"SPACE STATION 3D"ภาพยนตร์สามมิติแนวอวกาศเรื่องแรกของไอแมกซ์ - newswit
กรุงเทพฯ--5 ก.ย.--กรุงไทย ไอแม็กซ์ ข้อมูลเบื้องต้น SPACE STATION 3D SPACE STATION 3D เป็นภาพยนตร์สามมิติแนวอวกาศเรื่องแรกของไอแมกซ์ ที่งดงามและใช้เทคนิคตระการตาน่าทึ่ง ผู้ชมจะได้เดินทางไกล 350 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก ที่ 28,157.75 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อพบกับ SPACE STATION 3D ซึ่งถือเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมอันยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ให้เสียงบรรยาย โดย ทอม ครูซ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความร่วมแรงร่วมใจกันของประเทศต่าง ๆ ถึง 16 ประเทศอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ในการร่วมกันสร้างสถานีทดลองในอวกาศ เพื่อเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกแบบถาวร เพื่อศึกษาถึงผลกระทบจากการอยู่ในอวกาศที่ไร้แรงโน้มถ่วงเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งนับได้ว่าเป็นก้าวแรกของความพยายามในการร่วมมือกันระดับโลก เผื่อว่าสักวันมนุษย์จะได้ไปเหยียบดาวอังคาร ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของไอแมกซ์เรื่องนี้จะนำเสนอเรื่องราวของชีวิตบนสถานีอวกาศ บ้านใหม่ของมนุษยชาติซึ่งอยู่ไกลแสนไกลจากบ้านปัจจุบัน SPACE STATION 3D เป็นภาพยนตร์ที่เล่าถึงเรื่องราวความท้าทาย ความล้มเหลว และความสำเร็จของมนุษย์ และเหนืออื่นใด คือชัยชนะร่วมกันของบรรดาชายหญิงจากนานาประเทศ ซึ่งความฝันของพวกเขาไปไกลเกินกว่าข้อจำกัดของชีวิตบนโลกใบนี้แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดยไอแมกซ์ คอร์ปอเรชั่น และนำเสนอโดย ล็อกฮีด มาร์ติน คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ องค์การอวกาศแห่งชาติของอเมริกา ( นาซ่า ) ทำให้ SPACE STATION 3D สร้างขึ้นจากมรดกแห่งความร่วมมือระหว่างไอแมกซ์-ล็อกฮีด มาร์ติน-นาซ่า ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อเกือบจะ 20 ปีมาแล้ว และปัจจุบัน ได้ร่วมกันผลิตภาพยนตร์บนจอยักษ์ของไอแมกซ์มาแล้วห้าเรื่องสำคัญๆ ได้แก่ The Dream is Alive, Blue Planet, Destiny In Space และ Mission To MIR.. ภาพยนตร์เหล่านี้ได้ผ่านสายตาผู้ชมมาแล้วถึง 70 ล้านคนทั่วโลก SPACE STATION 3D เป็นการเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติผ่านทางภาพยนตร์ครั้งแรกในโลก ผู้ชมจะได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ชีวิตที่ไร้แรงโน้มถ่วงบนสถานีอวกาศแห่งใหม่นี้ และด้วยความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยีสามมิติจากไอแมกซ์ ผู้ชมจะได้ทะยานสู่อวกาศไปกับนักบินอวกาศจากศูนย์อวกาศเคนเนดี้ ฟลอริดา และ คอสโมโดรม ไบโคนูร์ ของรัสเซีย ซึ่งจะมาพบกันที่บ้านใหม่ของพวกเขา ณ วงโคจร 350 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก นับแต่บัดนี้ ผู้คนจากทุกวัยและภาษาจะสามารถทำงานเคียงข้างกันได้ ด้วยนักบินอวกาศที่ช่วยกันสร้างและพักอาศัยอยู่ในสถานีอวกาศซึ่งไม่เคยมีมาก่อนแห่งนี้ SPACE STATION 3D อำนวยการสร้างโดย โทนี่ ไมเยอร์ส ให้เสียงบรรยายโดย ทอม ครูซ ผู้กำกับภาพและฝึกนักบินอวกาศคือ เจมส์ ไนเฮาส์ ดนตรีประกอบโดย มิคกี้ เอิร์บ และ มาริเบธ โซโลมอน ผู้ช่วยผู้อำนวยการสร้าง ได้แก่ จูดี้ แคร์รอล และผู้อำนวยการสร้างด้านที่ปรึกษา ได้แก่ แกรม เฟอร์กูสัน จัดจำหน่ายโดย ไอแมกซ์ คอร์ปอเรชั่น โดยจะออกฉาย ณ โรงภาพยนตร์จอขนาดยักษ์ของไอแมกซ์ทั่วโลก กว่า 80 โรง นับว่าเป็นภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่สุดของไอแมกซ์ คอร์ปอเรชั่นที่จะออกฉายทั่วโลก ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาพยนตร์ SPACE STATION 3D ข้อเท็จจริงในการถ่ายทำ - ทำการถ่ายทำระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 จนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2544 ใช้ฟิล์มในการถ่ายทำในอวกาศไปกว่า 69,000 ฟุต หรือ ฟิล์ม 65 มม. ยาวเกือบ 20 กิโลเมตร - ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำที่ 28,157.75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ณ วงโคจรของสถานีอวกาศนานาชาติ แกนโลกหมุนราว 467 เมตรต่อวินาที ณ เส้นศูนย์สูตร และโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วกว่า 28.96 กิโลเมตรต่อวินาที - การสร้างสถานีอวกาศนานาชาติมีกำหนดเสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2549 - เมื่อสถานีอวกาศสร้างเสร็จสิ้น จะมีขนาดของปีกกว้าง 111.25 เมตร และยาว 79.85 เมตร ถ้านำฟิล์มที่ใช้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ไปวางบนปีกของสถานีอวกาศตั้งแต่หัวจรดท้าย ฟิล์มจะวางกลับไปกลับมาได้ถึง 189 รอบ - ในการถ่ายทำภาพยนตร์ 3 มิติ เพียงหนึ่งนาที ต้องใช้ฟิล์มมากกว่าการถ่ายทำภาพยนตร์สองมิติถึง 2 เท่า ข้อมูล : ฟิล์มเพอร์ฟอเรต 70 มม./15 ความยาว 336 ฟุตเท่ากับการฉายภาพยนตร์สองมิติได้หนึ่งนาที แต่เท่ากับ 30 วินาทีเมื่อถ่ายทำด้วยกล้องอวกาศแบบ 3 มิติ ของไอแมกซ์ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกล้องสามมิติของไอแมกซ์ ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 - สิงหาคม พ.ศ. 2544 ฟิล์มเนกาทีฟ 65 มม. กว่า 69,000 ฟุตถูกส่งไปในอวกาศเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์โดยใช้กับกล้อง 3 มิติ สองตัว ซึ่งได้รับการออกแบบมาพิเศษให้มีขนาดเล็กลง จากกล้องไอแมกซ์สามมิติปกติ ซึ่งใหญ่พอๆกับตู้เซฟ กล้องรุ่นใหม่นี้จะมีขนาดประมาณ 10 x 17 x 30 นิ้ว ใช้เวลาในการสร้างกว่าสองปีครึ่ง (1) กล้องอิน-เคบิน ( กล้องที่ใช้ออกแบบมาเพื่อถ่ายทำภายในสถานี เรียกว่า ไอแมกซ์ 3 ดี ) เป็นกล้องที่ใช้ถ่ายทำชีวิตประจำวันภายในสถานีอวกาศ อยู่ในสถานีอวกาศเป็นเวลา 337 วัน ระหว่างวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2543 จนถึง 16 กันยายน พ.ศ. 2544 กล้องนี้สามารถเปลี่ยนฟิล์มขณะอยู่ในอวกาศได้ (2) กล้องคาร์โกเบย์ ( เป็นกล้องถ่ายทำภายนอก เรียกว่า ไอซีบีซี3ดี ) ถูกส่งออกไปประจำตำแหน่งภายในช่องบรรทุกสัมภาระของกระสวยอวกาศ และเดินทางขึ้นลงเพื่อปฏิบัติภารกิจถึงเจ็ดครั้ง กล้องคาร์โกเบย์ 3 มิติของไอแมกซ์เก็บฟิล์ม 5,400 ฟุต (หรือ 1,645 เมตร) เป็นกล้องที่บันทึกภาพของการเดินในอวกาศและถ่ายจากมุมมสูงให้เห็นสภาพภายนอกของ ISS กล้องนี้ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปจากภายในสถานีอวกาศ กล้องรุ่นนี้ไม่สามารถเปลี่ยนฟิล์มใหม่ได้ระหว่างที่อยู่ในอวกาศ จึงต้องส่งกล้องขึ้นลงเพื่อเปลี่ยนฟิล์มบนโลก ข้อเท็จจริงของเครื่องฉายภาพยนตร์ไอแมกซ์ - เครื่องฉายของไอแมกซ์เป็นทเคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างมา และใช้เทคโนโลยีการ วนภาพซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของไอแมกซ์แห่งเดียว ภาพแต่ละเฟรมจะถูกยึดไว้ในตำแหน่งประจำ ฟิล์มจะถูกยึดไว้กับด้านหลังของเลนส์โดยการใช้สุญญากาศ ชัตเตอร์ 68 % จะส่งแสงมากกว่าหนึ่งในสามของชัตเตอร์ 50 % แบบเดิม - ถ้ายิงแสงจากเครื่องฉายภาพยนตร์ของไอแมกซ์ไปยังอวกาศ จะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากบนสถานีอวกาศ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานีอวกาศนานาชาติ - สถานีอวกาศนานาชาตินี้เกิดจากความร่วมมือกันของ 16 ประเทศ และเป็นโครงการอวกาศระหว่างประเทศครั้งแรกๆ - "ซาร์ยา" ซึ่งแปลว่า "รุ่งอรุณ"ในภาษารัสเซีย เป็นชื่อของส่วนประกอบชิ้นแรกของสถานีอวกาศนานาชาติ นั่นคือห้องปฏิบัติการของรัสเซีย - "ยูนิตี" ( ความสามัคคี ) คือชื่อห้องของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สองของสถานีอวกาศ - "คานาดาร์ม 2" คือชื่อของแขนกลขนาดใหญ่สร้างโดยแคนาดา ซึ่งสามารถ "เดิน" รอบๆสถานีอวกาศ - "เดสตินี" ( โชคชะตา ) คือชื่อของห้องทดลองสหรัฐฯ - "ราฟฟาเอลโล" คือชื่อของหน่วยปฏิบัติการสารพัดประโยชน์ ซึ่งสร้างโดยประเทศอิตาลี เป็นส่วนที่มีเครื่องมือวิทยาศาสตร์สำหรับห้องทดลอง "เดสตินี"ของสหรัฐฯ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนักบินอวกาศ - นักบินอวกาศ 25 คนได้รับการฝึกเพื่อใช้กล้อง 3 มิติของไอแมกซ์สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ - นักบินอวกาศต้องฝึกปฏิบัติหน้าที่ซึ่งไม่ใช่ทักษะที่พวกเขาถนัด นักบินอวกาศบางคนต้องฝึกใช้กล้องทั้งสองตัว บางคนฝึกแค่กล้องเดียว บางคนต้องฝึกจัดแสงภายในสถานีอวกาศ บางคนฝึกเรื่องบันทึกเสียงและอุปกรณ์ทั้งหมดของไอแมกซ์ - เพื่อมุมในการถ่ายทำที่จำเป็นบางมุมสำหรับภาพยนตร์อวกาศ 3 มิติเรื่องแรกของไอแมกซ์นี้ นักบินอวกาศต้องทำตัวเป็นแท่นเลื่อนกล้อง ( ดอลลี่ ) สำหรับถ่ายทำเองด้วย ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับไอแมกซ์ - มีผู้ชมกว่า 70 ล้านคนทั่วโลกเข้าชมภาพยนตร์ไอแมกซ์ทุกปี - เนื่องจากจอภาพยนตร์สูงกว่าตึกแปดชั้น และระบบเสียงรอบทิศทาง 15,000 วัตต์ ประสบการณ์ในการชมภาพยนตร์ไอแมกซ์จึงมีพลังและทำให้ผู้ชมรู้สึกมีส่วนร่วมได้มากที่สุด - ภาพยนตร์ไอแมกซ์ใช้ฟิล์มซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในวงการภาพยนตร์ นั่นคือ ใหญ่กว่าฟิล์มภาพยนตร์ขนาด 35 มม.ถึง 10 เท่า - ที่นั่งของไอแมกซ์จะลาดชัน ทำให้แต่ละที่นั่งไม่บังกัน แม้แต่เด็กๆก็สามารถเห็นภาพได้อย่างชัดเจน ข้อมูล คำบรรยาย : SPACE STATION 3D เป็นภาพยนตร์สามมิติแนวอวกาศเรื่องแรกของไอแมกซ์ที่ทั้งงดงามและใช้เทคนิคตระการตาน่าทึ่ง ผู้ชมจะได้เดินทางไกล 350 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก ที่ 28,157.75 กิโลเมตร/ ชั่วโมง เพื่อพบกับ SPACE STATION 3D ซึ่งถือเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมอันยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ นำเสนอโดย ล็อคฮีด มาร์ติน ร่วมกับองค์การนาซ่า รูปแบบ : 15/70 สามมิติ ผู้กำกับ : โทนี่ ไมเยอร์ส และ ลูกเรือของสถานีอวกาศนานาชาติ ผู้อำนวยการสร้าง : โทนี่ ไมเยอร์ส ดนตรีประกอบ : มิคกี้ เอิร์บ และ มาริเบธ โซโลมอน นักแสดง : นักบินอวกาศแห่งสถานีอวกาศนานาชาติ ผู้บรรยาย : ทอม ครูซ ผู้สนับสนุน : ล็อคฮีด มาร์ติน จัดจำหน่ายโดย : ไอแมกซ์ คอร์ปอเรชั่น ความยาว : 47 นาที 06 วินาที โรงฉาย : โรงภาพยนตร์ไอแมกซ์ 90 โรงทั่วโลก ข้อเท็จจริง : ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 - กรกฎาคม พ.ศ. 2544 ใช้ฟิล์มในการถ่ายทำในอวกาศไปกว่า 69,000 ฟุต หรือ ฟิล์ม 65 มม. ยาวเกือบ 20 กิโลเมตร ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำที่ 28,157.75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ณ วงโคจรของสถานีอวกาศนานาชาติ แกนโลกหมุนราว 467 เมตรต่อวินาที ณ เส้นศูนย์สูตร และโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วกว่า 28.96 กิโลเมตรต่อวินาที การถ่ายทำภาพยนตร์ 3 มิติ เพียงหนึ่งนาที ต้องใช้ฟิล์มมากกว่าการถ่ายทำภาพยนตร์สองมิติถึง 2 เท่า ( ฟิล์มเพอร์ฟอเรต 70 มม./15 ความยาว 336 ฟุตเท่ากับการฉายภาพยนตร์สองมิติได้หนึ่งนาที แต่เท่ากับ 30 วินาทีเมื่อถ่ายทำด้วยกล้องอวกาศแบบ 3 มิติ ของไอแมกซ์ ) เรื่องย่อ SPACE STATION 3D SPACE STATION 3 D เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานีอวกาศนานาชาติแห่งแรกของโลก (ISS) และเรื่องราวของกลุ่มคนที่สร้างมันขึ้นมา ชาย-หญิง 40 คน ที่ทำงานกันเป็นทีม ร่วมกันสร้างจนทำให้สิ่งซึ่งผู้คนคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สามารถทำสำเร็จขึ้นมาจนได้ นั่นคือ ห้องทดลองที่โคจรอยู่ในอวกาศ ภาพที่ผู้ชมจะได้เห็น คือ ภาพด้านนอกสถานีอวกาศโดยเป็นภาพที่ถ่ายจากกล้องซึ่งติดอยู่กับหมวกของชุดนักบินอวกาศ ขณะที่นักบินอวกาศกำลังเดินอยู่บนขาที่ยึดส่วนต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน จู่ ๆ นักบินอวกาศก็หลุดลอยออกจากสถานี จากนั้นเขาใช้เป้ช่วยบินซึ่งติดอยู่กับหลังของเขา ทำให้เขากลับมายังสถานีได้อย่างปลอดภัย นั่นคือ การฝึกหัดของนักบินอวกาศสหรัฐฯ สก๊อต พาราซินสกี้ ณ ห้องทดลองเวอร์ชวล เรียลลิตี้ (ห้องทดลองเสมือนจริง) ที่ศูนย์อวกาศจอห์นสัน นักบินอวกาศซึ่งจะเป็นทีมก่อสร้างจะต้องผ่านการฝึกเช่นนี้ทุกคน การก่อสร้างขั้นแรกของ ISS ได้รับการออกแบบและก่อสร้างด้วยผู้คนนับพันจาก 16 ประเทศ ชิ้นส่วนของสถานีอวกาศมีขนาดใหญ่และหนักมาก จนต้องส่งออกไปยังอวกาศได้ครั้งละเพียง 1 ส่วนเท่านั้น ขั้นตอนที่สองจะเริ่มขึ้นในอวกาศ ชิ้นส่วนแรกที่ถูกส่งออกไป คือ ส่วนประกอบที่มีชื่อว่า "ซาร์ยา" ( แปลว่า รุ่งอรุณ ในภาษารัสเซีย ) ผู้ชมจะได้เห็นภาพจรวดโปรตอนส่งซาร์ยาออกไปในอวกาศ ต่อมากระสวยอวกาศของนาซ่าก็ส่งส่วนประกอบของสหรัฐฯที่มีชื่อว่า "ยูนิตี" ( แปลว่า ความสามัคคี ) ออกไป กระสวยอวกาศจะออกไปเคียงข้างอยู่กับ "ซาร์ยา" แล้วนักบินอวกาศ แนนซี่ แคร์รี่ จะควบคุมแขนของกระสวยอวกาศออกไปยึดจับ "ซาร์ยา" ไว้ขณะที่ปล่อย "ยูนิตี" เข้าประจำที่ เมื่อประกอบชิ้นส่วนทั้งสองเข้าด้วยกันแล้ว นั่นคือจุดกำเนิดของสถานีอวกาศนานาชาติ กระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรีจะเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศแล้วส่งลูกเรือ ซึ่งมีหน้าที่พื้นฐานต่างๆ อาทิ ฝ่ายเชื่อมสายไฟ ระบบวางท่อน้ำ และระบบสื่อสาร บน ISS จะมีผู้เชี่ยวชาญภารกิจพิเศษชาวญี่ปุ่น ชื่อ โคอิชิ วากาตะ ทำหน้าที่ติดตั้ง "โครงยึด แซด 1" ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของระบบ โดยการใช้แขนกลของสถานี จากนั้นจะเป็นหน้าที่ของนักบินอวกาศที่จะทำหน้าที่ติดตั้งเสาอากาศสื่อสาร กล่องสำหรับเครื่องมือไฮเท็ค และการเชื่อมสายไฟ เพื่อส่งกำลังไฟไปยังห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ ในการปฏิบัติงานนี้นักบินอวกาศบางคนจะต้องออกไปเดินอยู่ในอวกาศด้วย จากนั้น ผู้ชมจะได้เห็นนักบินอวกาศ เจฟฟ์ วิสออฟ และ ไมค์ โลเปซ-อัลเลอเกรีย (แอล.เอ.) อยู่นอก ISS และทดลองใช้"เซฟเฟอร์" หรือเป้หลังช่วยบินของพวกเขา เมื่อภารกิจเสร็จสิ้น กระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรีจะถอนตัวออกมา เหลือไว้เพียงส่วนประกอบ 3 ส่วน อันได้แก่ ซีเวสดา ( ZVESDA ) ซึ่งเป็นส่วนพักอาศัย ซาร์ยา ( ZARYA ) ซึ่งเป็นส่วนเก็บของ โครงยึด แซด 1 และ ยูนิตี ( UNITY ) ทีมนักบินอวกาศที่จะไปใช้ชีวิตบน ISS กลุ่มแรก เรียกว่าลูกเรือชุด เอ็กซ์เพดิชั่น 1 ( Expedition-1 ) จะเดินทางจากฐานปล่อยยานของรัสเซีย ผู้ที่จะใช้ชีวิตบนนั้นเป็นคนแรก ได้แก่ บิล เชพเพิร์ด ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการ พร้อมลูกเรืออีก 2 คน พวกเขาใช้เวลาเดินทางสองวันจึงไปถึง ISS เมื่อไปถึงระบบแอร์คอนดิ ชั่นของส่วนซีเวสดาทำงานผิดปกติ ผู้ชมจะได้เห็นนักบินอวกาศซ่อมแซมอุปกรณ์ ขณะเดียวกัน ณ ศูนย์อวกาศเคนเนดี้ เจ้าหน้าที่กำลังบรรจุชิ้นส่วนที่เป็นห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ ที่ชื่อ "เดสตินี" (Destiny) ซึ่งจะนำไปเชื่อมต่อกับ ISS เข้าไปในห้องบรรทุกของยานแอตแลนติส รวมทั้งข้าวของที่จำเป็น อาทิ เสื้อผ้าและน้ำ เพื่อส่งขึ้นไปยังอวกาศ เมื่อห้องทดลองบนอวกาศติดตั้งเรียบร้อย ที่นี่จะกลายเป็นสถานที่สำหรับวิจัยและค้นคว้ายารักษาโรคใหม่ๆ การรักษาโรคมะเร็ง และปรับปรุงวัสดุเพื่อนำมาใช้บนโลก เมื่อภารกิจของลูกเรือเอ็กซ์เพดิชั่น - 1 ใกล้สิ้นสุดลง ลูกเรือกลุ่มเอ็กซ์เพดิชั่น - 2 เตรียมตัวไปปฏิบัติหน้าที่ต่อ ( ลูกเรือประกอบไปด้วย จิม วอสส์ และ ซูซาน เฮลม์ส จากสหรัฐอเมริกา และผู้บัญชาการชาวรัสเซีย ยูรี ยูซาเชฟ ) กระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรีพาลูกเรือกลุ่มใหม่ขึ้นไปยังสถานีอวกาศ และพาลูกเรือกลุ่มแรกกลับลงมาสู่พื้นโลก ลูกเรือกลุ่มใหม่จะเริ่มงานในห้องทดลอง เพื่อทำการทดลองหลายอย่าง รวมไปถึง การเจริญเติบโตในผลึกแก้ว และโครงสร้างของโมเลกุล การเพาะเมล็ดพืช รวมทั้งการเจริญเติบโตของพืชภายใต้สภาวะไร้น้ำหนัก การได้รับผลกระทบจากรังสีในจักรวาลและการทดลองอีกหลายอย่าง ที่เกาะฮอนชู ของประเทศญี่ปุ่น กระสวยอวกาศ "เอ็นดีเวอร์" เดินทางมาถึงพร้อมด้วยคอนเทนเนอร์พิเศษ ซึ่งบรรทุก "ราฟฟาเอลโล" (RAFFAELLO) ซึ่งเป็นหนึ่งในรถบรรทุกไฮเท็ค สร้างโดยองค์กรอวกาศของอิตาลี ส่วนภายในกระสวยอวกาศมีนักบินอวกาศจาก 3 ชาติ ได้แก่ คริส แฮดฟิล์ด ชาวแคนาดา, ยูริ ลอนคาคอฟ ชาวคาซักสถาน และอุมแบร์โต กิโดนี จากอิตาลี หลังจากที่ออกเดินทางด้วยยานเอ็นดีเวอร์ นักบินอวกาศทั้งสามต้องปฏิบัติการเคลื่อนย้ายเปลี่ยนยาน สำหรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน พวกเขาต้องเปลี่ยนไปสวมชุดอวกาศของรัสเซีย ขึ้นไปอยู่ในยานหลบหนี ที่เรียกว่า โซยูซ ( Soyuz ) และบินไปรอบๆสถานีอวกาศ เมื่อสวมชุดและย้ายเข้าไปอยู่ในยานโซยูซแล้ว เป็นอันว่าพวกเขาย้ายไปอยู่ในบ้านกลางอวกาศเรียบร้อย จากนั้น มีการติดตั้งห้องอากาศอุดตันของสถานีอวกาศ ซึ่งเป็นเสมือนประตูหน้าของสถานี และแขนสำหรับติดตั้งงานหนัก การก่อสร้างบ้านที่อยู่ได้ด้วยตัวเองในอวกาศจึงเป็นอันเสร็จเรียบร้อย จากที่ก่อนหน้านี้ เวลานักบินอวกาศที่จะเดินในอวกาศจะต้องออกผ่านไปทางกระสวยอวกาศซึ่งเชื่อมต่อกับสถานีอยู่ บัดนี้ พวกเขาสามารถเดินเข้าออกทางประตูได้แล้ว อีกหลายปีต่อไป (ISS ได้รับการออกแบบให้มีอายุใช้งานได้นาน 15 ปี) สถานีอวกาศและครอบครัวของมันจะเติบโตขึ้น พร้อมด้วยมีส่วนประกอบโครงสร้างเพิ่มเติมจากทางยุโรปและญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้…เวลาสำหรับการวิจัยในอวกาศยังคงทำได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง นับจากนี้ไป…การวิจัยในอวกาศจะทำได้หลายพันชั่วโมง ซึ่งจะเป็นการเปิดประตูไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ ๆ มีเพียงอนาคตเท่านั้นที่จะรู้ว่ามนุษย์จะได้ค้นพบอะไรใหม่ ๆ อีกบ้าง นอกจากจะได้ชมภาพอันตื่นตาตื่นใจในความสำเร็จของมนุษยชาติแล้ว ผู้ชมยังจะได้ฟังความคิดเห็นและรับรู้ความรู้สึกของเหล่านักบินอวกาศที่ออกไปปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่ของชีวิตครั้งนี้ ร่วมสัมผัสก้าวย่างอันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ประวัติศาสตร์แห่งการร่วมแรงร่วมใจของคนจากนานาประเทศทั่วโลก พร้อมร่วมเดินทางท่องอวกาศไปกับกลุ่มนักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติ ใน SPACE STAION 3 D ที่โรงภาพยนตร์พานาโซนิค ไอแมกซ์ รัชโยธิน เบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ SPACE STATION 3 D เมื่อองค์การนาซ่ามีความคืบหน้าในการก่อสร้างเฟสแรกของสถานีอวกาศนานาชาติ องค์การนาซ่าตระหนักว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะบันทึกภาพของเฟสสอง ซึ่งเป็นช่วงการก่อสร้างในวงโคจร จึงมีการยื่นข้อเสนอที่จะถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีขนาดยักษ์เพื่อบันทึกการสร้าง ISS จากชื่อเสียงโด่งดังในวงการภาพยนตร์และประสบการณ์ที่ไอแมกซ์มีในการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับอวกาศที่ผ่านมา (เช่น THE DREAM IS ALIVE, BLUE PLANET, DESTINY IN SPACE และ MISSION TO MIR) ไอแมกซ์ได้เข้าร่วมประมูลแข่งขันกับบริษัทภาพยนตร์อีกหลายแห่งเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาและการที่ภาพของสถานีอวกาศจะได้รับการบันทึกด้วยเทคโนโลยี 3 มิติ ทำให้นาซ่าเลือกไอแมกซ์เป็นผู้ถ่ายทำ SPACE STATION 3 D ทีมงานของโครงการนี้ก็ล้วนเปี่ยมด้วยผู้ทรงคุณภาพ สมาชิกคนสำคัญได้แก่ โทนี่ ไมเยอร์ส ซึ่งเคยรับหน้าที่เขียนบทและตัดต่อภาพยนตร์อวกาศเรื่อง THE DREAM IS ALIVE, BLUE PLANET และ DESTINY IN SPACE รวมทั้งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้าง ผู้เขียนบท และผู้ตัดต่อภาพยนตร์เรื่อง L 5 : FIRST CITY IN SPACE และ MISSION TO MIR โทนี่กล่าวว่า "ฉันเป็นคนกระตือรือร้นกับอวกาศ ฉันมีส่วนร่วมกับหนังอวกาศมาแล้ว 4 เรื่อง เรื่องนี้ก็ไม่แตกต่าง นี่คือโอกาสที่จะได้ถ่ายทำงานวิศวกรรมซึ่งไม่เคยมีมาก่อน และการถ่ายทำภาพเหล่านี้จะต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด นั่นคือเหตุผลที่ฉันอยากทำเรื่องนี้" แต่แม้ทีมงานจะมีความกระตือรือร้นในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ พวกเขาก็ต้องพบปัญหามากมายรออยู่ นั่นคือ กล้องไอแมกซ์สามมิติที่มีอยู่ มีขนาดใหญ่เทอะทะเกินไปสำหรับใช้ใน ISS นาซ่าสั่งว่ากล้องที่จะนำไปใช้ในวงโครจรจะต้องมีขนาดที่ใส่เข้าไปในล็อกเกอร์ของกระสวยอวกาศได้ ไมเยอร์สกล่าวว่า "กล้องไอแมกซ์สามมิติแบบเดิมจะบันทึกภาพบนฟิล์มสองแถบพร้อมกัน แถบหนึ่งสำหรับตาซ้าย อีกแถบสำหรับตาขวา จากนั้นฟิล์มทั้งสองแถบจะถูกฉายออกมาบนเครื่องฉายสองแถบทำให้เกิดภาพสามมิติอย่างที่เราเห็น แต่สำหรับการถ่ายทำนี้ เราต้องทำงานร่วมกับฝ่ายเทคนิคเพื่อแก้ปัญหา และได้แบบที่มีเอกลักษณ์ออกมา คือ การทำให้ฟิล์มสองแถบจะออกมาบนแถบเดียวได้ โดยมีภาพของตาซ้ายและตาขวาที่ถ่ายทำมาในเฟรมติดกันบนแถบฟิล์มเดียว เมื่อเราหดขนาดของกล้องลงมาได้แล้ว ก็มาเจอปัญหาอิเล็กทรอนิกส์อีก คือ อุปกรณ์ที่เราใช้กับกล้องจะไวต่อรังสีคอสมิกและโซลาร์เวลาออกไปในวงโคจร มันอาจจะทำให้คอมพิวเตอร์ชิปพัง ซึ่งจะส่งผลต่อกล้องด้วย" ทีมผู้สร้างพบว่าประสบการณ์ของพวกเขาจากการสร้างภาพยนตร์อวกาศเรื่องก่อนหน้านี้มีค่ามาก เนื่องจากความสัมพันธ์ของบริษัทกับนาซ่า ทำให้พวกเขาสามารถพูดคุยกับนักบินอวกาศ ผู้เชี่ยวชาญภารกิจในอวกาศ นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกร เพื่อขอคำปรึกษาระหว่างการออกแบบกล้องตัวใหม่ มีการสร้างกล้องจำลองขึ้นมาเพื่อทดสอบ ในที่สุดพวกเขาก็สามารถออกแบบและสร้างกล้องขึ้นมาทันการใช้งาน และนอกจากการต้องออกแบบกล้องแล้ว พวกเขาต้องใช้เวลาอีกเป็นร้อย ๆ ชั่วโมงเพื่อฝึกนักบินอวกาศสำหรับการถ่ายทำบนสถานีอวกาศ เพราะนักบินอวกาศจะต้องทำหน้าที่เป็นทั้งช่างภาพ ช่างไฟและช่างบันทึกเสียงระหว่างการถ่ายทำ การถ่ายทำภาพยนตร์แบบปกติบนสภาวะปกติก็เป็นงานที่ยากพอตัวอยู่แล้ว แต่การถ่ายทำเรื่องนี้เป็นการถ่ายทำสามมิติ บนสภาวะไร้น้ำหนัก จึงต้องฝึกนักบินอวกาศหนักเป็นพิเศษ เมื่อนาซ่าให้รายละเอียดของเที่ยวบินที่จะต้องถ่ายทำกับไมเยอร์สและทีมงาน ทีมงานเริ่มทำความรู้จักและสร้างความคุ้นเคยกับลูกเรือของเที่ยวบินนั้น ๆ และแนะนำให้พวกเขารู้จักเทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์ด้วยการฉายหนังเรื่องเก่า ๆ ให้พวกเขาดู อธิบายว่าการถ่ายทำหนังสามมิติจะแตกต่างจากสองมิติอย่างไร และให้นักบินอวกาศคุ้นเคยกับเครื่องมือต่าง ๆ ที่จะต้องใช้ในการถ่ายทำ หลังจากนั้นผู้บังคับการของแต่ละเที่ยวบินจะมอบหมายหน้าที่พิเศษให้สมาชิกสองหรือสามคน เพื่อฝึกฝนหน้าที่พิเศษในการถ่ายทำภาพยนตร์ พวกเขาต้องเรียนรู้ตั้งแต่วิธีการใส่กลักฟิล์ม ซึ่งมีฟิล์มเนกาทีฟ 65 มม. 108 วินาทีอยู่ภายใน จากนั้นต้องเรียนวิธีการจัดวางไฟและองค์ประกอบของฉาก สอนเทคนิคการบันทึกเสียง หลังจากที่สอนกันไปในระดับหนึ่ง ทีมงานได้นำอุปกรณ์ทั้งหมดและม้วนฟิล์มให้กับนักบินอวกาศเพื่อถ่ายทำในสถานีอวกาศจำลอง ณ ศูนย์อวกาศจอห์นสัน นักบินอวกาศจะต้องทำหน้าที่เองทั้งหมด ตั้งแต่จัดไฟ จัดฉาก พวกเขาออกแบบฉากที่จะถ่ายทำกันเอง เมื่อถ่ายทำเสร็จสามฉาก ทีมงานจะนำฟิล์มไปล้าง และฉายให้พวกเขาดู เพื่อวิจารณ์ผลงาน ถ้าผลงานยังไม่ดี นักบินอวกาศจะได้เรียนรู้และทราบวิธีแก้ไข การฝึกถ่ายทำใช้เวลาประมาณ 22 ชั่วโมงภายในเวลาหลายเดือนก่อนที่นักบินจะปฏิบัติภารกิจจริง การฝึกนี้กระทำต่อเนื่องไปจนกระทั่งนักบินอวกาศต้องเข้าไปที่สถานกักกันเชื้อโรค นั่นคือ หนึ่งสัปดาห์ก่อนการบินจริง ระหว่างนั้นไมเยอร์สจะจดรายการฉากต่าง ๆ ที่เธออยากให้พวกเขาถ่ายทำ ฉากต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นผลผลิตของความร่วมมือระหว่างผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับและนักบินอวกาศ แม้ว่าการจัดตารางการฝึกจะค่อนข้างลำบาก แต่ลูกเรือทุกคนใส่ใจกับการฝึกอย่างจริงจัง เช่น ลูกเรือทีมเอ็กซ์เพดิชั่น - 1 ฝึกกับไอแมกซ์เสร็จสมบูรณ์สองปีก่อนการเดินทางจริงของพวกเขา และก่อนการเดินทาง ทีมงานช่วยทบทวนบทเรียนทั้งหมดให้กับลูกเรืออีกครั้ง จนกระทั่งนาทีสุดท้าย เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาต้องเข้าไปอยู่ในสถานกักกันเชื้อโรคแล้วก็ยังคงฝึกการใช้กล้องอยู่ ไมเยอร์สรู้สึกปลาบปลื้มและพอใจกับความเอาใจใส่และตั้งอกตั้งใจของนักบินอวกาศทุกคน เธอให้ความเห็นว่า "นักบินอวกาศทุกคนทำงานหนักมากๆเมื่อต้องถ่ายทำภาพจากบนวงโคจรให้เรา เราต้องถ่ายทำให้เสร็จสิ้นถึง 90 % ในเวลาสองสามวัน เมื่อกระสวยอวกาศเทียบท่าเข้ากับสถานีอวกาศ และนั่นเป็นช่วงยุ่งที่สุดสำหรับทั้งนักบินซึ่งเพิ่งจะไปถึงและนักบินซึ่งอยู่ที่นั่น พวกเขาต้องขนย้ายอุปกรณ์ทุกอย่าง ข้าวของเครื่องใช้ อาหารและเสื้อผ้า เป็นงานหนักที่ทำกันไม่หยุดเลย พวกเขาต้องทำงานกันนาน แต่ที่ตื่นเต้นมากคือ พวกเขายังสามารถถ่ายทำฉากที่คิดไว้มาให้เราได้ ไม่ว่าข้างบนนั้นจะยุ่งเพียงไรก็ตาม" ความท้าทายอีกอย่างที่ทีมงานต้องประสบในการถ่ายทำ คือ เมื่อเริ่มถ่ายทำในสถานีอวกาศแล้ว ไมเยอร์สกับทีมงานเพิ่งจะทราบข้อมูลว่า ถ้าฟิล์มถูกทิ้งไว้บนสถานีอวกาศนานกว่า 16 วัน ฟิล์มเนกาทีฟ 65 มม.จะกลายเป็นฝ้าจากรังสีคอสมิกและโซลาร์เช่นเดียวกับที่รังสีจะส่งผลกระทบต่อคอมพิวเตอร์ชิปของกล้อง จึงเป็นเรื่องเสี่ยงมากหากจะปล่อยให้ภาพอันมีค่าที่ถ่ายทำไว้เสียหายหมด ดังนั้น จึงต้องมีการประสานงานกับเที่ยวบินของกระสวยอวกาศเพื่อนัดหมายการรับและส่งฟิล์ม ทุกนาทีมีค่ามาก ยิ่งทีมนักบินอวกาศมีภารกิจที่หนักหนาอยู่แล้วด้วย บางครั้งมีเรื่องให้ต้องลุ้นกันว่าจะรับส่งฟิล์มกันได้ทันตามกำหนดหรือไม่ เช่น บางครั้งอุปกรณ์บนสถานีอวกาศเสีย ต้องมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่ทำให้ยานบรรทุกสัมภาระไม่มีที่พอจะขนส่งฟิล์มสำหรับไอแมกซ์ แต่แล้วแทบจะนาทีสุดท้ายทีเดียวที่ทางศูนย์อวกาศสามารถช่วยจัดการขนส่งฟิล์มได้ทัน แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมายเพียงไร การถ่ายทำภาพยนตร์ครั้งนี้ก็ประสบความสำเร็จหลายอย่างเช่นกัน อาทิ - ได้มีการส่งและทดลองใช้เทคโนโลยี 3 มิติ ใหม่ล่าสุดในอวกาศ แม้จะยังไม่เคยได้ทดลองใช้บนโลกมาก่อนก็ตาม กล้องคาร์โก เบย์ 3 มิติของไอแมกซ์ (ไอซีบีซี 3 ดี) ได้บันทึกภาพการสร้างโครงสร้างอันซับซ้อนและลอยตัวอยู่ในสุญญากาศไว้อย่างงดงามน่าทึ่ง - เพื่อเป็นการทดลอง ทีมงานได้ทิ้งฟิล์มเนกาทีฟ 65 มม. ไว้บนสถานีอวกาศนานกว่า 16 วัน แต่ไม่ปรากฏว่ามีฝ้าบนฟิล์มซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นจากการถูกรังสีคอสมิกและโซลาร์ ดังนั้น จึงหมายความว่าพวกเขาสามารถเก็บฟิล์มสำหรับใช้กับกล้อง ไอแมกซ์ 3 มิติที่ใช้ถ่ายทำในอวกาศไว้บนสถานีอวกาศได้ เพื่อให้นักบินอวกาศใช้ถ่ายทำเวลาว่าง - แม้ว่าทีมงานจะตั้งความหวังไว้ในแง่บวกสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ทีมงานผู้สร้างซึ่งมีประสบการณ์มานานทราบดีว่าผลงานที่ได้มักจะไม่เป็นไปตามความตั้งใจ การถ่ายทำภาพสามมิติสำหรับฉากจำลองภาพสำหรับสภาวะไร้น้ำหนักภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลกเป็นแค่การคาดเดาเท่านั้น แต่เมื่อทีมงานได้เห็นภาพที่นักบินอวกาศถ่ายทำกลับมาให้นั้น ทุกคนทึ่งและตื่นเต้นกับภาพอันงดงามของชีวิตที่อยู่เหนือพื้นโลก 350 กิโลเมตรมาก การผสานระหว่างวิทยาการและพรสวรรค์ของทีมงานซึ่งถ่ายทำจากวงโคจรปรากฏชัดเจนบนแผ่นฟิล์ม - นักบินอวกาศซึ่งได้รับการฝึกฝนเทคนิคการถ่ายทำพื้นฐานมาอย่างดี สามารถทำทุกอย่างเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อเคลื่อนกล้องโดยใช้หลายๆวิธี รวมไปถึงการเคลื่อนกล้องด้วยวิธี"ดอลลี่ด้วยคน" นั่นคือ การที่ตากล้องจะถูกทีมงานอีกคนดึงหรือผลักเพื่อให้เกิดภาพเคลื่อนไหวเหมือนการใช้ดอลลี่ เซอร์กี คริคาเลฟ จากทีมเอ็กซ์เพดิชั่น-1 สามารถเคลื่อนย้ายกล้องภายใต้สภาวะไร้น้ำหนักได้อย่างช่ำชอง จนไมเยอร์สเองยังกล่าวว่า เขาเคลื่อนย้ายกล้องได้ราวกับเป็นนักบัลเลต์ - ไหวพริบ ทักษะ และสมาธิ ของนักบินกระสวยอวกาศกับผู้บังคัยการบนสถานีอวกาศทำให้เทคนิคการถ่ายทำแบบ "บินไปรอบๆ" สามารถใช้ได้อย่างสัมฤทธิ์ผล กระสวยอวกาศจะต้องบินวนรอบสถานีอวกาศ 400-600 ฟุต ภาพที่เห็นสถานีอวกาศ โดยมีโลกเป็นเหมือนฉากหลังจะต้องคำนวณเรื่องของตำแหน่งดวงอาทิตย์ สถานีอวกาศและโลก งานนี้ห้ามทำผิดพลาดโดยเด็ดขาด เนื่องจากมีเวลาจำกัดมากสำหรับภาพงดงามน่าทึ่งนี้ ทีมถ่ายทำสามารถเก็บภาพนี้มาได้สองหรือสามช็อตด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่าพวกเขาทำได้ดีมากจริงๆ - สำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ต้องใช้ความร่วมมือจากคนเป็นร้อยๆคน การทำงานร่วมกันของทุกคนส่งผลให้การถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จ เมื่อภาพทั้งหมดที่ถ่ายทำจากสถานีอวกาศกลับลงมาสู่พื้นโลกเรียบร้อยแล้ว ความท้าทายของงานชิ้นนี้สำหรับไมเยอร์สและทีมงานยังไม่หมดเสียทีเดียว เมื่อแถบฟิล์มแถบเดียวของภาพตาซ้ายและตาขวาจะต้องถูกนำมาแยกออกเป็นสองแถบอีกครั้งสำหรับเทคนิคการฉายภาพสามมิติขั้นสุดท้าย ซึ่งนับเป็นกระบวนการที่ยากลำบากสำหรับช่างเทคนิคที่ฟิล์มแล็บของไอแมกซ์ แต่ภาพที่ได้ออกมาทำให้ทุกคนทึ่ง ไม่เว้นแม้แต่ไมเยอร์ส ซึ่งทำงานกับวิทยาการของภาพสามมิติมาแล้วกว่า 30 ปี ไมเยอร์สกล่าวว่า "ฉันขอบอกว่าเทคโนโลยีสามมิติของไอแมกซ์คือสิ่งที่มหัศจรรย์มากสำหรับหนังเรื่องนี้ มันวิเศษมากที่เราสามารถเดินทางไปยังอวกาศได้ และสามารถสัมผัสได้ราวกับอยู่ในสถานที่จริง ไม่มีเทคโนโลยีใดจะทำได้ดีเช่นนี้อีกแล้ว นี่คือประสบการณ์ที่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน" นอกจากนี้ ไมเยอร์ส ผู้อำนวยการสร้างยังรู้สึกประทับใจมากกับการที่ บุรุษผู้โด่งดังและเป็นตำนานของฮอลลีวูด ซึ่งรู้สึกประทับใจและกระตือรือร้นกับการเดินทางไปในอวกาศ อย่าง ทอม ครูซ ตกลงที่จะเป็นผู้ให้เสียงบรรยายสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ "เราโชคดีที่สุดที่ทอม ครูซ ตกลงจะเป็นผู้ให้เสียงบรรยายสำหรับ SPACE STATION 3 D แม้ว่าเรื่องราวของภาพยนตร์จะถูกเล่าโดยนักบินอวกาศที่สร้างสถานีอวกาศและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นก็ตาม แต่เมื่อเราสร้างภาพยนตร์ในลักษณะเช่นนี้ เราต้องการเสียงอีกเสียงหนึ่งที่จะผูกทุกอย่างเข้าด้วยกัน และใส่มุมมองสำหรับผู้ชมเข้าไป และนั่นคือสิ่งที่ ทอม ครูซ ทำ เรารู้สึกเป็นเกียรติมากที่เขามีส่วนร่วมกับการทำงานครั้งนี้" ไมเยอร์สกล่าว ไอแมกซ์ คอร์ปอเรชั่น และล็อกฮีด มาร์ติน คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับองค์การอวกาศแห่งชาติของอเมริกา (นาซ่า) เสนอ SPACE STATION 3 D ภาพยนตร์ที่บรรยายโดย ทอม ครูซ ผู้กำกับภาพและฝึกนักบินอวกาศ ได้แก่ เจมส์ ไนเฮาส์ ดนตรีประกอบ โดย มิคกี้ เอิร์บ และ มาริเบธ โซโลมอน ผู้ช่วยผู้อำนวยการสร้าง คือ จูดี้ คาร์รอล และผู้อำนวยการสร้างด้านที่ปรึกษา ได้แก่ แกรม เฟอร์กูสัน SPACE STATION 3 D อำนวยการสร้างและกำกับโดย โทนี่ ไมเยอร์ส จัดจำหน่ายโดย ไอแมกซ์ ฟิล์ม ดิสทริบิวชั่น และออกฉายในโรงภาพยนตร์ไอแมกซ์ทั่วโลก--จบ-- -ศน-