ร่างข้อบัญญัติฯงบประมาณปี 46 ผ่านสภากทม.แล้ว

กรุงเทพฯ--12 ก.ย.--กทม. สภากทม.ผ่านความเห็นชอบวาระ2-3ในร่างข้อบัญญัติฯงบประมาณปี 46 จำนวน 27,000 ล้านบาทแล้ว 48 เขต และ 11 สำนัก ได้งบเพิ่มจากที่เสนอไว้ในร่างฯเดิม โดยเกลี่ยมาจากโครงการและรายการใช้จ่ายที่จำเป็นน้อยกว่า สมทบกับการแปรญัตติของฝ่ายบริหารกทม.และส.ก. พร้อมสนับสนุนงบฯ 50 ล้านบาทเพื่อเริ่มโครงการโรงฆ่าสัตว์ที่ถูก สุขลักษณะตามนโยบายผู้บริหาร ส่วนโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายเห็นชอบให้ทำเฉพาะในกรุงเทพฯเท่านั้น ยืนยันให้ทุกหน่วยงานใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยคำนึงถึงข้อสังเกตที่ระบุไว้ในแนบท้ายข้อบัญญัติ น.ส.อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ โฆษกสภากรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เวลา 10.00 น. เมื่อวานนี้ (11ก.ย.45) ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร ในสมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 1 (ครั้งที่ 6) ประจำปี 2545 มีมติเห็นชอบให้ผ่านร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2546 ในวาระที่สองและวาระที่สาม และจะเสนอให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครลงนามประกาศใช้เป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครต่อไป ในปีงบประมาณ 2546 กทม.ได้เสนอร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีของกรุงเทพมหานครเพื่อให้สภากทม.พิจารณาให้ความเห็นชอบ เป็นจำนวนเงิน 27,000 ล้านบาท ซึ่งสภากทม.ได้มีมติรับหลักการในวาระที่หนึ่ง พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อพิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมของการจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานต่างๆ ของกทม. ก่อนจะเสนอให้ที่ประชุมสภากทม.พิจารณาให้ความเห็นชอบในวาระสอง และวาระสาม ในวันนี้ ทั้งนี้ ที่ประชุมสภากทม.ได้มีมติเห็นชอบต่อการพิจารณาของคณะกรรมการวิสามัญฯ ที่เสนอให้ข้อบัญญัติกทม.ฉบับดังกล่าวมีการจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานของกทม.เพิ่มขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ทั้งในส่วนของสำนัก และ สำนักงานเขต โดยเฉพาะสำนักงานเขตจะได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นจากที่เสนอขอมาถึง 48 เขต ตั้งแต่ 600,000 บาท จนถึง 22 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและปัญหาของแต่ละเขต ซึ่งงบที่ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้นดังกล่าวมาจากการปรับลดจากรายการและโครงการอื่นๆ ที่คณะกรรมการฯเห็นว่าไม่เหมาะสม รวมทั้งงบฯจากการ แปรญัตติของฝ่ายบริหารและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครสำหรับงบประมาณของสำนักนั้นส่วนใหญ่ก็ได้รับความเห็นชอบจากสภากทม.ให้จัดสรรเพิ่มขึ้นจากที่กทม.เสนอไว้ในร่าง ข้อบัญญัติเดิมเช่นกัน โดย 11สำนักที่จะได้รับการจัดสรรงบเพิ่ม ได้แก่ สำนักงานเลขานุการสภา กทม. เพิ่มขึ้นอีก 48.3 ล้านบาท, สำนักงานเลขานุการผู้ว่าฯกทม.เพิ่มขึ้นอีก 100,000 บาท, สำนักปลัดกทม.เพิ่มขึ้นอีก 66.47 ล้านบาท, สำนักนโยบายและแผนกทม.เพิ่มขึ้นอีก 21.30 ล้านบาท, สำนักอนามัย เพิ่มขึ้น 50.15 ล้านบาท, สำนักการแพทย์ เพิ่มขึ้น 110.45 ล้านบาท, สำนักการศึกษา เพิ่มขึ้น 146.56 ล้านบาท สำนักสวัสดิการสังคม เพิ่มขึ้น 107.93 ล้านบาท, สำนักเทศกิจ เพิ่มขึ้น 1.79 ล้านบาท, สำนักพัฒนา ชุมชน เพิ่มขึ้น 142.74 ล้านบาท, และสำนักการจราจรและขนส่ง เพิ่มขึ้น 52.5 ล้านบาท ส่วน 4 สำนักที่จะได้รับจัดสรรงบลดลงจากที่เสนอไว้ในร่างฯ เดิมได้แก่ สำนักการโยธา ลดลง 285.6 ล้านบาท สำนักการระบายน้ำ ลดลง 680.52 ล้านบาท สำนักการรักษาความสะอาด ลดลง 285.35 ล้านบาท และสำนักการคลัง ลดลง 70.66 ล้านบาท นอกจากนี้สภากทม.ยังเห็นชอบให้จัดสรรงบกลางของกทม.เพิ่มขึ้นอีก 77.1 ล้านบาท เป็น 2,725.1 ล้านบาทด้วย โฆษกสภากทม.กล่าวด้วยว่า ในส่วนของโครงการจัดตั้งโรงฆ่าสัตว์กรุงเทพมหานคร ที่ประชุมสภากทม.ได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการวิสามัญฯพิจารณาให้กทม.ดำเนินการจัดสร้างโรงฆ่าสัตว์ตามนโยบายของผู้บริหารกทม. โดยผ่านงบฯ ในปี 2546 เป็นปีแรก ให้แก่สำนักอนามัยจำนวน 50 ล้านบาท ส่วนรายการปรับปรุงสัญญาณไฟ ATC ระยะที่ 1 จำนวน 6 ทางแยก ซึ่งตั้งงบประมาณไว้จำนวน 7.90 ล้านบาทนั้น ที่ประชุมฯมีมติเห็นชอบให้กทม.ดำเนินการตามที่ตั้งงบประมาณไว้ อย่างไรก็ดี การผ่านงบประมาณให้แก่กทม.ในครั้งนี้ สภากทม.ได้ขอให้กทม.ดำเนินการโดยคำนึงถึงข้อสังเกตที่คณะกรรมการวิสามัญฯ เสนอไว้ เพื่อประโยชน์ต่อการใช้จ่ายงบประมาณ และการตั้งงบประมาณในปีต่อไปให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนชาวกรุงเทพฯ และกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครส่วนต่อขยาย(BTS) ที่สภา กทม.เห็นชอบไปนั้นต้องไม่รวมถึงการดำเนินการออกนอกเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งให้กทม.พิจารณาสัญญาเดิมและส่วนต่อขยายในประเด็นที่จะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและกทม. เช่น อัตราค่าโดยสาร ภาษีโรงเรือน รายได้ที่เกิดจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น เนื่องจากกทม.เป็นผู้ร่วมลงทุนในโครงการนี้ สำหรับกรณีงบประมาณของสำนักงานเขต ทุกเขตควรมีการหารือและขอความเห็นชอบร่วมกับ ส.ก. และควรทำบันทึกการพิจารณางบประมาณที่เห็นชอบร่วมกันไว้ด้วย และ การจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานซึ่งไม่อยู่ในสังกัดกทม. เช่น กระทรวงคมนาคม กรมการขนส่ง ที่จัดเก็บภาษีให้แก่กทม. ควรอยู่ในรูปของเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้คณะกรรมการยังมีการตั้งข้อสังเกตที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ ทั้งในส่วนของสำนักและสำนักงานเขต ซึ่งจะมีระบุไว้แนบท้ายในข้อบัญญัติดังกล่าวโดยละเอียดด้วย ยืนยันสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่น่าวิตก นายพงษ์พิสุทธิ์ จินตโสภณ ได้ตั้งกระทู้สดถามคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร เรื่อง การเตรียมการป้องกันน้ำท่วมและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมปี 2545 ดร.สหัส บัณฑิตกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวตอบกระทู้ว่า กทม.ได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำท่วมทุกปี โดยมีการขุกลอกคูคลอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการขุดลอกคลองหลักๆ ในการระบายน้ำหลายแห่ง ทั้งนี้ ในวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้เริ่มดำเนินกิจกรรมพัฒนาขุดลอกคูคลอง ในพื้นที่เขตหลักสี่ โดยจะดำเนินการในคูคลองทุกพื้นที่ของ 50 สำนักงานเขตด้วย , ทำความสะอาดท่อระบายน้ำ ระยะทางประมาณ 3,700 กิโลเมตร โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2544 -เดือนสิงหาคม 2545 ขณะนี้ดำเนินการเสร็จแล้ว , การตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องมือสูบน้ำ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ของศูนย์ป้องกันและแก้ไขน้ำท่วมของสำนักงานระบายน้ำ และเจ้าหน้าที่ประจำแต่ละเขตให้เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงระบบระบายน้ำในจุดที่เป็นจุดอ่อนน้ำท่วม โดยการจัดระบบปิดล้อม ทำอุโมงค์ระบายน้ำ เพิ่มขนาดท่อระบายน้ำ เพิ่มเครื่องสูบน้ำ ทำให้จุดอ่อนที่เคยมีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในหลายพื้นที่ได้รับการคลี่คลายไปหลายจุด เช่น บริเวณถนนรามคำแหง ถนนเจริญนคร เป็นต้น ในส่วนบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนน้ำท่วมนั้น ขณะนี้ได้มีการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมตามแนวริมเจ้าพระยา แล้วเสร็จเป็นระยะทางรวม 58 กิโลเมตร เหลืออีกประมาณ 27 กิโลเมตร กำลังเร่งดำเนินการก่อสร้างซึ่งจะแล้วเสร็จภายในปี 2547 อย่างไรก็ดีได้มีการป้องกันกรณีที่อาจเกิดการเอ่อล้นตลิ่งจากน้ำทะเลหนุน โดยการนำกระสอบทรายจำนวน 1 ล้านกระสอบวางเป็นคันกั้นน้ำสูง 2 เมตร บริเวณที่ยังไม่มีเขื่อนไว้เรียบร้อยแล้ว ทำให้มั่นใจที่จะรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมได้มากขึ้น นอกจากนี้ กทม.ยังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหลายหน่วยงาน เช่น หน่วยทหารพัฒนาพิเศษฯ การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตฯ เตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่ปกติอีกด้วย จากการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับการยืนยันเป็นแนวทางเดียวกันว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯไม่มีความน่าหนักใจแต่อย่างใด โดยในส่วนของ น้ำเหนือ ซึ่งทางกรมชลประทานดูแลอยู่นั้น นายกิจจา ผลภาษี อธิบดีกรม ชลประทานยืนยันว่าปริมาณน้ำเหนือจะไม่ส่งผลกระทบกับพื้นที่กรุงเทพฯ เนื่องจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 100 กม. สามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีก 400 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร กรณีที่ฝนตกใต้เขื่อนจึงไม่มีปัญหา ส่วนกรณีที่ฝนตกเหนือเขื่อนป่าสักฯนั้น ในขณะที่ฝนตกหนักมีปริมาณน้ำที่ไหลลงทางนครสวรรค์ผ่าน แม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ในระดับ 1,300-1,400 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ซึ่งถือเป็นระดับที่ปกติและไม่ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังวางใจได้ว่าหากมีฝนตกหนักยังมีเขื่อนภูมิพลซึ่งสามารถรองรับน้ำได้อีก 3,600 ลูกบาศก์เมตร และเขื่อนสิริกิติ์ที่จะรองรับน้ำได้อีก 2,200 ลูกบาศก์เมตร ด้านสถานการณ์น้ำฝน ทางกรมอุตุนิยมวิทยายืนยันว่า ในช่วงเดือนกันยายนนี้มีร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคกลางตอนบน ทำให้เกิดฝนตกชุกหนาแน่นตั้งแต่เพชรบูรณ์ลงมา รวมถึงในกรุงเทพฯด้วย แต่อย่างไรก็ดีปริมาณน้ำฝนยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ เป็นระดับที่ควบคุมได้ ส่วนสถานการณ์น้ำทะเลหนุนนั้น ได้รับคำยืนยันจากกรมอุทกศาสตร์ว่า ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่คำนวณโดยกรมอุทกศาสตร์ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ปีนี้จะสูงขึ้นจากปีก่อนเพียงเล็กน้อย โดยอยู่ในระดับ 1.36 ซม. จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งปีก่อนอยู่ระดับ 1.30 ซม. และเทียบกับปี 2538 ที่ขึ้นสูงถึงระดับ 2.20 ซม. ดังนั้นสถานการณ์น้ำทะเลหนุนในช่วงหน้าฝนนี้จึงไม่น่าวิตกแต่อย่างใด ในส่วนของการเตือนภัยให้กับประชาชนนั้น กรุงเทพมหานครได้มีการเสนอข่าวผ่าน สื่อแขนงต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบความคืบหน้าของสถานการณ์เกี่ยวกับน้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้หากประชาชนมีปัญหาเรื่อง น้ำท่วมสามารถแจ้งความเดือดร้อนไปยัง ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันน้ำท่วม สำนักการระบายน้ำ กทม. โทร. 248-5115 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง--จบ-- -นห-

ข่าว อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ ล่าสุด