(ต่อ1) Windtalkers Production Notes (คุณจะเสียสละเพื่อประเทศชาติได้มากแค่ไหน?)
กรุงเทพฯ--25 มิ.ย.--Twentieth Century Fox ชาง ผู้อำนวยการสร้าง กล่าวว่า "ในตอนแรก ฉากสงครามไซปัน ไม่ได้ถูกเขียนให้ยิ่งใหญ่เท่าที่ปรากฎในหนัง แต่พอเขียนสคริปท์จบและมอบให้กับผู้กำกับการแสดงอย่างจอห์น คุณต้องให้อิสระทางความคิดแก่เขา และเขาต้องการฉากสงครามที่เกรียงไกร เฉพาะในฉากแรกฉากเดียว เราใช้ระเบิดถึง 280 ลูก และตัวแสดงประกอบ 700 คน" ภาพเรือรบ และเครื่องบิน ซึ่งสร้างจากคอมพิวเตอร์ ได้ถูกใส่เข้าไปเพื่อขยายความยิ่งใหญ่ของสงคราม "เป็นหนังที่ยิ่งใหญ่ สำหรับเรื่องราวทีถ่อมตัวขนาดนั้น" ชางกล่าว "ใหญ่ที่สุดเท่าที่จอห์นและผมเคยทำมา"ขณะที่เคจ และสเลเตอร์ได้เคยเห็นการให้คำสั่งกับทีมงานของวูมาก่อนแล้ว นักแสดงอื่นๆ ถึงกับอึ้ง มาร์ค รัฟโฟโลกล่าวว่า "เขาน่าทึ่งอย่างเหลือเชื่อ ในช็อตหนึ่ง เรามีกล้องวิ่งไล่ตามหลังและลงหลุมไปพร้อมกับกองทหารซึ่งกำลังต่อสู้ เป็นอีกเทคหนึ่งซึ่งยาวมาก จากคนหนึ่งไปสู่อีกคน เขาเต้นไปพร้อมกับทุกสิ่ง เหมือนละครฉากเดียวจบ" การเก็บภาพฉากสงครามอันมโหฬารของวูนั้น ตกเป็นภาระเต็มบ่าของผู้กำกับภาพผู้สามารถ เจฟฟรีย์ คิมเบล จาการที่เคยร่วมงานกับวูมาแล้วในเรื่อง Mission: Impossible 2 คิมเบลจึงไม่แปลกใจกับการสร้างสรรค์งานในรูปแบบของวู ในการที่กล้องต้องตามแอ็คชั่น "จอห์นชอบให้ทุกอย่างเคลื่อนไหว เขาชอบการเต้นไปตามจังหวะ เขาชอบให้กล้องเต้นไปด้วย" คิมเบลกล่าว "เขาต้องการให้หนังออกมาสมจริง ให้คนดูรู้สึกราวกับอยู่ในสงครามด้วยกัน" คิมเบลให้ความรู้สึกเหมือนหนังสารคดีในฉากต่างๆ และเน้นกรอบของเรื่องด้วยการใช้ รูปแบบ Super 35 "ภาพจะออกมาใหญ่กว่า เมื่อฉายในโรงภาพยนต์" เขากล่าว ในบางครั้ง คิมเบลต้องเผชิญกับงานที่น่าเกรงขาม ในการใช้กล้องมากถึง 14 ตัว ถ่ายทำในเวลาต่อเนื่องกัน บางครั้งกล้องจะถูกติดเข้ากับเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งบินอยู่เหนือหัว ซึ่งทีมงานมือหนึ่งของคิมเบลจะต้องหาวิธีที่ดีที่สุด (และปลอดภัย) ในการพรางตัวเข้ากับฉากสงคราม กล้องถูกซ่อนไว้ในพาหนะของข้าศึก รถถัง และ สนามเพลาะ และตากล้องและผู้ช่วยก็จะพรางตัวด้วยชุดเครื่องแบบทหาร คิมเบล ทำทุกอย่างเพื่อให้มั่นใจว่าภาพความโหดร้ายแห่งไซปันตามความตั้งใจของวู ได้ถูกบันทึกไว้บนฟิล์มโดยละเอียด "เราใช้วิธีพรางตัวทุกอย่างที่ทำได้ ในช็อตกว้างเราต้องการอยู่ร่วมกับกองทหาร ท่ามกลางแอ็คชั่นเข้มข้น เราจึงทำแม้แต่ต้องให้ตากล้องทหารถ่ายทำโดยแต่งเป็นกล้องสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง"การขนส่งที่เกี่ยวข้องในฉากการรบนั้น เป็นเรื่องใหญ่และใช้เวลามาก เนื่องจากมีตัวประกอบถึง 700 คนมาร่วมเข้าฉาก - เป็นจำนวนทหารเรือ 500 นาย และทหารญี่ปุ่นราว 250 นาย โดยประมาณ - ทั้งหมดซึ่งใช้วิธีว่าจ้างจากคนพื้นที่ บวกกับทีมงานอีก 350 คน เพียงเท่านี้ กองถ่าย Windtalkers ก็กลายเป็นกองทัพไปเสียเองแล้ว บางวันเต๊นท์อาหารต้องเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับคนจำนวนถึง 1,000 คนเลยทีเดียว ตัวประกอบหลายคนมีภูมิหลังจากการเป็นทหารมาก่อน - ทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือ, กองหนุน, หรือนายทหารอาชีพระหว่างลาพัก เป็นภาพที่น่าดูของชายเป็นร้อยๆ ในชุดกองทัพเรือสหรัฐฯ เดินแถวขึ้นจากทะเลมายังเส้นเขตแดนฝ่ายตรงข้าม, สนามเพลาะลึก 4 ฟุตเป็นแนวยาว ตามแบบที่ทหารญี่ปุ่นได้ขุดเมื่อ 50 ปีที่แล้ว จากแนวนี้ เห็นการเคลื่อนไหวของกองกำลังทหารเรือได้อย่างชัดเจน ระเบิดรัศมีกว้าง รถถัง และปืนกล อันเป็นภาพที่ทำให้ผู้เห็นต้องหยุดหายใจ ไรซ์ ผู้เขียนเรื่องกล่าวว่า "ผมพูดไม่ออกไปเลยเมื่อเปิดกล้องวันแรก มหัศจรรย์ที่ได้เห็นภาพคนเป็นพันในทุ่งกว้าง รถถังวิ่งผ่านหน้า และระเบิดนับร้อยลูกพร้อมกันปรากฎในสายตา เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นในฐานะนักเขียน ที่ได้เห็นนักแสดงและผู้คนซึ่งเต็มไปด้วยความสามารถ มาทำให้เรื่องของเรามีชีวิต" ค่ายทหาร ก่อนการถ่ายทำ ผู้แสดงหลักได้มาเข้าร่วมกับตัวประกอบอีก 62 คนที่ค่ายทหาร พวกเขาได้รับการฝึกตามวิธีของทหารเรือสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเวลา 1 อาทิตย์ หนังเรื่อง Windtalkers โชคดีมากที่ได้รับความช่วยเหลือจากกระทรวงกลาโหม ซึ่งจัดให้ฐานทัพเรือคาเนโอเฮ เป็นสถานที่ฝึกของเหล่านักแสดงภายใต้การแนะนำของ จ่าสิบเอก จิม ดีเวอร์ (นายทหารเรือเกษียนอายุ หลังจากรับราชการมา 25 ปี) และผู้ฝึกสอนนายเรือซึ่งยังอยู่ในหน้าที่ กลุ่มนักแสดงเรียนรู้วิธีการเดิน พูด และคิดแบบทหารเรือ ดีเวอร์ ผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิคของทหารให้กับภาพยนต์อีกด้วย กล่าวว่า "พวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับกองทัพเรือ ประวัติ และโครงสร้าง การถือ บรรจุกระสุน และทำความสะอาดอาวุธ อย่างถูกต้อง และการเคลื่อนไหวในสนามรบ อย่างที่ทหารจริงทำในตอนนั้น" ค่ายทหารทำให้นักแสดงได้ลิ้มรสชีวิตทหาร แนะนำพวกเขาให้รู้จักยุทธวิธี และไหวพริบ รวมทั้งศัพท์เฉพาะทางทหาร แต่ผลที่สำคัญที่สุดคือการมีประสพการณ์ร่วมกันของเหล่านักแสดง พวกเขาสามารถที่จะเริ่มมีความเป็นเพื่อนต่อกัน และทำให้ความสนิทสนมกันระหว่างตัวละครสมจริงเมื่อถึงเวลาเข้าฉาก บรรดานักแสดงเดินเข้าฉาก และทุกคนยังเต็มไปด้วยความรู้สึกของค่ายทหาร พร้อมกับสารอดรีนาลีนที่เต็มปรี่เตรียมออกรบ พวกเขาทึ่งกับสิ่งที่ได้พบเห็น "มันทำให้เรารู้สึกสุดขั้ว สงครามโลกครั้งที่สองถูกทำให้มีชีวิตขึ้นมาอีกคร้ง เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ รู้สึกว่าทั้งอันตราย และน่ากลัวในการที่เป็นส่วนหนึ่งของมัน" ชุบชีวิตเกาะไซปัน เครื่องแต่งกายที่น่าเชื่อถือของทั้งกองทัพเรือ และทหารญี่ปุ่น ช่วยสร้างความรู้สึกสมจริงให้กับเหล่านักแสดง ด้วยการทำงานแรมเดือนล่วงหน้า จากวัสดุที่ได้ข้อมูลจากประวัติศาสตร์ ผู้ควบคุมเครื่องแต่งกาย นิค สการาโน สั่งตัดเย็บเครื่องแบบทหารเรือ 1300 ชุด และเครื่องแบบทหารญี่ปุ่น 1000 ชุด ด้วยผ้าที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพิเศษ เพื่อรักษาคำมั่นของจอห์น วู ในความเป็นของแท้ สการาโนทำงานร่วมกับทีมอาร์ติสท์ผ้าที่ขยันขันแข็ง เพื่อทำให้ชุดดูทรุดโทรม ราวกับผ่านสงครามที่เลวร้ายที่สุดมาแล้ว จากการค้นคว้า สการาโนพบว่าเครื่องแบบทหารเรือสมัยสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ไม่เข้าชุดกัน "พวกเขาเป็นทหารชุดสุดท้ายที่ได้รับเครื่องแบบ จึงลงเอยด้วยการได้ชุดที่ไม่เข้าคู่ หรือชุดพรางไม่พอดีตัว สีเขียวซีด" ลูกโซ่ของคำสั่งในฉากนั้นเหมือนกับสิ่งที่เราคิดว่าจะได้ยินในเวลารบ วูจะบอกถึงภาพที่เขาต้องการกับผู้ช่วยผู้กำกับหมายเลขหนึ่ง และมือขวาของเขา อาร์เธอร์ แอนเดอสัน และผู้ประสานงานสตันท์ ไบรอัน ซเมิร์ซ การเคลื่อนไหวของกองกำลังตัวประกอบ จะได้รับการจัดการโดยที่ปรึกษาด้านเทคนิคของทหาร จ่าสอบเอก จิม ดีเวอร์ ซึ่งจะออกคำสั่งให้ผู้บังคับกองจำนวน 9 นาย นำกลุ่มชายราว 40-50 คนในแต่ละกลุ่ม เพื่อจัดให้แสดงในแต่ละเทค สตันท์จำนวน 40 คน กระจายปะปนอยู่ในหมู่ตัวประกอบเหล่านี้ ทั้งหมดอยู่ในชุดทหารเช่นเดียวกัน พวกเขาจะเคลื่อนไหวไปพร้อมกับบรรดาตัวประกอบ และเป็นโล่ให้ปลอดภัยจากเอ็ฟเฟ็คระเบิดนับไม่ถ้วนซึ่งถูกฝังไว้ ภายใต้การควบคุมของซเมิร์ซ ซึ่งเป็นผู้ประสานงานสตันท์ให้กับหนังของวูทั้งสี่เรื่องที่เพิ่งผ่านมา ทีมสตันท์นั้นได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม พวกเขาจะใส่ชุดป้องกันและวิ่งฝ่าลูกไฟมากมายและจะเป็นผู้ถูก "ยิงโดยดินปืน" ในระหว่างการต่อสู้มากมายที่ดุเดือดและโหดร้ายในฉากสงคราม ผู้ประสานงานฝ่ายอาวุธ "ร็อค" กาล็อตติ รวบรวมอาวุธปืนสมัยสงครามโลกครั้งที่สองจำนวนกว่า 500 กระบอก และอาวุธจำลองทำจากยางกว่า 700 ชิ้น จากนักสะสม และฝ่ายอุปกรณ์เข้าฉากหลายแห่ง เพื่อมาใช้ในภาพยนต์ กองทัพเรือในหนังติดอาวุธยุทโธปกรณ์ อาทิเช่น ปืนไรเฟิล M1, ปืนคาร์ไบน์ M1, ไรเฟิลอัตโนมัติ บราวนิ่ง และปืนกลทอมสัน ในขณะที่ทหารญี่ปุ่นจะใช้ ปืนไรเฟิล อริซาก้า, ปืนกลญี่ปุ่นแบบ 92 และ ปืนกลเบาแบบ 99 กาล็อตติประมาณการว่าในหนังเรื่องนี้ มีการใช้ดินระเบิดกว่าครึ่งล้านรอบ รวมทั้งมีการใช้รถถังรุ่นเชอร์แมน และรุ่นสจ๊วตที่ย่อมลงมา รวมทั้งรถถังฮาโกะของญี่ปุ่น เพื่อเข้าฉากสนามรบอีกด้วย "วูชักนำคนดูได้อย่างสมบูรณ์แบบ" เทรซี เกรแฮมกล่าว "พวกเขามิได้เพียงแต่นั่งชมสงคราม - แต่ร่วมอยู่ด้วย" สำหรับนักแสดง ซึ่งเล่นบทสตันท์เองมากมาย ความใกล้ชิดสงครามขนาดนี้ทำให้น่าหวาดหวั่นอย่างมากในบางครั้ง คริสเตียน สเลเตอร์กล่าวว่า "เป็นฉากที่อันตราย น่ากลัว จากฉากหนึ่งไปยังอีกฉากหนึ่ง ในฉากยาวๆ บางฉาก เราต้องวิ่งผ่านกับระเบิดและระเบิดมากมาย - ต้องระวังกันทุกฝีก้าว" อดัม บีช เสริม "ผมเองยังเป็นโรคประสาทจากความเครียดในสนามรบ หลังจากทำงานได้สองวัน" และโนอาห์ เอ็มเมอริคกล่าว่า "จากการทำงานเรื่องนี้ ผมมีคอนเซ็ปท์ใหม่เกี่ยวกับสงคราม ผมได้ใกล้ชิดกับมันมากเท่าที่เคยอยากเอาไว้" ในขณะที่ทุ่งเขียวขจีแห่งท้องทุ่งโออาฮูเป็นภาพสวยสดงดงาม แต่ฝนซึ่งโปรยปรายลงมาบ่อยๆ ตามภูมิอากาศท้องถิ่นนั้น ก็สร้างความลำบากให้กับการขนส่งของทีมงานมิใช่น้อย พายุฝนนั้นมักจะไม่ค่อยปราณีหรือตกๆหยุดๆ แต่ผลที่ตามมาก็เหมือนกันทุกคราวไป : หล่มโคลน บางคราวก็ลึกเสียด้วย ซึ่งทำให้การเดินทางบนถนนเสี่ยงอันตรายสำหรับพาหนะของทีมงาน เอ็ฟเฟ็คดอกไม้ไฟต้องถูกระงับ กล้อง ยุทธสัมภาระ และเสื้อผ้า ต้องได้รับการคลุมป้องกันอย่างระมัดระวัง เมื่อการถ่ายทำที่คอกคูอาโลอาเสร็จสิ้นลง ทีมงานก็ย้ายไปยังป่ามะพร้าว แถบที่ดินในดิลลิงแฮม ชายฝั่งด้านเหนือของโออาฮู เพื่อเก็บภาพของฉากทีโพ เพล แถบนี้แห้งแล้งและเต็มไปปด้วยฝุ่น นับเป็นการเบรกที่ดีหลังจากกรำฝนในคูอาโลอา หลังจากการถ่ายทำสองเดือนในฮาวาย นักแสดงและทีมงานจึงย้ายมาขึ้นบกและถ่ายทำต่อในแคลิฟอร์เนียใต้ ฐานทัพยุทโธปกรณ์ทางอากาศของกองทัพเรือ พอยท์ มูกู ถูกใช้เป็นฉากค่ายทาวาร่าในหนัง ซึ่งเป็นจุดเข้าประจำการก่อนออกรบ ส่วนโรงพยาบาลทหารผ่านศึกในลอส แอนเจลิส ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากที่เอ็นเดอส์พักฟื้นหลังบาดเจ็บจากสงคราม และได้พบกับริต้า หลังจากหลายคืนที่เหน็บหนาวในการถ่ายทำที่สวนสาธารณะมาลิบู ครีก ในที่สุดเหล่านักแสดงและทีมงานของ Windtalkers ก็ย้ายไปยังคอกปศุสัตว์ส่วนบุคคล Los Angeles County เพื่อถ่ายทำส่วนที่เหลือในระยะเวลาสองเดือน นักแสดง นิโคลัส เคจ (โจ เอ็นเดอส์) ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองจากผลงานแสดงในบทคนติดเหล้าจนเสียชีวิตด้วยสาเหตุนั้น ในหนังของไมค์ ฟิกกิส เรื่อง Leaving Las Vegas เขายังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ และ รางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมจาก New York Film Critics Circle, Los Angeles Film Critics Association, Chicago Film Critics, และ National Board of Review ล่าสุดเคจได้รับรางวัลแรกจาก Distinguished Decade in Film Award จาก ShoWest และเขายังได้รับรางวัล American Cinematheque Award ในงานประจำปีของ Moving Picture Ball และเขาได้ประทับรอยพิมพ์มือและเท้าไว้บนลานหน้า Mann's Chinese Theater ในฮอลลีวู้ดอีกด้วยผลงานแสดงล่าสุดของเคจคือจากหนังของจอห์น แมดเดน เรื่อง Captain Correlli's Mandolin และในหนังโรแมนติค คอมเมดี้ ของเบรต แจตเนอร์ เรื่อง Family Man คู่กับที ลีโอนี่ เขายังร่วมแสดงในหนังบ็อกซ์ออฟฟิซของเจอรี่ บรุคไฮม์เมอร์ เรื่อง Gone in Sixty Seconds คู่กับแอนเจลิน่า โจลี่ และจีโอวานนี่ ริบิซี และในหนังดราม่าของมาร์ติน ซอสเซส เรื่อง Bringing Out The Dead งานที่จะตามมาเร็วๆ นี้ ได้แก่ หนังของสไปค์ โจนส์ เรื่อง Adaptation คู่กับ เมอริล สตรีพ ในปี 1999 เคจแสดงหนังของโจเอล ชูมาร์กเกอร์ เรื่อง Eight Millimeter, หนังของไบรอัน เดอ พาลมา เรื่อง Snake Eyes, และหนังของแบรด ไซเบอร์ลิงก์ เรื่อง City of Angels ซึ่งอิงเค้าโครงเรื่องจากหนังเยอรมันเรื่องดังของวิม เวนเดอส์ Wings of Desire ในปี 1997 เคจแสดงหนังแอ็คชั่น ระทึกขวัญเรื่องดังของจอห์น วู ใน Face/Off กับ จอห์น ทราโวลต้า และในเรื่อง Con-Air กับจอห์น คูซาค และจอห์น มัลโควิช และในเรื่อง The Rock กับชอน คอนเนอรี่ และเอ็ด แฮรริสการแสดงของเคจในบทสัตวแพทย์เวียดนามผู้ระทมทุกข์ ในเรื่อง Birdy มีส่วนในการที่ทำให้เขาก้าวสู่การแสดงอย่างจริงจัง จากผลงานกำกับการแสดงของ อลัน พาร์กเกอร์ Birdy ได้รับรางวัลจาก Cannes Film Festival และเขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ ในฐานะดารานำชายยอดเยี่ยมจากบทบาทคู่รักของเชอร์ ในเรื่อง Moonstruck หนังของเดวิด ลินช์ เรื่อง Wild At Heart, นำแสดงโดยเคจ และลอร่า เดิร์น ได้รับรางวัล Palm d'Or ในปี 1990 ที่ Cannes Film Festival เคจได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำอีกครั้งจากบทบาทในหนังโรแมนติคคอมเมดี้เรื่อง Honeymoon in Vegas ซึ่งแสดงคู่กับซาร่า เจสสิก้า ปาร์กเกอร์ และเจมส์ แคน ในปี 1996 เคจได้รับเกียรติจาก Montreal World Film Festival ด้วยรางวัล Lifetime Achievement Award นอกจากนี้เขายังมีชื่อเสียงโด่งดังจากหนังอีกมากมาย อาทิเช่น Guarding Tess, Red Rock West, It Could Happen To You, Kiss of Death, Valley Girl, Cotton Club, Racing with the Moon, The Boy in Blue, Peggy Sue Got Married, หนังของโจเอลและอีธาน โคเอน เรื่อง Raising Arizona, Vampire's Kiss และ Fire Birds และเขายังอำนวยการสร้างหนังเรื่อง Shadow of the Vampire นำแสดงโดยจอห์น มัลโควิช และวิลเลม ดาโฟ และที่กำลังจะออกฉาย เรื่อง The Life of David Gale นำแสดงโดยเควิน สเปซี, เคท วินสเล็ต และลอร่า ลินนีย์ เขาเพอ่งจะเสร็จสิ้นการถ่ายทำหนังผลงานกำกับเรื่องแรกของเขา Sonny, นำแสดงโดย เจมส์ ฟรังโก และเมนา ซูวารี่ ผลงานแสดงเรื่องแรกของเคจ คือ Rumble Fish อดัม บีช (เบน ยาซี) อาจเป็นที่รู้จักดีหากเอ่ยถึงผลงานที่สร้างชื่อเสียงของเขาในบทวิคเตอร์ โจเซฟ จากเรื่อง Smoke Signals,ซึ่งได้รับรางวัล Filmmaker's Trophy และ Audience Award ที่ Sundance Film Festival อดัมกำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำหนังดราม่าเรื่อง Skin Walkers ในอริโซน่าให้กับ PBS ซึ่งบริษัท Wildwood ของโรเบิร์ต เรดฟอร์ด และ Grenada USA เป็นผู้อำนวยการสร้างอีกไม่นานอดัมจะมีผลงานอินดี้เรื่อง The Big Empty ร่วมแสดงกับ จอน ฟาฟโร, เรเชล เลห์ คุ๊ก, ดาริล ฮานนาห์ และเคลซี แกรมมาร์ และในหนังของผู้กำกับ เคธี ทาลิโอ เรื่อง Posers ล่าสุดอดัมเพิ่งเสร็จจากการรับบทให้หนังอินดี้เรื่อง Last Stop ของผู้กำกับมาร์ค มาโลน และ เรื่อง Now and Forever กับมีอา เคิร์ชเนอร์ เขายังแสดงเรื่อง The Art of Woo, หนังอินดี้ซึ่งเปิดตัวที่ Toronto Film Festival อดัมเกิดที่มานิโทบา แคลิฟอร์เนีย และเริ่มชีวิตการแสดงในวินนีเพ็กในตอนยังเป็นวัยรุ่น เมื่ออายุ 16 ปี เขาได้รับการแนะนำให้พบกับผู้อำนวยการคัดเลือกตัวประกอบ แลพการพบกันครั้งนั้นทำให้เขาได้ร่วมแสดงในหนังเรื่อง Lost in the Barrens รับบทเพื่อนร่วมพายเรือแคนูกับเกรแฮม กรีน อดัมใช้เวลาสี่ปีต่อมาบนเวทีละครที่โรงละครเล็กในมานิโทบา และยังมีโอกาสปรากฎในภาพยนต์และทางโทรทัศน์ในระหว่างช่วงเวลานั้นอีกด้วย ในที่สุดเขาได้รับบทในภาพยนต์สร้างเพื่อฉายทางทีวี เรื่อง Spirit Rider การแจ้งเกิดครั้งนั้นติดตามมาด้วยงานในเรื่อง Cadillac Girls นำแสดงโดย เกรกอรี่ แฮริสัน รวมทั้งบทบาทปัจจุบันในงานผลิตแห่ง CBC เรื่อง North of 60 อีกไม่นานต่อมาอดัมได้รับคัดเลือกให้รับบทนำใน Squanto, A Warrior's Tale คู่กับแมนดี้ แพทินคิน แต่ผู้ที่มองเห็นแววซึ่งแสดงความชอบด้านขำขันของอดัมกลับเป็นบรูซ แมคโดนัลแห่งแคนาดา ซึ่งเลือกให้เขารับบท แฟรงค์ เฟนซีโพสท์ ในหนังดัดแปลงจากงานของ W.P. Kinsella เรื่อง Dance Me Outside ภาพยนต์เรื่องนี้ทำให้เขาได้รับคำวิจารณ์เป็นอันมากทั้งในแคนาดาและสหรัฐฯ และทำให้ได้รับรางวัล Best Actor จาก American Indian Film Festival ผลงานที่ได้รับรางวัลทำให้เขาได้แสดงในซีรี่ส์โทรทัศน์อีกมากมายหลายภาค อาทิเช่น Lonesome Dove, Touched By An Angel, Walker, Texas Ranger, Madison, Dead Man's Gun, และร่วมแสดงในบทชาร์ลีในหนังของ CBC เรื่อง The Rez และแขกรับเชิญในเรื่อง First Wave ผลงานภาพยนต์ ได้แก่ My Indian Summer (Best Actor In A Feature Film จาก 1st Americans In The Arts), A Boy Called Hate, The Adventures of Joe Dirt ร่วมแสดงกับ เดวิด สเปด, และ Mystery, Alaska. งานของอดัมนั้นหยั่งรากลึกจากการสืบทอดทางพื้นเมือง อันนำมาซึ่งมุมมองที่แตกต่างและกว้างไกลในฝีมือของเขา คำมั่นที่เขามีต่อพัฒนาการทางจิตวิญญานผ่านทางการเต้น grass dancing เป็นจุดเริ่มแห่งการทำงาน อดัมยังใช้เวลาว่างเล่นฮ็อกกี้ และสละเวลาในการให้เสียงและศรัทธาแรงกล้าในการสนับสนุน Native Youth เขายังร้องเพลงและเล่นกีต้าร์ให้กับวงของตนเอง Jesus Murphy ปีเตอร์ สตอร์มแมร์ (เฮล์มสตัด) เริ่มเข้าสู่การแสดงในบ้านเกิดที่สวีเดน ที่ Royal National Theater of Sweden ภายใต้การกำกับของอิงค์มาร์ เบิร์กแมน เขารับบทนำในเรื่อง Long Day's Journey Into Night, Miss Julie, King Lear and Hamlet. ในขณะที่แสดงเรื่อง Hamlet ในนิวยอร์ก สตอร์มแมร์ ได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้นโดยผู้ชมชาวอเมริกัน แลได้รับการทาบทามให้แสดงภาพยนต์อเมริกันเรื่องแรก สตอร์มแมร์ยังคงแสดงบนเวทีละคร แม้จะมีงานภาพยนต์ทยอยเข้ามา ปรากฎในงานของ Actors Studio และ The Public Theater ในขณะเดียวกัน เขากลายมาเป็น Associate Director แห่ง Globe Theater ใน Tokyo ผลงานภาพยนต์มีชื่อของสตอร์มแมร์ ได้แก่ Awakenings, Girl 6, Mercury Rising, Playing God, Flirting with Disaster และรวมทั้งหนังมีชื่อเสียงของโจเอลและอีธาน โคเอน เรื่อง Fargo การประสบความสำเร็จของ Fargo ทำให้เขาย้ายจากนิวยอร์คมายังลอส แอนเจลิส พร้อมกับภรรยา โตชิมิ เขายังเคยแสดงในหนังของสปีลเบิร์ก เรื่อง The Lost World, หนังของพี่น้องโคเอน เรื่อง The Big Lebowski, หนังของโจเอล ชูมาร์กเกอร์ เรื่อง Eight Millimeter และหนังของไมเคิล เบย์ เรื่อง Armageddon สตอร์มแมร์เพิ่งปรากฎในหนังของ ลาร์ส วอน ไทรเออส์ เรื่อง Dancer in the Dark และหนังของวิม เวนเดอร์ส เรื่อง Million Dollar Hotel งานหนังที่กำลังจะออกฉายยังมีของสตีเวน สปีลเบิร์กส เรื่อง Minority Report, Happy Campers, และ Spun โนอา เอ็มเมอริค (ชิค) เป็นที่รู้จักดีจากบท มาร์ลอน เพื่อนสนิทของทรูแมน เบอร์แบงค์ (จิม แครี่) ในหนังของปีเตอร์ เวียร์ เรื่อง The Truman Show ผลงานภาพยนตต์เรื่องแรกของโนอา ในบท โม จากนหังของเทด เดมม์ เรื่อง Beautiful Girls ร่วมกับแมท ดีลอน, ทิมโมธี ฮัตตัน และโรซี โอ ดอนเนล ผลงานล่าสุดของเขาจากหนังดราม่า ไซ-ไฟของเกรกอรี่ ฮอบบิท เรื่อง Frequency ร่วมกับเดนนิส เควด และเจมส์ คาวิเซิล และในหนังไร้สังกัดเรื่องฮิต Love & Sex กับ แฟมเค แจนเซน และจอน ฟาฟโร ต่อไปเขาจะร่วมแสดงใน Beyond Borders กับแอนเจลินา โจลี ผลงานสร้างชื่ออื่นๆ ของเขายังมีเรื่อง Life กับเอ็ดดี้ เมอร์ และมาร์ติน ลอว์เรนส์, เรื่อง Crazy in Alabama กับเมลานี กริฟฟิธ และกำกับการแสดงโดย อันโตนีโอ แบนเดอราส, และเรื่อง Tumbleweeds กับผู้ที่เคยได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลตุ๊กตาทองอย่าง เจเน็ท แมคเทีย เอ็มเมอริคศึกษาวิชาภาพยนต์ที่ New York University ซึ่งเขาได้เขียนและกำกับหนังสั้นเรื่อง The Painter, ซึ่งได้รับรางวัล Cine Award ที่วอชิงตัน ดีซี, และที่ International Film Festival - บาดาโลนา, สเปน ผลงานกำกับครั้งทีสองเรื่อง The Date ได้รับรางวัล Short Comedy จาก Houston's Worldfest Film Festival เอ็มเมอริคเพิ่งได้รับการตกลงสร้างภาพยนต์กับ New Line Cinema และบริษัทของเขา Sandbox Entertainment กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงสคริปท์หลายเรื่อง เขายังเคยทำงานเป็นนักเขียนเดินทางในแถบเอเชียอาคเนย์ ให้กับหนังสือ Traveler magazine ของ คอน แนสท์ และร่วมประพันธ์หนังสือ The Young Adventurer's Guide ให้กับออสเตรเลีย เอ็มเมอริคจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมจาก Yale University มาร์ค รัฟโฟโล (ปาปาส) เพิ่งดังเป็นพลุ และได้รับรางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมจาก Montreal Film Festival และรางวัล New Generation Award from จาก Los Angeles Film Critics Association จากบทบาทโดดเด่นในหนังของเคนเนธ โลเนอแกน เรื่อง You Can Count on Me คู่กับลอร่า ลินนีย์ และแมทธิว โบรเดอริค ภาพยนต์ได้รับการฉายที่งานปี 2000 ของ Toronto Film Festival อำนวยการสร้างร่วมโดย มาร์ติน ซอสเซส และ The Shooting Gallery ได้รับรางวัลทั้ง Grand Jury Prize ในฐานะหนังดรามายอดเยี่ยม และรางวัล Waldo Salt Screenwriting Award ที่ Sundance Film Festival ผลงานของเขาในหนังยังทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล Independent Spirit รัฟโฟโลเพิ่งมีผลงานผ่านตาที Sundance ในการเปิดตัวหนังไร้สังกัดเรื่องล่าสุดของเขา XX/XY, หนังรักดรามาซึ่งกินเวลาสิบปี กำกับการแสดงโดยออสติน ชิค งานเรื่องล่าสุดอื่น ได้แก่ The Last Castle กับโรเบิร์ต เรดฟอร์ด และเจมส์ กันโดลโฟนี่ และ A View from the Top กับกวินเน็ธ พัทโธรล เขายังเพิ่งเซ็นสัญญาในการร่วมแสดงกับเม็ก ไรอัน ในเรื่อง In the Cut และกับซาร่า พอลลีใน My Life Without Me ผลงานภาพยนต์เรื่องอื่นๆ ของรัฟโฟโล ยังมี หนังของลิซ่า ครูเกอร์ เรื่อง Committed กับฮีธเธอร์ เกรแฮม, หนังของอั้ง ลี่ เรื่อง Ride with the Devil, และ 54 งานหนังไร้สังกัดยังมี หนังของโจแอน มิคลิน A Fish in the Bathtub, Life/Drawing, Safe Men, และ The Last Big Thing นอกจากนี้ เขายังเขียนและร่วมแสดงใน The Destiny of Marty Fine ซึ่งเป็นรองชนะเลิศในงาน Slamdance Film Festival ปี 1995 ทางโทรทัศน์ รัฟโฟโลแสดงให้กับซีรี่ส์ของ เรื่อง The Beat, สรางสรรค์โดยเจ้าของรางวัลตุ๊กตาทอง แบรี่ เลวินสัน และเจ้าของรางวัลเอ็มมี่ ทอม ฟอนทานา รัฟโฟโลได้รับความสนใจเป็นครั้งแรกในการแสดงละครเรื่องดังนอกบรอดเวย์ This is our Youth ประพันธ์โดยเคนเน็ธ ลอร์เนอร์แกน และได้รับรางวัล Lucille Lortel Award - Best Actor เขายังได้รับรางวัลอีกมามายจากการแสดงบนเวที รวมถึงรางวัล Dramalogue Award และ Theater World Award เมื่อไม่นานเขาได้หวนสู่ละครเวทีนอกบรอดเวย์เรื่อง The Moment When, ละครใหม่ของเจ้าของรางวัลพูลลิทเซอร์ และโทนี่ เจมส์ ลาไพน์ นอกเหนือจากงานแสดง เขายังร่วมเขียน และกำกับละคร เรื่อง Margaret ที่ Hudson Backstage Theater ในลอส แอนเจลิส(ยังมีต่อ) -อน-