(ต่อ2) บทประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่อง "ROAD TO PERDITION" - newswit

กรุงเทพฯ--26 ส.ค.--วอร์เนอร์บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ในปีต่อมาเขาได้ปรากฎตัวบนจอเงินเป็นครั้งแรกใน "The Silver Chalice" แต่เรื่องที่ส่งให้เขากลายเป็นดาราดังนั้นมาจากบทบาทนักมวย ร็อคกี้ กราเซียโน ในปี 1956 จากเรื่อง "Somebody Up There Likes Me" และอีกสิบปีให้หลัง เขาได้แสดงในภาพยนต์มากกว่า 24 เรื่อง รวมถึง "The Long, Hot Summer" ซึ่งเขาได้รับรางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมจาก Cannes Film Festival, "The Left-Handed Gun," "Exodus," และ "Sweet Bird of Youth" รวมทั้งงานที่ได้รับเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ เรื่อง "Cat on a Hot Tin Roof," "The Hustler," "Hud" และ "Cool Hand Luke" ในปี 1969 นิวแมนร่วมทีมกับโรเบิร์ต เรดฟอร์ด ในหนังตะวันตกเรื่องฮิตของจอร์จ รอย ฮิล "Butch Cassidy and the Sundance Kid" ซึ่งกลายเป็นงานคลาสสิคในทันที อีกสี่ปีต่อมา นิวแมน เรดฟอร์ด และฮิล ร่วมงานกันอีกครั้งในผลงานได้รับรางวัลตุ๊กตาทองภาพยนต์ยอดเยี่ยมจากเรื่อง "The Sting" ความเป็นดารามีระดับของนิวแมนมิได้จางหายไปตามกาลเวลา รายชื่อยาวเหยียดของภาพยนต์สร้างชื่อของเขา อาทิเช่น "The Life and Times of Judge Roy Bean," "The Towering Inferno," "The Drowning Pool," "Slap Shot," "Fort Apache, The Bronx," "Fat Man and Little Boy," "Blaze," "The Hudsucker Proxy" และ "Message in a Bottle," ซึ่งเป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น นอกจากนี้ นิใแมนยังรับหน้าที่กำกับการแสดง อำนวยการสร้าง และแสดงในเรื่อง "Harry and Son"; อำนวยการสร้างและกำกับการแสดงใน "The Effect of Gamma Rays on Man-in-the-Moon Marigolds"; และกำกับการแสดงใน "The Glass Menagerie" และผลงานทางโทรทัศน์ "The Shadow Box" ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี่จากเรื่องหลัง นอกเหนือจากผลงานแล้ว เขาเป็นที่รู้จักดีจากกีฬาแข่งรถอันเป็นความชอบส่วนตัว นอกจากนี้ ยังเป็นผู้เสียสละเพื่อส่วนรวม ในการเป็นเจ้าของไลน์ผลิตอาหาร-ทั้งหมดเพื่อการกุศล- ซึ่งได้รับเงินบริจาคมากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และยังทุ่มเทให้กับ Scott Newman Center ซึ่งได้รับการตั้งชื่อตามบุตรชาย และ Hole-In-The-Wall Gang Camp ซึ่งเป็นสถานให้ความบันเทิงแก่งเด็กเจ็บป่วยอาการหนัก และในปี 1994 Academy of Motion Picture Arts and Sciences ได้มอบรางวัล Jean Hersholt Humanitarian Award ให้แก่พอล นิวแมน จู๊ด ลอว์ (แมคไกวร์) เคยได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลทั้งตุ๊กตาทองและลูกโลกทองคำ และได้รับรางวัลดาราสนับสนุนชายยอดเยี่ยมจาก BAFTA Award จากผลงานในบทบาทเพลย์บอยมหาเศรษฐี ดิกกี้ กรีนลีฟ ในหนังของ แอนโธนี มิงเกลลา เรื่อง "The Talented Mr. Ripley" ในปีนี้ เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำอีกครั้ง จากบทบาทจิ๊กโกโล่ โจ "love mecha" ในหนังของสตีเวน สปีลเบิร์ก เรื่อง "A.I.Artificial Intelligence" ลอว์ชื่อเสียงโด่งดังมาจากอังกฤษ ลอว์ ด้วยการชนะรางวัล London Film Critics Circle Award และ Evening Standard Award จากการแสดงในเรื่อง "Wilde" หนังชีวประวัตินักประพันธ์บทละครและกวี ออสการ์ ไวลด์ นำแสดงโดยสตีเฟน ฟราย ในปี 1997 ได้รับการแนะนำสู่สายตาผู้ชมในวงการภาพยนต์อเมริกัน จากบทนำต่อเนื่องในภาพยนต์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง : หนังไซไฟดราม่าอนาคต "Gattaca" กับอีธาน ฮอว์ค และอูม่า เธอร์แมน ; ติดตามมาด้วยหนังของคลินท์ อีสทฺวู้ด เรื่อง "Midnight in the Garden of Good and Evil" ร่วมกับเควิน สเปซีย์ และจอห์น คูซาค ผลงานสร้างชื่อเรื่องต่อมาของเขา ได้แก่งานแสดงในหนังของเดวิด โครเนนเบิร์ก เรื่อง "eXistenZ" คู่กับเจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ , เรื่อง "The Wisdom of Crocodiles," "Love, Honour and Obey," และภาพยนต์ดราม่าสงครามโลก II "Enemy At the Gates" ลอว์เริ่มงานการแสดงเมื่ออายุเพียง 14 ปี กับ England's National Youth Music Theatre และปรากฎอยู่ในโปรดักชั่นมากมายที่ London's West End และ National Theatre รวมทั้งที่ Royal Shakespeare Company เขาเป็นผู้ให้กำเนิดบทไมเคิลในละคร "Indiscretions" แห่ง London stage ซึ่งเขาได้รับรางวัล Charleson Award ในฐานะ Outstanding Newcomer และในภายหลังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล Tony Award และได้รับรางวัล Theatre World Award เมื่อรับบทเดิมที่บรอดเวย์ในละครเรื่อง "Indiscretions" คู่กับแคธลีน เทอร์เนอร์ และซินเธีย นิกซอน ในปี 1995 ลอว์ร่วมกับภรรยา นักแสดง แซดดี้ ฟรอสท์ และเพื่อนนักแสดง อีวาน แมกเกรเกอร์, จอห์นนี่ ลี มิลเลอร์ และชอน เพอร์วี ก่อตั้งบริษัทโปรดักชั่นอิสระ Natural Nylon ปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการภาพยนต์หลายเรื่องอยู่ระหว่างดำเนินการ เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ (แอนนี่ ซัลลิแวน) นักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลตุ๊กตาทอง ผู้มีผลงานสร้างชื่อเสียงมากมาย และล่าสุดได้แสดงฝีมือเบื้องหลังกล้องอีกด้วย เมื่อปีกลาย ลีห์ได้รับบทในหนังไร้สังกัด เรื่อง "The Anniversary Party" ซึ่งเธอได้ร่วมเขียนบท และร่วมกำกับการแสดงกับ อลัน คัมมิ่ง รวมทั้งเป็นผู้อำนวยการสร้าง และจากการเขียนและกำกับการแสดงครั้งแรกของเธอ ส่งผลให้ได้การเสนอชื่อชิงรางวัล จาก Independent Spirit Award ในฐานะ Best First Feature และ Best First Screenplay ในจำนวนงานแสดงที่มีฝีมือมากมายของเธอ ลีห์ได้ชื่อว่าเป็นดารานำหญิงยอดเยี่ยมจาก National Society of Film Critics และ Chicago Film Critics Association และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ และ Independent Spirit Award จากการรับบทนักประพันธ์แห่งปี 1920 โดโรธี พาร์กเกอร์ ในภาพยนต์ของอลัน รูดอล์ฟ เรื่อง "Mrs. Parker and the Vicious Circle" เธอยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล Spirit Award อีกครั้ง และชนะรางวัลจาก New York Film Critics Circle และ Montreal World Film Festival สาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยม ในเรื่อง "Grorgia" ซึ่งเธออำนวยการสร้าง ก่อนหน้านี้ เธอยังได้รับรางวัลจาก New York Film Crities Circle และ Boston Society of Film Critics Awards ในฐานะดาราสนับสนุนหญิงยอดเยี่ยม "Miami Blues" และ "Last Exit to Brooklyn." นอกจากนี้ ลีห์ยังรับรางวัลลูกโลกทองคำร่วมกับ โรเบิร์ต อัลท์แมน จากเรื่อง "Short Cuts" ลีห์ได้รับการต้อนรับจากผู้ชมทั่วประเทศเป็นครั้งแรก จากบทบาทในหนังทีนคอมเมดี้ ของเอมี่ เฮกเกอร์ลิงค์ "Fast Times at Ridgemont High" นับแต่นั้นมาเธอมีผลงานกว่า 40 เรื่อง ยกตัวอย่าง เช่น "Grandview, U.S.A.," "The Men's Club," "The Big Picture," "Backdraft," "Rush," "Single White Female," "The Hudsucker Proxy," "Dolores Claiborne," "Bastard Out of Carolina," "Kansas City," "Washington Square" และ "eXistenZ" ล่าสุดเธอรับบทคาร์ลา เฟย์ ทักเกอร์ ผู้ถูกคุมขังในหนังโทรทัศน์ เรื่อง "Crossed Over," คู่กับไดแอน คีตัน ลีห์นับว่าการทำงานใน "Road to Perdition" เป็นการร่วมงานครั้งที่สองกับผู้กำกับการแสดงแซม เมนเดส ก่อนหน้านี้เธอเคยรับบท แซลลี่ โบวล์ส ในละครเพลงบรอดเวย์ "Cabaret" เธอเพิ่งกลับไปบรอดเวย์เพื่อแสดงละครให้กับ ผลงานได้รับรางวัลโทนี่ และพุลลิทเชอร์ เรื่อง "Proof" สแตนลีย์ ทุคซี (แฟรงค์ นิตติ) มีชื่อเสียงมาจากงานทั้งทางโทรทัศน์และจอเงิน ล่าสุดเพิ่งได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ และได้รับเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี่ จากบทบาทอดอล์ฟ ไอค์แมน ผู้เย็นชา ในงานสารคดีดราม่าทาง HBO "Conspiracy" ในปี 1999 ได้รับทั้งรางวัลเอ็มมี่ และลูกโลกทองคำ และได้รับการเสนอชื่อใน Screen Actors Guild Award จากงานแสดงบทนำในหนังชีวประวัติทาง HBO เรื่อง "Winchell" ทุคซีเคยได้รับการยกย่องในผลงานทั้งหน้าและหลังกล้อง ในภาพยนต์อิสระที่ได้รับคำชมอย่างกว้างขวาง "Big Night" ซึ่งเขาร่วมเขียนบท, ร่วมกำกับการแสดง และร่วมอำนวยการสร้าง รวมทั้งร่วมแสดงด้วย การทำงานหลากหลายของเขาในครั้งนั้น ทำให้ได้รับรางวัลจาก Independent Spirit Award - Best First Screenplay รางวัล New York Film Critics Circle Award - Best New Director, รางวัล Waldo Salt Screenwriting Award จาก 1996 Sundance Film Festival, รางวัล Recognition of Excellence Award จาก the National Board of Review และรางวัลบทภาพยนต์ยอดเยี่ยม Boston Society of Film Critics Awards - Best Screenplay และ Best New Filmmaker และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลจาก Independent Spirit Award - Best Male Lead และ Best First Feature โครงการถัดมาของทุคซี คือ"The Imposters" ซึ่งเขาเขียนบท, กำกับการแสดง, และร่วมแสดงด้วย ได้เป็น Official Selection ที่งาน 1998 Cannes Film Festival ผลงานมีชื่อเสียงของทุคซีในฐานะนักแสดง ยังรวมถึง "Big Trouble," "America's Sweethearts," "Sidewalks of New York," "William Shakespeare's A Midsummer Night's Dream," "A Life Less Ordinary," "Deconstructing Harry," "Kiss of Death," "Jury Duty," "It Could Happen to You," "Mrs. Parker and the Vicious Circle," "The Pelican Brief." "Prelude to a Kiss," "Beethoven," "Billy Bathgate," "Slaves of New York" และ "Prizzi's Honor." เขาเป็นชาวเมืองนิวยอร์ค เริ่มอาชีพการแสดงจากเวทีละคร เคยฝากผลงานที่บรอดเวย์ในละครชื่อดัง อาทิเช่น "The Misanthrope," "Brighton Beach Memoirs," "Execution of Justice" และ"The Iceman Cometh," รวมทั้งงานนอกบรออดเวย์อยาง "Scapin" ขณะนี้ทุคซี อยู่ระหว่างการซ้อมบทละครบรอดเวย์เรื่อง "Frankie and Johnny" ซึ่งจะแสดงร่วมกับเอดี้ ฟัลโค คริสต์มาสปีนี้ เขาจะมีผลงานภาพยนต์เรื่อง "The Core" ร่วมแสดงกับแอรอน เอกฮาร์ต และฮิลลารี แสวงค์ แดเนียล เครก (คอนเนอร์ รูนนี่ย์) อีกหนึ่งในสมาชิกจากอังกฤษซึ่งร่วมงานกับ "Road to Perdition" เขาเพิ่งมีผลลงานแสดงร่วมกับแอนเจลิน่า โจลี่ ในภาพยนต์แอ็คชั่นเรื่องฮิต "Lara Croft: Tomb Raider" เครกได้รับรางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมจาก British Independent Film Award จากผลงานในเรื่อง "Some Voices" และ British Independent Film Awards ได้เสนอชื่อเขาสำหรับรางวัลเดียวกันในเรื่อง "The Trench" ผลงานดีเด่นยังรวมถึงการได้รับรางวัลจาก 1998 Edinburgh Film Festival ในบทบาทจากเรื่อง "Love Is the Devil" หนังอัตถชีวประวัติของศิลปินอังกฤษ ฟรานซิส เบคอน ผลงานภาพยนต์นอกเหนือจากนี้ คือ "Hotel Splendide," "I Dreamed of Africa," "Love and Rage," "Elizabeth," "Obsession" และ "The Power of One" เขายังมีโครงการงานระยะยาวทางโทรทัศน์ ทั้งในอเมริกาและอังกฤษ ผลงานดีเด่นรวมถึง "Sword of Honour," "The lce House," "The Fortunes and Misfortunes of Moll Flanders," "Our Friends in the North," "Kiss and Tell" และ "Sharpe's Eagle" ในฐานะดาราละครดวงเด่น เครกยังได้รับบทนำในละครหลายเรื่อง อาทิเช่น เรื่อง "Hurlyburly," กับ Peter Hall Company ที่ Old Vic, และ "Angels in America" เปิดแสดงที่ London's National Theatre เร็วๆนี้ ไทเลอร์ เฮอคลิน (ไมเคิล ซัลลิแวน จูเนียร์) นักแสดงโนเนมวัย 13 ปี จากโคโรน่า แคลิฟอรืเนีย เมื่อได้รับเลือกจากนักแสดงรุ่นเยาว์กว่า 2,000 คน ทั่วประเทศ เพื่อรับบทลูกชายของทอม แฮงค์ส ใน "Road to Perdition" เฮอคลินเริ่มศึกษาด้านการแสดงเมื่อต้นปี 1997 เมื่ออายุได้ 9 ปี ได้รับการฝึกจาก Young Actors Space, The Krys Kyer Workshop, the Beverly Hills Acting Studio และกับ Warner Loughlin มีโอกาสแสดงเป็นครั้งแรกในภาพยนต์เรื่อง "Family Tree" ซึ่งออกฉายเมื่อปี 1999 ที่ Cannes Film Festival ในปี 2001 ได้แสดงในหนังอิสระเรื่อง "Train Quest" ซึ่งถ่ายทำในโรมาเนีย นอกเหนือจากการแสดง เฮอคลินยังเป็นผู้มีฝีมือทางกีฬาเบสบอล ซึ่งเริ่มเล่นเมื่ออายุ 7 ปี และเป็นตัวแทนของประเทศ ในทีมของสหรัฐฯ แข่งขันที่ Pan American เมื่ออายุ 9 ปี ปัจจุบันเล่นตำแหน่งช็อทสต็อปให้กับ Corona Wolverines เขาและน้องชาย แทนเนอร์ศึกษาอยู่กับบ้านโดยการสอนจากมารดา ซึ่งเป็นอดีตนักบัญชี และบิดา ซึ่งเป็นแพทย์แผนกฉุกเฉิน เลียม ไอเคน (ปีเตอร์ ซัลลิแวน) แม้อายุเพียง 12 ปี แต่ก็เป็นที่คุ้นตาของนักชมภาพยนต์ รับบทเบน ลูกเลี้ยงของจูเลีย โรเบิร์ต ในหนังของคริส โคลัมบัส เรื่อง "Stepmom" และเมื่อไม่นานนี้ในเรื่อง "Sweet November" กับชาร์ลี เธอรอน และคีอานู รีฟส์ , และใน "I Dreamed of Africa" นำแสดงโดยคิม บาซิงเจอร์ เขาเกิดที่นิวยอร์ค ซิตี้ และเมื่ออายุได้เพียงหกปี ก็ได้แสดงบนรอดเวย์เป็นครั้งแรก ในปี 1996 กับผลงานนำมาทำใหม่ของเฮนริค เอบสัน เรื่อง "A Doll's House" ในบทบาทของบ็อบบี้ เฮล์มเมอร์ ในปีถัดมา เขาได้แสดงภาพยนต์เรื่องแรกในบทของลูกชายของพาร์กเกอร์ โพซี ในหนังอิสระเรื่อง "Henry's Fool" ผลงานภาพยนต์ของไอเคน ยังประกอบด้วย "The Object of My Affection" ร่วมกับเจนนิเฟอร์ อนิสตัน และพอล รัดด์ ; และเรื่อง "Montana," ซึ่งเปิดตัวที่ 1998 Sundance Film Festival ทีมงาน แซม เมนเดส (ผู้กำกับการแสดง/อำนวยการสร้าง) เป็นผู้กำกับชื่อดังแห่งวงการภาพยนต์ ตั้งแต่ผลงานกำกับเรื่องแรกของหนังชนะรางวัลตุ๊กตาทอง - Best Picture เรื่อง "American Beauty" ซึ่งติดอันดับบ็อกซ์ออฟฟิซและเป็นหนังที่ได้รับการยกย่องแห่งปี 1999 เมนเดสได้รับรางวัลผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยมมากมาย จากผลงานในเรื่อง "American Beauty" รวมทั้งรางวัลตุ๊กตาทอง, ลูกโลกทองคำ, รางวัล Directors Guild of America Award, รางวัล Los Angeles Film Critics Award และรางวัล Broadcast Film Critics Award, และอื่นๆ อีกมาก เมนเดสยังคงกำกับการแสดงให้กับละครเวที และได้รับรางวัลมากมายจากงานเวทีทั้งที่นิวยอร์ค ลอนดอน และทั่วโลก แต่ผลงานที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เห็นจะเป็นงานละครเพลงที่นำมาสร้างใหม่เรื่อง "Cabaret" ครั้งแรกเปิดแสดงในลอนดอน และภายหลังที่บรอดเวย์ ซึ่งได้รับถึง 4 รางวัล Tony Awards รวมทั้งหนึ่งรางวัล Best Revival of a Musical และ 3 รางวัล Drama Desk Awards และ 3 รางวัล Outer Critics Circle Awards เมนเดสยังได้รับคำชื่นชมจากผลงานกำกับของเขาในงานละครบรอดเวย์เรื่อง "The Blue Room" นำแสดงโดย นิโคล คิดแมน ก่อนหน้านั้นได้กำกับการแสดงให้ผลงานได้รับรางวัลในลอนดอน เรื่อง "The Rise and Fall of Little Voice" ซึ่งเปิดตัวเจน ฮอร็อคส์ ผู้รับบทเดิมของเธอในงานภาพยนต์ เรื่อง "Little Voice." เมนเดสเกิดที่อังกฤษ และจบการศึกษาจาก Cambridge University และทำงานกับ Chichester Festival Theatre หลังเรียนจบในปี 1987 ไมม่นานหลังจากนั้น ได้กำกับการแสดงของ Dame Judi Dench ใน "The Cherry Orchard" ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัล Crities Circle Award ในฐานะ Best Newcomer เขายังร่วมทำงานกับ Royal Shakespeare Company ในปี 1990 ซึ่งได้กำกับงานแสดงหลากหลาย เช่น "Troilus and Cressida" กับราล์ฟ ฟินน์, "Richard III" และ "The Tempest" ซึ่งเขาได้ถูกเสนอชื่อชิงรางวัล Olivier Award ในปี 1992 เมนเดสได้เป็นผู้กำกับงานศิลป์ให้กับ Dommar Warehouse ในลอนดอน ซึ่งเปิดขึ้นใหม่อีกครั้ง และได้กำกับผลงานที่ได้รับรางวัลมากมาย ระหว่างการทำงานที่นั่น เขาได้รับรางวัลผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยมจาก Olivier Awards จากผลงานที่กล่าวถึงมาแล้ว ในเรื่อง "Cabaret," "The Glass Menagerie" และ "Company" ผลงานอื่นๆที่ Donmar ยังรวมถึง "Assassins" ซึ่งได้รับรางวัล Critics Circle Award, เรื่อง "Translation," "Glengarry Glen Ross," Hhabeas Corpus" และ "The Front Page" นอกเหนือจากที่ Donmar ผลงานสร้างชื่อของเขายังมีใน "The Sea" และ "The Plough and the Stars" กับจูดี้ เดนช์ทั้งสองเรื่องใน "The Birthday Party," และ "Othello" ซึ่งได้เดินทางไปรอบโลก และทำให้เขาได้รับรางวัล Olivier Award - Best Director อีกครั้ง ในปี 2000 เมนเดสได้รับตำแหน่ง Commander of the Order of the British Empire จากการสถาปนาโดย Queen Elizabeth II ริชาร์ด ดี ซานุค (ผู้อำนวยการสร้าง) ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบรรดาผู้นำหัวก้าวหน้าของวงการภาพยนต์มานานกว่าสี่ทศวรรษ และได้รับเกียรติในการประสบความสำเร็จจากการเป็นผู้สร้างภาพยนต์ และผู้บริหารสตูดิโอ ซึ่งรับผิดชอบผลงานเรื่องดังหลายเรื่องของฮอลลีวู้ด ในปี 1990 ซานุคร่วมกับภรรยาของเขา ลิลี่ ฟินี ซานุค ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองภาพยนต์ยอดเยี่ยม จากเรื่อง "Driving Miss Daisy" ซึ่งเป็นโปรเจ็คแรกภายให้ชื่อ Zanuck Company นอกจากนั้น ยังเป็นผู้ดูแลภาพยนต์หลายเรื่องที่ได้รับรางวัลออสการ์ ซึ่งรวมถึงเรื่อง "The Sting," "Jaws," "The Verdict" และ "Cocoon," และอีกมาก ในปี 1991 คณะกรรมการตุ๊กตาทองได้มอบรางวัล lrving G. Thalberg Award อันทรงเกียรติให้กับซานุค และหุ้นส่วนเก่าแก่ของเขา เดวิด บราวน์ ไม่เพียงแต่เป็นการสรรเสริญส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนบันทึกทางประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนต์ ซึ่งทั้งริชาร์ด ซานุค และบิดาของเขา ดาริล เอฟ ซานุค เป็นพ่อลูกเพียงคู่เดียวที่ได้รับรางวัล Thalberg Award อันทรงเกียรติ หรือ ตุ๊กตาทองภาพยนต์ยอดเยี่ยมเหมือนๆ กัน ซานุคได้ใช้เวลาหลายปีในชีวิตเรียนรู้เกี่ยวกับแง่มุมของการสร้างภาพยนต์ ตั้งแต่สมัยบิดาของเขาดำรงตำแหน่งประธานบริษัททเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟอกซ์ เขาเริ่มอาชีพการงาน โดยการเป็นผู้ช่วยเขียนเรื่องและโปรดักชั่น ให้กับหนังเรื่อง "Island in the Sun" และ "The Sun Also Rises" เมื่ออายุได้ 24 ปี เขาสร้างภาพยนต์เรื่องแรก "Compulsion" ซึ่งออกฉายเมื่องาน 1959 Cannes Film Festival ได้รับรางวัล Best Actor Awards โดยออสัน เวลลิส, ดีน สต็อกเวล และแบรดฟอร์ด ดิลแมน ซานุคยังได้อำนวยการสร้างเรื่อง "Sanctuary" และหนังของจอร์จ คูเกอร์ "The Chapman Report" ในปี 1962, ขณะที่อายุได้ 28 ปี ซานุคได้รับตำแหน่ง President แห่งทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟอกซ์ ซึ่งเป็นผู้บริหารสตูดิโอที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ระหว่างแปดปีของการทำงานกับฟอกซ์ เขาได้ดูแลผลงานหลากหลายที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ถึง 159 ครั้ง และมีจำนวนมากที่ได้รับรางวัล รวมทั้งสามรางวัลตุ๊กตาทอง - Best Picture จากเรื่อง "The Sound of Music," "Patton" และ "The French Connection" ผลงานที่ประสบความสำเร็จของสตูดิโอยังรวมถึงหนังคลาสสิคอย่าง "Butch Cassidy and the Sundance Kid" "M*A*S*H" และผลงานดั้งเดิมเรื่อง "Planet of the Apes" หลังจากนั้นซานุคได้รับตำแหน่ง Executive Vice President ที่วอร์เนอร์บราเดอร์ส ซึ่งเขาและเดวิด บราวน์ ซึ่งภายหลังได้กลายมาเป็นหุ้นส่วน ได้ร่วมกันดูแลงานสร้างของภาพยนต์บ็อกซ์ ออฟฟิซ อย่างเรื่อง "The Exorcist" และ "Blazing Saddles" จากการก่อตั้ง Zanuck/Brown Company ในปี 1971 นับว่าเป็นการถือกำเนิดของหนึ่งในบริษัทสร้างหนังที่มีอิทธิพลและประสบความสำเร็จของวงการภาพยนต์ โดยมีเป้าหมายในการรับผิดชอบงานบ็อกซ์ออฟฟิซเรื่องแรกของสตีเวน สปีลเบิร์ก "The Sugarland Express"; และเรื่องต่อมาของสปีลเบิร์ก "Jaws," หนังเรื่องแรกที่ทำรายได้ทะลุ $100 ล้าน; "The Sting," ซึ่งได้รับ 7 รางวัลออสการ์ รวมทั้ง Best Picture; และเรื่อง "The Verdict" ซึ่งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลตุ๊กตาทอง 5 รางวัล รวมทั้ง Best Picture บริษัท Zanuck/Brown ร่วมกับ ลิลี่ ฟินี ซานุค ดูแลผลงานฮิตของรอน โฮเวิร์ด ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์ เรื่อง "Cocoon" และภาคต่อ "Cocoon: The Return" ซานุคและบราวน์ ได้ร่วมกันเป็นหุ้นส่วนในการสร้างงานชื่อดังแห่งปี 1998 เรื่อง "Deep Impact" ในปี 1998 ซานุคอำนวยการสร้างหนังดังเรื่อง "Planet of the Apes" กำกับการแสดงโดย ทิม เบอร์ตัน ซึ่งเป็นงานนำมาสร้างใหม่ของหนังที่เคยอยู่ในความดูแลของเขาระหว่างทำงานที่ ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ ผลงานล่าสุดของซานุคยังมีเรื่อง "Rules of Engagement" นอกเหนือจาก "Road to Oerdution" เขายังมีงานใหม่รอออกฉายช่วงซัมเมอร์นี้ เรื่อง "Reign of Fird" นำแสดงโดยแมทธิว แมคคอฟนี และคริสเตียน เบล โครงการที่อยู่ในระหว่างดำเนินการของ Zanuck Company ยังมีหนังเกี่ยวกับนักบินแห่งตำนาน ชัค ยีเกอร์ และหนังเรื่องต่อไปจากทิม เบอร์ตัน เรื่อง "Big Fish" ดีน ซานุค (ผู้อำนวยการสร้าง) นับเป็นตัวแทนรุ่นที่สามของครอบครัวผู้คลุกคลีกับภาพยนต์ที่มีชื่อเสียงของฮอลลีวู้ด ปู่ของเขา คือ ดาริล เอฟ ซานุค ผู้ร่วมก่อตั้ง และอดีตประธานแห่งสตูดิโอ ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟอกซ์ และบิดา คือริชาร์ด ดี ซานุค ดีน ซานุค คือผู้ค้นพบนิยายกราฟฟิค เรื่อง Road to Perdition และเล็งเห็นความเป็นไปได้ในการสร้างเป็นภาพยนต์ หนังเรื่อง "Road to Perdition" จึงนับเป็นผลงานสร้างเรื่องแรกของหนุ่มน้อยซานุค และเขายังร่วมอำนวยการสร้างหนังไซ-ไฟแอ็คชั่นเรื่องใหม่ "Reign of Fire" นำแสดงโดยแมทธิว แมคคอฟนี และคริสเตียน เบล กำหนดออกฉายซัมเมอร์นี้ เกิดและเติบโตที่ลอส แอนเจลิส ซานุคเริ่มอาชีพด้านภาพยนต์ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ไต่เต้าจากตำแหน่งระดับล่างสุด ระหว่างปิดเทอมภาคฤดูร้อนจาก Harvard School เขาทำงานในห้องเมล์ของ ICM และต่อมาเข้าศึกษาที่ University of Colorado วิชาเอก History และหลังจบการศึกษา รับหน้าที่จัดฉากให้กับหนังเรื่อง "Clean Slate" และ "Wild Bill" และเป็นผู้ช่วยทางด้านโปรดักชั่น ในเรื่อง "Mulholland Falls" (ยังมีต่อ) -ศน-

ข่าว อาทิเช่น ล่าสุด