บทประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่อง Minority Report จาก Twentieth Century Fox and DreamWorks - newswit

กรุงเทพฯ--10 มิ.ย.--Twentieth Century Fox and DreamWorks วอชิงตัน ดีซี ในปี 2054 คดีฆาตกรรมถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น อนาคตเป็นสิ่งมองเห็นได้และผู้ต้องสงสัยถูกลงโทษก่อนการก่ออาชญากรรม ด้วยวิธีการเชื่อมต่ออย่างลึกล้ำของหน่วยงานป้องกันก่อนอาชญากรรมชั้นหัวกะทิ (Pre-Crime) แห่งกระทรวงยุติธรรม หลักฐานในอันที่จะกระทำ - ด้วยมโนภาพที่พาดพิงถึงเวลา สถานที่ และรายละเอียดอื่นๆ - จากการจับตาของระบบ "พรี-ค็อกส์" สามสิ่งมีชีวิตผู้หยั่งรู้การกระทำความผิดทั้งปวง โดยไม่เคยผิดพลาด หน่วยงานนี้เป็นระบบสมบูรณ์แบบซึ่งก้าวหน้าที่สุดในการปกป้องอาชญากรรมแห่งชาติ และผู้ที่ทำงานหนักที่สุดคงหนีไม่พ้นหัวหน้าหน่วย จอห์น แอนเดอร์ตัน (ทอม ครูซ) นับเนื่องจากโศกนาฏกรรมในชีวิตของเขา แอนเดอร์ตันทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการรักษาชีวิตผู้คนอีกนับพันจากสิ่งที่เขาเคยประสบมา หกปีที่ผ่านมารวมทั้งการลงคะแนนให้เป็นระบบระดับชาติยิ่งเน้นความเชื่อถือของเขาในการทำงานของหน่วยพรีไครม์แอนเดอร์ตันไม่เคยตั้งข้อสงสัยในระบบงานนี้แม้แต่น้อย…จนกระทั่งตัวเขาเองตกเป็นผู้ต้องสงสัยหมายเลข 1 ในฐานะหัวหน้าหน่วย แอนเดอร์ตันจะเป็นคนแรกที่ได้เห็นภาพเคลื่อนเข้าสู่ห้องภาพต้องสงสัยในขณะที่ พรี-ค็อกส์ ฝันถึงการฆาตกรรม ภาพนั้นไม่คุ้นตาแม้แต่น้อย ไม่ใช่คนที่เขารู้จัก แต่ในครั้งนี้ หลักฐานของฆาตกรชัดเจนยิ่ง - จอห์น แอนเดอร์ตัน กำลงจะฆ่าคนแปลกหน้าในระยะเวลาไม่ถึง 36 ชั่วโมง เมื่อต้องถูกตามล่าจากหน่วยงานของตนเอง โดยการนำของคู่ปรับ แดนนี่ วิทเวอร์ (คอลิน ฟาร์เรล) แอนเดอร์ตันต้องหลบหลีกให้พ้นรัศมีเรดาร์ของเมืองแห่งระบบอัตโนมัติ ที่การเคลื่อนไหวทุกย่างก้าวถูกจับตามอง รถยนต์ที่ขับอยู่อาจถูกบังคับโดยคนอื่น ไม่ว่าจะทำอะไรและจะไปไหน ไม่มีทางซ่อนตัวได้ จึงต้องหนีสถานเดียวเมื่อไม่มีทางปกป้องตนเองจากข้อกล่าวหาของระบบ จอห์นจึงต้องสืบหาต้นตอของเรื่อง และค้นพบความจริงที่อยู่ภายใต้คำถามซึ่งเขาพยายามขจัดจากความคิดมาตลอดเวลาหกปี : เป็นไปได้หรือไม่ที่ พรี-ค็อกส์ จะผิดพลาด? ผลงานจากสตีเว่น สปีลเบิร์กส ภาพยนต์อนาคตระทึกขวัญ Minority Report ซึ่งทอม ครูซ รับบทนักสืบผู้ต้องวิ่งแข่งกับเวลา เพื่อเผยความจริงก่อนที่เขาจะกลายเป็นเหยื่อของระบบซึ่งเขาเองเป็นผู้ร่วมคิดค้น เขียนบทโดย สก็อต แฟรงค์ (Out of Sight) และจอห์น โคเฮน จากเรื่องสั้น "The Minority Report" ของนักเขียนชื่อดัง ฟิลิป เค ดิค อำนวยการสร้างโดย เจอรัลด์ อาร์โมเลน, บอนนี่ เคอร์ติส, วอลเตอร์ เอฟ พาร์กส และแจน เดอ บองท์ แกรี่ โกลด์แมน และ โรนัลด์ ชูเซท เป็นผู้อำนวยการบริหาร นำโดยทอม ครูซ และจากการร่วมงานของทีมดาราซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมากมาย อาทิเช่น คอลิน ฟาร์เรล (Tigerland, Hart's War) as เป็น แดนนี่ วิทเวอร์, คู่ปรับของแอนเดอร์ตัน ; ซาแมนธา มอร์ตัน (ได้รับเสนอชื่อชิงรางวัลตุ๊กตาทองจาก Sweet and Lowdown) เป็น อกาธ่า Pre-Cog ผู้เป็นปริศนา อันเป็นส่วนสำคัญในการดิ้นรนของแอนเดอร์ตันในการค้นหาความจริง ; แม็กซ์ วอน ซิโดว์ (ซึ่งเคยมีผลงานสร้างชื่อมากมายจากภาพยนต์คลาสสิคหลายเรื่องจากการกำกับของอิงก์มาร์ เบิร์ก) เป็น ลามาร์ เบอร์เกส, บิดาแห่งพรีไครม์ ; โลอิส สมิธ (The Pledge, Twister) เป็นไอริส ไฮน์แมน, นักวิจัยซึ่งงานของเธอปูทางสู่ความสำเร็จของระบบมาตรฐานใหม่นี้ ; และแคธรีน มอร์ริส (The Contender) เป็นลอร่า ภรรยาผู้ห่างเหินของแอนเดอร์ตันนักแสดงยังประกอบด้วย ทิม เบลค เนลสัน (O Brother, Where Art Thou?) เป็น กิเดียน ผู้ดูแลความเรียบร้อยของสถานแห่งการควบคุม ; ปีเตอร์ สตอร์มแมร์ (Fargo, The Lost World) เป็นดร. เฟรดดี้ ศัลยแพทย์เถื่อน และนีล แมคดอนัล (Band of Brothers) เป็น เฟลทเชอร์ เจ้าหน้าที่แห่ง Pre-Crime ทีมงานโปรดักชั่นฝีมือดี ของสตีเว่น สปีลเบิร์กส ได้แก่ ผู้กำกับภาพเจ้าของรางวัลตุ๊กตาทอง จานุซ คามินสกี้ (Schindler's List, Saving Private Ryan), ผู้ลำดับภาพรางวัลออสการ์ ไมเคิล คาห์น (Raiders of the Lost Ark, Saving Private Ryan), ผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์ อเล็กซ์ แมคโดเวล (Fight Club) และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เดบอราห์ แอล สก็อต (Titanic) และผู้ประพันธ์เพลงประกอบเจ้าของรางวัลออสการ์หลายรางวัล จอห์น วิลลี่ยมส์ (Star Wars, Saving Private Ryan)โลกแห่งอนาคตอันใกล้ได้รับการดูแลโดยผู้ควบคุมวิชวล เอ็ฟเฟ็ค สก็อต ฟาร์ราร์ (A.I.) แห่ง Industrial Light & Magic ซึ่งดูแลการทำงานของฝ่ายวิชวล เอ็ฟเฟ็คมือทอง เจ้าของรางวัลตุ๊กตาทอง ไมเคิล แลนเทียรี่ (Jurassic Park) ซึ่งทำงานด้านเอ็ฟเฟ็คทั้งหมด ไบรอัน ซเมอร์ซ (Mission: Impossible II) ซึ่งประสานงานกับฝ่ายสตันท์ Minority Report ให้ความรู้สึกถึงการเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ดูจากภายนอกเหมือนเป็นเครื่องมือขจัดอาชญากรรมที่ยอดเยี่ยม เป็นไปได้หรือไม่ที่จะหยุดการฆาตกรรมก่อนที่มันจะเกิด? "ผมคิดว่าเราทุกคนย่อมอยากรู้ว่าจะพบกับอะไรเมื่อเดินเลี้ยวมุมข้างหน้า" ผู้กำกับการแสดง สตีเว่น สปีลเบิร์กสกล่าว "เราพอใจที่จะรู้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต - ของโลก และชีวิตเรา เรื่องนี้เป็นการเล่นกับแนวคิดที่ว่าหากเรามีโอกาสหยั่งรู้อนาคต โดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ 'ความเป็นความตาย'" ใน Minority Report สปีลเบิร์กสและทีมงาน นำเราไปสู่พื้นฐานแห่งอาชญากรรม เทคโนโลยี และชะตากรรม ในแง่มุมของการผจญภัยและความลึกลับอันยากแก่ความเข้าใจ ซึ่งคล้ายคลึงกับหนังนัวร์คลาสสิคสมัยปีทศวรรษ 1940 "ผมอยากสกัดหัวข้อที่ไม่เคยทำมาก่อน" ผู้กำกับการแสดงอธิบาย "ผมอยู่ในช่วงทดลองของชีวิต และอยากลองทำสิ่งที่ท้าทาย - Minority Report เป็นเรื่องลึกลับจริงๆ เรื่องราวของ ใครที่ทำ หรือ ใครจะทำ และเป็นเรื่องของมนุษย์ทั่วไป คนที่เคยผ่านโศกนาฏกรรม และมีชีวิตการทำงานอยู่กับมัน" ทั้งสปีลเบิร์กส และ ทอม ครูซ ซึ่งได้พบกันครั้งแรกเมื่อทอมกำลังทำงานของเขาเรื่อง Risky Business และตั้งตาคอยที่จะหาโอกาสทำงานร่วมกัน "สตีเว่นเป็นนักเล่าเรื่องของอเมริกันที่ยิ่งใหญ่" ครูซกล่าว "เขาทำให้เราได้มีโอกาสสัมผัสมามากกับความสนุกของการดูหนัง ผมอยากร่วมงานกับเขามานานแล้ว ผมรู้ว่าทุกคนก็อยากร่วมงานกับสตีเว่น แต่ผมได้พบกับโอกาสนั้น และเป็นสิ่งที่ผมถนอมเอาไว้เป็นอย่างดี" ขณะอยู่ระหว่างการถ่ายทำหนังของ แสตนลีย์ คูบริค เรื่อง Eyes Wide Shut ทอม ครูซ ก็สะดุดเข้ากับผลงานดัดแปลงรุ่นแรกของฟิลิป เค ดิค ชื่อ Minority Report เขาส่งไปให้สปีลเบิร์กสพิจารณาและได้ผลตอบรับจากผู้กำกับโดยทันที "เขาตื่นเต้นกับมัน" ครูซกล่าว "เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก"แม้กว่าแผนงานนี้จะเริ่มก็กินเวลาไปอย่างน้อยสิบปี แต่สปีลเบิร์กสไม่รีรอที่จะเป็นเจ้าของไว้ก่อน Minority Report เป็นโครงการของฟ็อกซ์ ที่ผู้สร้างหลายรายพยายามขอเป็นผู้ดำเนินการ หลังจากที่ครูซส่งบทซึ่งดัดแปลงโดย จอน โคเฮน มาให้สปีลเบิร์กส เขาอ่านเรื่องสั้นโดยฟิลิป เค ดิค ใน "The Minority Report" และให้ผู้เขียนบทภาพยนต์ สก็อต แฟรงค์ เป็นผู้ดัดแปลง ผลงานเรื่องสั้นของดิค ได้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1956 ในแมกกาซีนชื่อ Fantastic Universe นักเขียนจินตนิยายวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ผู้มีผลงานเขียนเรื่องสั้นหลายร้อยเรื่องในช่วงระหว่างปี 1950 และ 60 แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์ แม้เขาจะเสียชีวิตไปก่อนหน้าการถ่ายทำหนังเรื่องแรกจากงานเขียนของเขาซึ่งเป็นหนังของริดลีย์ สก็อต เรื่อง Blade Runner จะสำเร็จลุล่วง แต่งานเขียนของเขาก็ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนหลายต่อหลายรุ่น รวมทั้งผู้สร้างภาพยนต์ในอันที่จะตั้งคำถามซึ่งสะท้อนจากความก้าวหน้าของสังคมและเทคโนโลยี เนื่องจากตารางการสร้างที่ล่าช้าของ Mission: Impossible 2 และแรงกระตุ้นที่สปีลเบิร์กสมีต่องานของคูบริค ในเรื่อง A.I. Artificial Intelligence จึงกินเวลาอีกถึงสองปีกว่าที่ Minority Report จะเริ่มการถ่ายทำ และสปีลเบิร์กส แฟรงค์ และ วอลเตอร์ พาร์กส แห่งดรีมเวิร์ค ใช้ช่วงเวลาว่างจากงานอื่นร่วมกันวางรูปแบบที่ซับซ้อนของเนื้อเรื่อง ความล่าช้านี้กลับกลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้เขียนบท และผู้ออกแบบฉาก อเล็กซ์ แมคโดเวล ในการร่วมกันยกระดับคำพูดและรูปแบบที่ออกมาเป็นงานภาพยนต์ของสปีลเบิร์กส ผู้อำนวยการสร้าง บอนนี่ เคอร์ติส กล่าวว่า "การวางรูปแบบเรื่องราวที่ซับซ้อนนี้นับเป็นการกดดันที่ทำให้ท้อเป็นอย่างมาก สตีเว่นต้องการรูปแบบของหนังจิตวิทยาระทึกขวัญ ดังนั้นในระหว่างการวางโครงเรื่อง เขาจึงระมัดระวังเป็นอย่างมากที่จะให้ดำเนินไปอย่างมีขั้นตอน บางทีฉันคิดว่านี่เป็นหนังที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่สปีลเบิร์กสเคยสร้างมา"Minority Report ยังเป็นการก้าวสู่อีกขั้นหนึ่งของงานสร้างวิชวล เอ็ฟเฟ็คที่ไร้รอยต่อ อันเป็นการเปิดเผยถึงโลกซึ่งไม่ได้เป็นอนาคตมากเสียจนต่างไปจากความก้าวหน้าอย่างเป็นธรรมชาติของโลกปัจจุบัน ภาพยนต์ประกอบด้วยวิช่วล เอ็ฟเฟ็คถึง 481 ช็อต ซึ่งมากกว่างานหนังเรื่องใดที่สปีลเบิร์กสเคยสร้างนับแต่เรื่อง Close Encounters of the Third Kind เมื่อ 25 ปีก่อน (ยังมีต่อ)

ข่าว อาทิเช่น ล่าสุด