย่างที่คิดไว้ด้วย เนื่องจากในสมัยก่อนแต่ละคนจะทำงานเฉพาะฝ่ายของตน จึงไม่ทราบว่าเกณฑ์ในการทำงานของฝ่ายอื่นๆเป็นอย่างไร ฉะนั้นเมื่อเกิดปัญหาในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง บางครั้งต้นตอของปัญหาไม่ได้เกิดจากฝ่ายนั้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะเกิดจากฝ่ายอื่นก็ได้ เมื่อนำระบบ ISO มาใช้ ทำให้เกิดการประสานงานกันมากขึ้น และมีการควบคุมคุณภาพต่าง ๆ ทำให้พนักงานเรียนรู้ระบบงานของฝ่ายอื่นมากขึ้นเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดและความล่าช้า ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะเมื่อพนักงานมองเห็นปัญหาก็จะทำให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจกันทำงานมากขึ้น และทำงานของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อไม่ให้กระทบกับฝ่ายอื่น ๆ คาดว่าเราจะได้การรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2000 ประมาณเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ แนะผู้บริโภคเลือกสินค้าถูกกฎหมาย คุณภาพของสินค้าเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ CVD ยังคงเป็นผู้นำความบันเทิงในด้านนี้ต่อไป แม้ว่าจะต้องเผชิญกับ ของเถื่อนที่มีอยู่มากมายในตลาดสินค้าประเภทนี้ แต่ CVD ก็ยังคงเดินหน้าคัดสรรภาพยนตร์ดี ๆ มาสร้างความบันเทิงให้คนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปีหน้า คุณพรชัยกล่าวว่า ทางบริษัทจะบุกตลาดหนังเอเชียที่กำลังเริ่มมาแรงในขณะนี้ด้วย “หัวใจในการทำงานของเราก็คือ การทำสินค้าให้มีคุณภาพ และสร้างให้ผู้บริโภคเห็นว่า สินค้าที่ถูกกฎหมาย กับสินค้าที่ผิดกฎหมาย มีความแตกต่างกัน นอกจากนี้เราก็จะคัดเลือกภาพยนตร์ที่มีคุณภาพ พร้อมกับผลิตภาพยนตร์จำหน่ายให้สอดคล้องกับเวลาและความต้องการของตลาดด้วย ซึ่งในปีนี้ทางซีวีดีได้ร่วมมือกับ ช่อง 3 นำหนังจีน เจาะเวลาหาจิ๋นซีมาฉาย โดยเรานำมาผลิตก่อน พอช่อง 3 นำมาฉายและทำโฆษณาแรง ๆ ก็ทำให้หนังเราขายดีมากขึ้นด้วย นอกจากนี้เรากำลังเน้นเรื่องของความหลากหลาย โดยได้คุยกับบริษัทในประเทศญี่ปุ่น ว่าจะนำหนังคิคุของญี่ปุ่น หรือหนังเกาหลี มาทำเป็นวีซีดี ดีวีดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ระหว่างการทำสัญญา แต่คาดว่าน่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีหน้า เพราะขณะนี้กระแสหนังทางเอเชียเริ่มมาแรง โดยเฉพาะญี่ปุ่น เมื่อมาแรงเราก็ต้องรีบจับกลุ่มพวกนี้ไว้ และก็ต้องปรับตัวให้ทันกับความต้องการของตลาดเพราะเราเป็น “Variety Entertainment ” “หัวใจอย่างหนึ่งของการทำงานไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไรก็ตาม ทุกคนควรจะ Win Win ดีกว่า อย่าดูถูกคนและสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือลูกค้าควรที่จะได้สินค้าที่ดีมีคุณภาพ และถูกต้องตามกฎหมาย” สิ่งเหล่านี้คือแนวทางที่บริษัทซีวีดีจะยังคงยึดมั่นที่จะดำเนินธุรกิจเพื่อความบันเทิงภายในบ้านเพื่อคนไทยต่อไป--จบ-- -ศน-