กรอบวิจัยร่วมไทย - ต่างประเทศ - newswit

กรุงเทพฯ--9 ก.ค.--วช. ผ่าความคิดร่วมมือวิจัยไทย - ต่างประเทศ ต้องเป็นหนึ่งเดียว มีองค์กรตรวจสอบกันซ้ำซ้อน ป้องประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ตกลงก่อนเริ่มทำวิจัยกันฉกฉวยผลประโยชน์งานวิจัยเป็นของตนเอง นายจิรพันธ์ อรรถจินดา เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดการประชุมสัมมนา เรื่อง "การจัดทำนโยบายความร่วมมือในการวิจัยกับต่างประเทศ" ว่า วัตถุประสงค์เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประสบการณ์และเป็นการระดมสมองจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมวิเทศสหการ กรมทรัพย์สินทางปัญญา มหาวิทยาลัยต่างๆ สถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยเพื่อหามาตรการที่เหมาะสมในการดำเนินงานความร่วมมือในการวิจัยกับต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีการดำเนินงานความร่วมมือกับต่างประเทศดังนี้ 1. ทุนวิจัยที่ได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศหรือในลักษณะของทุนการศึกษาฝึกอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญซึ่งส่วนใหญ่ทุนดังกล่าวจะผ่านกรมวิเทศสหการหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรง 2. ทุนทำการศึกษาวิจัยซึ่งเป็นทุนที่ให้กับหน่วยงาน, มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาเป็นการให้ทุนวิจัยโดยตรง เพื่อศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่หน่วยงานนั้นๆมีความชำนาญ โดยเป็นการติดต่อกันเองระหว่างหน่วยงานทั้งสองฝ่าย 3. ทุนวิจัยร่วมเป็นการวิจัยที่นักวิจัยทั้งไทยและต่างประเทศทำการวิจัยร่วมกันเพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยพัฒนาศักยภาพให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศซึ่งเป็นการวิจัยที่ทั้งสองฝ่ายสนใจและอยู่ในการวิจัยซึ่งเห็นข้อตกลงระหว่างประเทศ 4. การทำการวิจัยโดยผ่านหน่วยงานหรือสถาบันแห่งใดแห่งหนึ่งโดยใช้ทุนส่วนตัวหรือทุนหน่วยงาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีมาตรการกำหนดที่เป็นไปตามครรลองที่รัดกุมของแต่ละหน่วยงานนั้นๆ โดยในส่วนของ วช. ก็มีกฎระเบียบในการวิจัยร่วมกับต่างประเทศเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานเรื่องให้มีประสิทธิภาพ และเป็นไปในทิศทางเดียวกันซึ่งคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญตามนโยบายที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีให้ไว้ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการสัมมนาการจัดทำนโยบายความร่วมมือในการวิจัยกับต่างประเทศ ว่า มีความสำคัญต่อประเทศอย่างมากและขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวการณ์ที่จะต้องแก้ไขปัญหาหลายเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจประกอบกับโครงสร้างต่างๆ ของสังคมโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมากล้วนแล้วเป็นปัจจัยที่ควบคุมยาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เช่น การแข่งขันด้านเศรษฐกิจ การเปิดเสรีการค้า การคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ การกีดกันทางการค้า กลุ่มเสรีการค้าต่างๆ ซึ่งเมื่อ 4 - 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ต่อสู้กับสถานการณ์เศรษฐกิจซึ่งส่วนหนึ่งมาจากตัวเราเองและอีกส่วนหนึ่งมาจากกลไกภายนอกประเทศและจากความจำเป็น เช่นนั้นเราจะต้องปรับกลยุทธ์เพื่อแข่งขันต่อสู้กับต่างประเทศอย่างจริงจังและขณะนี้ขีดความสามารถการแข่งขันได้ลดลงและเมื่อเร็วๆ นี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะทำงานเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขึ้นมา ซึ่งเราจึงต้องดำเนินการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันอย่างจริงจัง ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันคือปัจจัยของการศึกษา, การวิจัย ซึ่งตนคิดว่า บทบาทของการวิจัยจะสะท้อนถึงขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างจริงจัง ทั้งนี้การที่ขีดความสามารถในการแข่งขันของเราลดลงเป็นเพราะว่าเราละเลย ขาดการส่งเสริม สนับสนุนด้านงานวิจัยอย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องของงบประมาณ บุคลากร การนำผลงานวิจัยไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดผลประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศรวมทั้งกรอบและทิศทางของการวิจัยก็ควรจะสอดคล้องกับปัญหาของประเทศซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ในฐานะที่ตนรับผิดชอบดูแลทบวงมหาวิทยาลัยก็จะทราบว่า ทบวงมหาวิทยาลัยมีงบวิจัยกว่า 900 ล้านบาทจากงบประมาณ ทบวงทั้งหมดกว่า 30,000 ล้านบาทหรือคิดเป็น 3 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีซึ่งนับว่าไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในภาพรวมของประเทศในด้านการวิจัยถือว่าน้อย จึงต้องมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ทั้งผู้เชี่ยวชาญ บุคลากร ทุนวิจัยด้านต่างๆ และหน่วยงานวิจัยในประเทศไทยก็มีหลายหน่วยงาน ดังนั้นการจัดทำงบประมาณ วัตถุประสงค์จึงมีความแตกต่างกัน ความช่วยเหลือจากต่างประเทศจึงแตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน ซึ่งตนคิดว่าการประชุมสัมมนาครั้งนี้จะได้มีการพิจารณากรอบการจัดทำนโยบายความร่วมมือในการวิจัยกับต่างประเทศ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและกำหนดงานนโยบายการวิจัยเพื่อให้ตรงกับปัญหาของประเทศอย่างจริงจังเราคงไม่มีเวลาทรัพยากรเหลือเฟือพอที่จะวิจัยอย่างไม่มีประสิทธิภาพอีกแล้ว และตนคิดว่าประเทศไทยยังมีความจำเป็นที่จะได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เพราะว่าไทยยังมีขีดจำกัดทั้งในเรื่องของบุคลากร งบประมาณ แต่อย่างไรก็ตามโครงสร้างการวิจัยของประเทศไทยมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นหากเรามีการกำหนดทิศทางที่จะได้รับความช่วยเหลือจากการวิจัยจากต่างประเทศให้มีเอกภาพก็จะมีประโยชน์ แต่ทั้งนี้การให้ความร่วมมือจากต่างประเทศด้านการวิจัยก็อาจจะขึ้นอยู่กับผู้ให้การสนับสนุนการวิจัย ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของผู้ให้ทุนว่ามีพื้นฐานต้องการสิ่งใดอาจจะเป็นผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือผลประโยชน์ร่วมกันก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ พืชพรรณสัตว์ สมุนไพร วัตถุดิบ ซึ่งบางครั้งเราเข้าไปไม่ถึงและเห็นผลประโยชน์ไม่เต็มที่ แต่ต่างประเทศเห็นชัดเจนดังนั้นข้อตกลงต่างๆผลประโยชน์ต่างๆ ที่มีขึ้นหลังจากการวิจัยเป็นเรื่องที่เราต้องคำนึงถึงด้วยเช่นกัน นอกจากนี้เงื่อนไขหรือทิศทางการวิจัยเป็นเรื่องที่เราต้องคำนึงถึงรวมทั้งเงื่อนไขหรือทิศทางการวิจัยที่จะไม่เป็นภาระของประเทศในวันข้างหน้าก็ควรที่จะได้มีการพูดคุยกัน ตนคิดว่าบทบาทของการวิจัยต่อการพัฒนาประเทศเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะทรัพยากรธรรมชาติลดน้อยลงวัตถุดิบมีปริมาณลดลง ฉะนั้นหากเราไม่พัฒนาสิ่งที่มีอยู่น้อยนิดอยู่แล้วนำไปแข่งขันกับต่างประเทศก็จะยิ่งแย่ลง ดังนั้นบทบาทของการวิจัยจะทำให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอันเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลด้วยเช่นกัน นายมานพ ตั้งอุตสาหะ ผู้อำนวยการกองแผนงาน กรมวิเทศสหการ อภิปรายเรื่อง "ความร่วมมือในการวิจัยกับต่างประเทศ" ว่า กรมวิเทศสหการมีความร่วมมือการวิจัยกับหลายๆประเทศ อาทิ ความร่วมมือกับญี่ปุ่นซึ่งญี่ปุ่นจะเน้นการวิจัยทางด้านการพัฒนาสังคม, การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม, การพัฒนาชนบทและภูมิภาค, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ, ความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยความร่วมมือกับญี่ปุ่นมี 7 รูปแบบคือ 1. โครงการให้ความร่วมมือกันด้านเทคนิค 2. มีผู้เชี่ยวชาญร่วมกัน 3. การศึกษาวิจัยเพื่อการพัฒนา 4. มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง 5. การขอรับความร่วมมือหลังจากจบโครงการวิจัยนั้นๆ 6. โครงการฝึกอบรม 7. โครงการพัฒนาในระดับภูมิภาค ในขณะที่ประเทศออสเตรเลียมีความสนใจจะทำการวิจัยในด้านการเกิด - การตายของเด็กและมารดา, อนามัยเจริญพันธุ์ ความรุนแรงของโรคเอดส์ (HIV) ความรุนแรงของการกดขี่ทางเพศระหว่างชายและหญิง การเข้าถึงธรรมรัฐ สาธารณูปโภคต่างๆ การศึกษาขั้นพื้นฐาน การพัฒนาท้องถิ่นชนบท การเพิ่มผลผลิตด้านการเกษตร การเพิ่มรายได้จากภาคการเกษตร ให้เกิดการกระตุ้นให้มีการจ้างงานที่ไม่ใช่ภาคการเกษตร การบริหารทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ประเทศแคนาดามีความสนใจการวิจัยร่วมกับประเทศไทย เช่น มหาวิทยาลัยต่างๆ (เกษตรศาสตร์,เชียงใหม่,มหิดล) ส่วนประเทศฝรั่งเศสสนใจร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วิจัยด้านสังคม, มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันวิจัยยาง สนใจงานด้านการเกษตร เยอรมันปัจจุบันเน้นการวิจัยด้านการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดเล็ก (SMEs) เนื่องจากทางเยอรมันรู้ว่าประเทศไทยกำลังประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ ในขณะที่เดนมาร์กเน้นความมีส่วนร่วมของผู้ทำการวิจัย โดยเน้นการมีส่วนร่วมกับมหาวิทยาลัยท้องถิ่นให้เข้ามามีบทบาทโดยจะใช้ Local Expert (ผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น) ของประเทศที่ให้ความช่วยเหลืองานวิจัย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกรมวิเทศสหการจะเป็นหน่วยงานที่จะประสาน และบริหารความร่วมมือการวิจัยกับต่างประเทศเพียงอย่างเดียวจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเมืองแต่อย่างใด นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความร่วมมือกับประเทศจีนในการวิจัยเรียกว่า "คณะกรรมการว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการไทย - จีน" โดยมีการะทรวงต่างประเทศ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ,เป็นประธาน มีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดทบวงมหาวิทยาลัย ฯลฯ เป็นคณะกรรมการร่วมมือทางการวิจัยซึ่งจะมีขั้นตอนการดำเนินงานที่กรมวิเทศสหการกำหนดไว้ ทั้งนี้ ผลงานวิจัยร่วมที่จะทำนั้นได้เน้นผลงานวิจัยที่เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อส่วนร่วม, สะท้อนถึงความต้องการด้านการพัฒนาแท้จริงของหน่วยงานและผลการวิจัยจะต้องขยายไปสู่ภูมิภาคด้วย โดยมีสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติจะเป็นผู้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของงานวิจัย นางมธุรส สุมิพันธ์ ผู้อำนวยการกองแปลและวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า บทบาทและหน้าที่ของ วช. คือ การส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งความร่วมมือการวิจัยกับต่างประเทศเป็นเพราะว่าต่างประเทศมีบุคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญ อีกทั้งเทคโนโลยีซึ่งบางครั้งมีมากกว่าเราซึ่งก็ควรที่จะได้รับการถ่ายทอด, แลกเปลี่ยนข้อมูล แลกเปลี่ยนเครือข่ายระหว่างกัน โดยความร่วมมือสนับสนุนการวิจัยของ วช. มี 3 ลักษณะคือ ความร่วมมือส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยกับต่างประเทศ, การอนุญาตให้นักวิจัยต่างประเทศมาทำการวิจัยในประเทศไทยและกิจกรรมอื่นๆ ทั้งนี้ ความร่วมมือกับต่างประเทศได้มีการทำบันทึกความเข้าใจ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 โดยความร่วมมือมีความสัมพันธ์ในระดับดีมากคือประเทศเยอรมันซึ่งเริ่มเมื่อปี 2530 จนถึงปัจจุบัน มีทั้งสิ้น 32 โครงการ ซึ่งนักวิจัยต้องทำข้อเสนอโครงการ และนักวิจัยไทยที่ทำวิจัยร่วมก็ต้องขอเสนอโครงการเข้ามาด้วยเช่นกันและต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ชำนาญก่อนของแต่ละประเทศก่อนจึงเข้ามาจัดตั้งทีมงานวิจัย ส่วนการประเมินผลการวิจัยจะมีการประเมินผลตลอดเวลาในขณะที่ทำ ต้องมีคุณภาพ มีประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อประเทศนั้นๆ ผู้อำนวยการกองแปลฯ กล่าวว่า ส่วนการอนุญาตให้นักวิจัยต่างประเทศเข้ามาทำการวิจัยในประเทศไทยนั้น ต้องมีหน่วยงานในประเทศไทยรองรับอย่างน้อย 90 วัน และต้องระบุว่าด้วยการมีหน่วยงานไหนร่วมทำการวิจัยด้วย ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ที่ไทยมีความร่วมมือ เช่น ร่วมมือกับญี่ปุ่น ในการศึกษาวัฎจักรของพลังงานและน้ำบนพื้นโลก เก็บข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา โดยใช้ประเทศไทยเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตาม การวิจัยดังกล่าวได้ใช้ประเทศทิเบตและเกาหลีเป็นแหล่งหาข้อมูลด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อใช้สร้างเป็นแบบจำลองไว้พยากรณ์ปรากฏการณ์ธรรมชาติ นอกจากนี้ วช. ร่วมมือกับยูเนสโก จัดตั้งสำนักงานภูมิภาคภาคพื้นแปซิฟิกตะวันตก (สำนักงานตั้งอยู่สภาวิจัยแห่งชาติ) ดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทางทะเล ซึ่งนักวิจัยไทยจะได้รับประโยชน์ในการสนับสนุนให้เข้าร่วมประชุมทั้งในประเทศและต่างประเทศในเรื่องวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองศาสตราจารย์ ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า จุดประสงค์ของการวิจัยร่วมกับต่างประเทศคือ เพื่อร่วมคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ในวงวิชาการ, เพื่อเรียนรู้วิทยาการที่ต่างชาติมีความก้าวหน้ามากกว่าเรา และเราสามารถรับการถ่ายทอดวิทยาการเหล่านี้มาสู่เราได้, เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีบางอย่างให้แต่ละประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าว่า ประเทศไทยซึ่งจะมีประโยชน์ต่อไทยเช่นกัน และเพื่อเป็นการสร้างสิทธิประโยชน์จากการวิจัยร่วมกัน ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อวงวิชาการ เป็นการพัฒนาบุคลากรในวงวิชาการ โดยสิทธิประโยชน์ในการวิจัย เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์ต่างๆ อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ที่ได้มาจากการวิจัยทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการวิจัยจะได้แก่ นักวิชาการ, นักวิจัย, ผู้บริหาร, นิสิต นักศึกษา ในระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท,ปริญญาเอก) อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือการวิจัยกับต่างประเทศมีระหว่างสถาบันการศึกษา, อาจารย์มหาวิทยาลัย นิสิต นักศึกษา องค์การภาคธุรกิจเอกชนต่อเอกชนซึ่งในส่วนของการวิจัยระหว่างภาคเอกชนนั้นตนเห็นว่า มีความพร้อมมากกว่าส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำวิจัยเฉพาะทางและมีความสนใจธุรกิจนั้นๆ เฉพาะ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยฯ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการร่วมมือกับต่างประเทศในการวิจัยคือ จะได้อะไรจากการวิจัยร่วมกับเขาและจะต้องมีการบริหารจัดการให้เป็นไปตามที่เรามุ่งหวังไว้ ไม่มีใครในโลกนี้ให้อะไรเราฟรีๆ เราต้องช่วยกันคิดในหลาย Secfor เพื่อไม่ให้เราเสียเปรียบและต้องบรรลุวัตถุประสงค์นั้นๆ ซึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ ประโยชน์ที่จะได้รับซึ่งต้องมีการวิเคราะห์ในกลุ่มนักวิจัยด้วยกัน ต้องเตรียมคนที่จะทำงานร่วมกับเขา เตรียมงบประมาณ, ต้องคำนึงถึงการแบ่งสรรทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิประโยชน์ที่เกิดจาการการวิจัยร่วมซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ต้องทำความตกลงกันแต่เริ่มแรก ทั้งนี้ ทรัพย์สินทางปัญญารวมไปถึง กระบวนการต่างๆ ทั้ง สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ ตำรา โดยทั้งสองฝ่ายต้องทำบันทึกข้อตกลงต้องคำนึงถึงการถ่ายทอดความรู้ให้แก่กันและกัน ต้องคำนึงถึงการเผยแพร่และถ่ายทอดความรู้ให้แก่กันและกัน ต้องคำนึงถึงการเผยแพร่และถ่ายทอดงานวิจัยที่ทำสำเร็จแล้วซึ่งไทยจะต้องมีส่วนร่วมด้วยต้องเลือกหาพันธมิตรที่เหมาะสมในการทำวิจัยร่วม ซึ่งต้องมีความชำนาญเรื่องที่ทำการวิจัยจริงๆ มีเครื่องมืออุปกรณ์ทันสมัย มีภูมิหลังด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย พันธมิตรที่ร่วมทำวิจัยจะต้องไม่เอาเปรียบ ดร. ขจิต สุขุม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ในมุมองของตนเห็นว่า การวิจัยมี 2 ลักษณะ คือ การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยด้านสังคมศาสตร์ซึ่งการวิจัยก่อให้เกิดประโยชน์ดังนี้ คือ ได้ความรู้ด้านเทคนิค, ได้องค์ความรู้ที่เกิดจากการวิจัย, ได้เครื่องมืออุปกรณ์ที่เกิดจากการวิจัย และรายได้ของนักวิจัย, สถาบันได้ชื่อเสียง, นักวิจัยได้ชื่อเสียง เป็นต้น ทั้งนี้ ในการทำวิจัยร่วมกันต้องคิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ, มีจุดยืนที่มั่นคงต้องไม่ถูกโน้มน้าวด้วยต้นทุนของการวิจัย, ต้องรู้เท่าทันและประเมินค่างานวิจัยให้ถูกต้อง, กำหนดความเป็นเจ้าของ เช่น วัตถุดิบในการวิจัย บุคลากร และเมื่อการวิจัยสำเร็จเรียบร้อยแล้วต้องมีการคุ้มครองผลประโยชน์การวิจัยโดยมีความตกลงการวิจัยที่เป็นมาตรฐานระหว่างสองฝ่าย, ต้องมีกฎหมายหรือพระราชบัญญัติต่างๆ ที่จะคุ้มครองผลการวิจัยนั้น และต้องมีความร่วมมือระดับพยุหภาคีจึงจะทำให้ความร่วมมือการวิจัยลุล่วงไปด้วยดี อย่างไรก็ตาม ได้มีการระดมความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อวางกรอบนโยบายความร่วมมือการวิจัยกับต่างประเทศโดยมีนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิให้นานาทัศนะว่า ความร่วมมือทางการวิชาการต้องเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น การวิจัยต้องไม่ไปอยู่ในมือคนใกล้ชิดหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง นักวิจัยต้องมีความพร้อมเกี่ยวกับกระบวนการวิจัย, หน่วยงานที่ทำวิจัยต้องมีงบประมาณในการวิจัยร่วมด้วย, มีการสร้างเครือข่ายในการวิจัยร่วมกัน, นักวิจัยไทยต้องพยายามออกไปทำวิจัยนอกประเทศบ้าง เพื่อนำวิทยาการความรู้ใหม่ๆ มาพัฒนางานวิจัยของตนเอง รวมทั้งนักวิจัยต้องมีมุมมองที่กว้างไกล--จบ-- -ศน-

ข่าว สถาบันการศึกษา ล่าสุด