กทม.มุ่งเน้นงานพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นของขวัญแด่ชาวกรุงเทพฯ

กรุงเทพฯ--24 ธ.ค.--กทม. เมื่อวานนี้ วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2545 สัปดาห์สุดท้ายของการทำงานก่อนจะเข้าสู่ปี พ.ศ. 2546 นางณฐนนท ทวีสิน ปลัดกรุงเทพมหานคร นำคณะรองปลัดกรุงเทพมหานคร ทั้ง 6 คน แถลงการดำเนินงานของกรุงเทพมหานครทั้งในส่วนที่ได้ทำมาแล้วและจะดำเนินการต่อไปในปี 2546 โดยนำนโยบายและโครงการส่วนหนึ่งมอบให้เป็นของขวัญแก่ประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2546 นางณฐนนท ทวีสิน ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีภารกิจในการให้บริการต่อประชาชน ทั้งการให้บริการโดยตรง อาทิ งานทะเบียนราษฎร การรักษาความสะอาด การสาธารณสุข การศึกษา ฯลฯ และให้การบริการโดยอ้อม อาทิ การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การผังเมือง การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ฯลฯ ในปีหนึ่ง ๆ จึงมีงานหลายโครงการที่กรุงเทพมหานครจะต้องดำเนินการและพัฒนาปรับปรุงการให้บริการในส่วนต่าง ๆ เพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ตลอดจนสภาพแวดล้อมของสังคม และเอื้ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ดี กรุงเทพมหานครเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นหัวใจสำคัญที่จะต้องเร่งรัดพัฒนามากยิ่งขึ้น ดังนั้นในปี 2546 นี้จึงมีโครงการและกิจกรรมหลากหลายที่เป็นประโยชน์ต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของ ชาวกรุงเทพมหานคร เพิ่มมาตรการรักษาความเรียบร้อยและปลอดภัย การดูแลรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เป็นหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของกรุงเทพมหานคร สำหรับในปี 2546 นี้กรุงเทพมหานครจะเพิ่มมาตรการต่างๆ ให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยเจ้าหน้าที่เทศกิจซึ่งถือเป็นกำลังหลักในการดูแลรักษาความเรียบร้อยและความปลอดภัยจะเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติหน้าที่ การออกตรวจตราพื้นที่เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมายด้านความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะบริเวณอาคารร้างหรือที่รกร้างว่างเปล่าทั้งในที่ดินของเอกชนและที่สาธารณะนั้น ทางปลัดกรุงเทพมหานครได้สั่งการให้ทุกสำนักงานเขตเพิ่มความถี่ในการตรวจตราสถานที่ หากพบเห็นว่ามีกลุ่มบุคคลมั่วสุมให้แจ้งเบาะแสไปยังสถานีตำรวจนครบาลท้องที่ หรือ 191 ขณะเดียวกันทุกสำนักงานเขตยังถือปฏิบัติในเรื่องของอาคารร้าง หรือที่ดินรกร้างว่างเปล่าทั้งของเอกชน และของหน่วยราชการ ดังนี้ 1. อาคารร้างหรืออาคารที่หยุดทำการก่อสร้างเป็นระยะเวลานาน ให้ประสานกับเจ้าของอาคารขอความร่วมมือจัดทำความสะอาดตัวอาคารที่ทำการก่อสร้างเพื่อไม่ให้มีเศษวัตถุร่วงตกหล่น หรือฝุ่นฟุ้งกระจายจากตัวอาคาร และล้อมรั้วรอบอาคาร เพื่อป้องกันบุคคลภายนอกเข้าไปมั่วสุมภายในอาคาร รวมทั้งให้ติดป้ายที่ด้านหน้าของอาคารที่เห็นได้ชัดเจนจากภายนอกอาคาร มีข้อความว่า "หยุดทำการก่อสร้างชั่วคราว" 2. ที่รกร้างว่างเปล่า หากเป็นที่ของเอกชนให้ประสานกับเจ้าของที่ดินขอความร่วมมือล้อมรั้วรอบบริเวณเขตที่ดินของตน และหากเป็นที่สาธารณะที่สำนักงานเขตดูแลรับผิดชอบ ให้จัดทำป้ายและแสดงแนวเขตที่สาธารณะให้ชัดเจน รวมทั้งให้ดำเนินการกับผู้บุกรุกทั้งทางแพ่งและอาญาโดยทันที แต่หากเป็นที่สาธารณะของหน่วยราชการอื่นให้ประสานกับหน่วยราชการนั้นปรับปรุงและแก้ไขต่อไป กรุงเทพมหานครจึงขอความร่วมมือเจ้าของอาคารร้างและเจ้าของที่ดินเอกชน โปรดให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันมิให้กลุ่มมิจฉาชีพเข้ามามั่วสุมสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และขอขอบคุณเจ้าของอาคารและเจ้าของที่ดินทุกท่านด้วย สานต่อโครงการร่วมพิทักษ์ชีวิต กับเทศกิจด้วยมือคุณ นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังตระหนักถึงปัญหาภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กและสตรี ทั้งจากเหล่ามิจฉาชีพ หรือผู้ที่มีอาคารคุ้มคลั่งจากยาเสพติด ทางสำนักเทศกิจจึงดำเนินโครงการ "ร่วมพิทักษ์ชีวิตกับเทศกิจด้วยมือคุณ" ต่อเนื่องจากที่ดำเนินการมาแล้ว โดยจัดฝึกอบรมประชาชนซึ่งเป็นเด็กและสตรีที่อยู่ในวัยเรียนและทำงาน รวมถึงกลุ่มแม่บ้าน ให้มีความรู้เบื้องต้นในการป้องกันตัว มีศิลปะการเจรจาต่อรองโดยมีวิทยากรจากกองกำกับการป้องกันและปราบปรามจราจล(191) เป็นผู้ฝึกสอน โดยในปี 2545 มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมไปแล้ว 7 รุ่น รวม 372 คน มีอายุตั้งแต่ 15-76 ปี ส่วนปี 2546 นี้จะฝึกอบรมอีก 4 รุ่น รวม 240 คน จะเริ่มดำเนินการในช่วงปิดภาคเรียนเดือนมีนาคม 2546 นี้ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา เข้ารับการฝึกอบรมด้วย ขยายพื้นที่สีเขียวอีก 1,000 ไร่ ในปี 2546 นี้ กรุงเทพมหานคร โดยสำนักสวัสดิการสังคม ตั้งใจจะมอบพื้นที่สีเขียวจำนวนอย่างน้อย 1,000 ไร่ ให้แก่ชาวกรุงเทพฯ โดยตั้งเป้าปลูกต้นไม้ให้ได้ 120,000 ต้น ทั้งนี้เป็นไปตามแนวทางของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ต้องการให้กรุงเทพฯมีความสดชื่นสวยงามมากยิ่งขึ้น โดยมี 4 แนวทางที่จะดำเนินการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ตามเป้าหมาย คือ 1. จัดสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ในปี 2546 มี 3 โครงการคือ โครงการสวนธรรม 72 พรรษามหาราชินี หลังสวนหลวง ร.9 เขตประเวศ เนื้อที่ 43.2 ไร่ เป็นสวนลักษณะพิเศษรูปแบบศูนย์ปฏิบัติธรรมเพื่อให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนทั่วไปได้ใช้เป็นสถานที่ศึกษาธรรมะ และฝึกปฏิบัติธรรม พัฒนาจิตใจ ทั้งแบบพักค้างและไป-กลับ ทั้งนี้ได้จัดพิธีบูชาฤกษ์ไปเมื่อวันที่ 9 ส.ค.45 คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี แล้วเสร็จในปี 2547 อันเป็นปีที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุ 72 พรรษา โครงการปรับปรุงสวนกีฬารามอินทรา เขตบางเขน เนื้อที่ 59 ไร่ สำหรับสวนกีฬาได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปีหน้าจะดำเนินการในส่วนของสวนสาธารณะ ประกอบด้วย สวนสุขภาพ สนามเด็กเล่น ทางเดินเท้า ระบบไฟฟ้า ฯลฯ และโครงการสวนเฉลิมพระเกียรติ เกียกกาย เขตดุสิต พื้นที่ 30 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบประเมินราคา 2.การเพิ่มสวนหย่อมขนาดเล็กย่านชุมชน โดยวางเป้าหมายจะเพิ่มสวนหย่อมเขตละ 2 แห่ง รวม 100 แห่ง 3. การจัดทำสวนถนน ในพื้นที่เขตต่าง ๆ รวม 20 กม./ปี และ 4.ปลูกต้นไม้ให้ได้ 120,000 ต้น แยกเป็นไม้ยืนต้น 40,000 ต้น ไม้พุ่ม/ไม้ยืนต้นขนาดกลาง 80,000 ต้น โดยจะปลูกในพื้นที่ต่างๆ ทั้งบนถนน สวนสาธารณะเดิม สวนที่จะสร้างใหม่ สวนชุมชน สวนชานบ้าน ที่ว่างริมทาง พื้นที่ของหน่วยงานราชการ หมู่บ้านจัดสรร สถานศึกษา ศาสนสถาน ฯลฯ ทั้งนี้ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีพื้นที่สีเขียว 7,876.7 ไร่ (คิดเป็น 2.2 ตรม./ ประชากร 1 คน) ปลูกต้นไม้แล้ว 746,917 ต้น และมีเป้าหมายจะปลูกให้ครบ 1,000,000 ต้น ในปี 2547 ตั้งศูนย์โรคหัวใจครบวงจรพัฒนาการบริการทางการแพทย์ งานด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สำคัญอีกประการหนึ่งของกรุงเทพมหานคร คือ การให้บริการรักษาพยาบาลอาการเจ็บป่วยของประชาชน โดยมีโรงพยาบาลทั้ง 9 แห่งเป็นผู้ให้บริการ สำหรับปี 2546 นี้ สำนักการแพทย์ กทม. จะจัดตั้ง ศูนย์โรคหัวใจกรุงเทพมหานคร ณ อาคารเพชรรัตน์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล เพื่อ ให้บริการป้องกันรักษา โรคหัวใจ ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ครบวงจร โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากโรงพยาบาลสังกัด กทม.ทั้ง 9 โรงพยาบาล นอกจากเป็นศูนย์ให้การรักษาแล้ว ยังเป็นสถาบันการศึกษาค้นคว้า การวิจัยขั้นพื้นฐาน ตลอดจนให้คำแนะนำปรึกษาเกี่ยวกับการรักษาโรคหัวใจแก่สถานพยาบาลสังกัดกทม. เป็นสถานที่ฝึกอบรมเฉพาะทางด้านโรคหัวใจแก่นักศึกษาแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนเป็นศูนย์ส่งเสริมและรณรงค์ ป้องกัน ฟื้นฟูสภาพหัวใจหลังการผ่าตัดรักษา ทั้งนี้ การเปิดบริการศูนย์ดังกล่าว จะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ และการบริหารทรัพยากรทางการแพทย์ โดยโรงพยาบาลสังกัดกทม.ทุกแห่ง สามารถใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยในการรักษาผู้ป่วย ณ ศูนย์แห่งนี้ได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มให้บริการในเบื้องต้นแล้ว นอกจากนี้ยังเตรียมการจะเปิดให้บริการโรงพยาบาลสินธรอย่างเป็นทางการ ในช่วงกลางปี 2546 อีกด้วย ตั้ง "ศูนย์ครอบครัวสัมพันธ์" พิทักษ์เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส ทั่วกรุง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวเป็นสาเหตุแห่งความแตกแยกของครอบครัว การขาดความรักความเข้าใจ นำมาซึ่งปัญหายาเสพติด การมั่วสุมกันตามสถานบันเทิงเริงรมย์ ตามมาด้วยปัญหาเพศสัมพันธ์ในกลุ่มวัยรุ่น ปัญหาโรคเอดส์ ตลอดจนการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ต้องไปลักลอบทำแท้งจนถึงอันตรายแก่ชีวิตปีละนับหมื่นราย ดังนั้นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัว ตลอดจนการยุติความรุนแรงที่จะเกิดภายในครอบครัว เป็นเป้าหมายที่กรุงเทพมหานครจะดำเนินการแก้ไขให้เป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพฯ โดยการจัดตั้ง "ศูนย์ครอบครัวสัมพันธ์" ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 62 แห่ง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติการพิทักษ์สิทธิเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส ของชุมชนต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกันก็จัดโครงการ"ครอบครัวสัมพันธ์"ขึ้นในชุมชนเพื่อส่งเสริมให้เกิด"ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเอื้ออาทร ประชากรสมานฉันท์" โดยมีผู้นำ ชุมชน อาสาสมัครต่างๆ อาทิ อสส. อปพร. ร่วมมือกันสอดส่องดูแลแต่ละชุมชน หากพบเห็นการกระทำรุนแรงฯให้ส่งข่าวมาที่เขตและศูนย์บริการสาธารณสุขได้ อย่างไรก็ดีโครงการครอบครัวสัมพันธ์เป็นโครงการที่ต้องการความร่วมมือร่วมใจจากชาวกรุงเทพฯ ทุกระดับเพื่อช่วยขจัดปัญหาความรุนแรงของครอบครัว ลดปัญหายาเสพติด และการติดเชื้อเอดส์ในชุมชน ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีศูนย์อำนวยการด้านเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้ความช่วยเหลือและพัฒนา คุณภาพชีวิตกลุ่มคนดังกล่าวอยู่ 4 ระดับ คือ 1.ศูนย์อำนวยการด้านเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร มีปลัดกทม. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ 2. ศูนย์อำนวยการฯระดับเขต ประสานความช่วยเหลือในระดับเขต 3.ศูนย์ครอบครัวสัมพันธ์ ตั้งอยู่ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขทุกแห่ง และ 4.ศูนย์ครอบครัวสัมพันธ์ในชุมชน ให้ข้อมูลข่าวสาร และประสานความช่วยเหลือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทั้ง 4 ระดับนั้นจะทำงานประสานกันเป็นเครือข่ายเพื่อให้การปกป้องสิทธิเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส และพัฒนาองค์กรครอบครัว ชุมชน และสังคมให้ดียิ่งขึ้น คัดเลือกตลาดสดน่าซื้ออีก 8 แห่ง กรุงเทพมหานครได้เห็นความสำคัญในการพัฒนาและยกระดับตลาดสดในกรุงเทพมหานคร เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้บริโภคอาหารที่สะอาดและปลอดภัย โดยสิ่งหนึ่งที่จะมอบให้ชาวกรุงเทพฯเป็นของขวัญในปี 46 คือ กทม.ได้เสนอรายชื่อตลาดสด 8 แห่ง เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขตรวจสอบประเมิน คัดเลือกตลาดสดที่สมควรได้รับประกาศนียบัตรและป้ายมาตรฐานตลาดสดน่าซื้อ สำหรับตลาดสด จำนวน 8 แห่งดังกล่าว ได้แก่ ตลาดสายเนตร เขตคันนายาว, ตลาดใหม่ทุ่งครุ เขตทุ่งครุ, ตลาดบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย, ตลาดยิ่งเจริญ เขตบางเขน, ตลาดลาซาล 2000 เขตบางนา, ตลาดนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม, ตลาดสามย่าน เขตปทุมวัน และตลาดอ่อนนุช เขตวัฒนา จากปัจจุบันมีตลาดสดที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขแล้ว 4 แห่ง คือ ตลาดนครไทย เขตบางกะปิ, ตลาดเสรีมาร์เก็ต เขตประเวศ, ตลาดวัชรพล เขตบางเขน และตลาดบอง มาร์เช่ เขตจตุจักร นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังให้ความสำคัญในการตรวจสอบคุณภาพสินค้าในกระเช้าของขวัญปีใหม่ เพื่อคุ้มครอง ผู้บริโภค เนื่องจากในช่วงเทศกาลปีใหม่ ประชาชนส่วนใหญ่มักนิยมซื้อกระเช้าของขวัญเพื่อนำไปมอบให้ผู้ที่ตนเคารพนับถือ กรุงเทพมหานครมีความห่วงใยในคุณภาพสินค้าที่บรรจุในกระเช้า เพราะมีการร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวบ่อยครั้ง เช่น ผลไม้ในกระเช้าใกล้เสีย หรือสินค้าบรรจุภัณฑ์ใกล้หมดอายุ ดังนั้นได้กำหนดดำเนินการสุ่มตรวจสอบคุณภาพสินค้าในกระเช้าของขวัญตั้งแต่เดือนธันวาคม 2545 - วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 โดยจะตรวจสอบกระเช้าของขวัญประเภทบรรจุภัณฑ์ ซึ่งสินค้าที่นำมาบรรจุลงกระเช้าต้องคัดเลือกที่มีคุณภาพดี สินค้าแต่ละชนิดควรมีระยะเวลาก่อนหมดอายุอย่างน้อย 6 เดือน มีฉลากอาหารถูกต้อง ติดวันที่ผลิตและวันหมดอายุที่พลาสติกห่อหุ้มกระเช้าฯ ติดตราสัญลักษณ์ของผู้ประกอบการ ติดป้ายประกาศบริเวณที่จำหน่ายและบนกระเช้าเพื่อรับประกันสินค้าหากผู้บริโภคไม่พอใจคุณภาพสินค้าสามารถนำมาเปลี่ยนหรือคืนได้ ตั้งแต่วันที่ได้รับกระเช้าถึงวันที่ 28 ก.พ.46 ในส่วนของกระเช้าสินค้าประเภทผัก ผลไม้ซึ่งเป็นของสดต้องติดสติกเกอร์วันที่บรรจุ ติดตราสัญลักษณ์ของสถานประกอบการ มีอายุการวางจำหน่ายไม่เกิน 3 วัน นับจากวันที่บรรจุฯ ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้แนะนำเจ้าของกิจการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น หากยังมีการขาดตกบกพร่องก็ขอให้เร่งดำเนินการแก้ไข และถ้าห้างใดไม่ปฏิบัติตามที่กรุงเทพมหานครได้แนะนำ จะดำเนินการตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 194) พ.ศ.2543 เรื่อง ฉลาก ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ต้องระวางโทษปรับ หรือยึดสินค้าและห้ามจำหน่าย กรุงเทพมหานครจึงขอเชิญชวนประชาชนที่ซื้อกระเช้าของขวัญจากห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ โปรดช่วยกันตรวจสอบว่ากระเช้าของขวัญนั้นมีการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ รวมถึงตรวจสอบวันที่บรรจุและวันหมดอายุของสินค้าด้วย หนุนของดีชุมชนพัฒนาอาชีพเพิ่มรายได้ การส่งเสริมสินค้าผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้มีคุณภาพ เป็นที่รู้จัก และยอมรับของประชาชนโดยทั่วไป ด้วยการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน ตลอดจนสนับสนุนส่งเสริมทางด้านการตลาดและการจำหน่าย เป็นแนวทางหนึ่งที่กรุงเทพมหานครมุ่งมั่นดำเนินการ เพื่อพัฒนาอาชีพและเสริมสร้างรายได้ให้กับประชาชน อันจะส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งในปี 2546 นี้ กรุงเทพมหานครจะดำเนินการต่อเนื่องให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยสำนักพัฒนาชุมชนจะให้การส่งเสริมด้านการฝึกอบรมวิชาชีพแก่ประชาชนผ่านโรงเรียนฝึกอาชีพ ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร รวมทั้งให้การส่งเสริมด้านการผลิต พัฒนาคุณภาพ พัฒนาและออกแบบบรรจุภัณฑ์ การตลาดและการบริหารจัดการ ตลอดจนสนับสนุนด้านการเงิน การลงทุน สนับสนุนเงินกองทุน ขณะเดียวกันฝ่ายพัฒนาชุมชนฯของ 50 เขตจะคอยสนับสนุนกระบวนการส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มการผลิต กลุ่มกองทุน ชุมชน สนับสนุนการผลิต และช่วยเหลือทางด้านการตลาดการจัดจำหน่าย ซึ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ กรุงเทพมหานครได้จัด "เทศกาลของขวัญสินค้า 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์" ขึ้นระหว่างวันที่ 15 ธ.ค.45-15 ม.ค.46 ณ บริเวณห้างเทสโก้ โลตัส จำนวน 14 สาขา ทั่วกรุงเทพฯ และจะขยายไปยังห้างสรรพสินค้าอื่นๆ ในโอกาสต่อไปต่อไป เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน เป็นของขวัญ ของฝากในช่วงเทศกาลปีใหม่ นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยสนับสนุนชุมชนให้มีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ตลอดจนเป็นกำลังใจให้กับชุมชนในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น ในปี 2546 กรุงเทพมหานครยังได้กำหนดนโยบายการพัฒนา "ชุมชนน่าอยู่" ขึ้น เพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม อนามัย และจิตใจ โดยจัดสรรงบประมาณในการจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ชุมชนร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์ชุมชนน่าอยู่ให้เกิดขึ้นทุกเขตพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนของผู้มีรายได้น้อย ในส่วนของการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยนั้น ทางสำนักพัฒนาชุมชน กทม.ได้เร่งรัดจัดตั้ง "สำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย" สำรวจที่ดินว่างเปล่าในกรุงเทพฯ เพื่อจัดสร้างที่อยู่อาศัยในลักษณะตึกฝักข้าวโพด แฟลต บ้านเดี่ยว หรือให้ประชาชนปลูกบ้านเองในที่ดินที่จัดหาให้เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรม การพัฒนาเมือง เช่น การก่อสร้างถนน สะพาน เป็นต้น รวมทั้งผู้ที่อพยพย้ายถิ่นจากต่างจังหวัดที่บุกรุกที่สาธารณะ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานานและส่งผลกระทบในวงกว้างต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน เปิดบริการแบบ one stop service อีก 20 เขต จากการที่กรุงเทพมหานครได้มีการพัฒนาการให้บริการรูปแบบใหม่ "ศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ one stop service" ใน 18 สำนักงานเขตไปแล้วนั้น ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับที่ดีจากประชาชนต่อบริการดังกล่าวเป็นอย่างมาก โดยมีความพอใจในความสะดวกรวดเร็ว และความโปร่งใสของการบริการ ซึ่งใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และระบบบัตรคิวอัตโนมัติ ทั้งนี้จะเปิดให้บริการเพิ่มอีก1 เขต ที่สำนักงานเขตวังทองหลาง ในวันที่ 25 ธ.ค.45 ส่วนในปี 2546 กำหนดจะเปิดให้บริการอีก 19 สำนักงานเขต โดยจะทยอยเปิดเดือนละ 2 สำนักงานเขต เริ่มที่สำนักงานเขตดุสิต ซึ่งจะเปิดให้บริการในเดือนมกราคม 2546 ศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จนอกจากการบริการชำระค่าธรรมเนียม บริการยื่นแบบภาษี บริการยื่นขออนุญาตต่างๆ บริการด้านทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชน ฯลฯ ศูนย์ one stop service ของ กทม.ยังเชื่อมโยงข้อมูลด้านงานทะเบียนราษฎรกับระบบฐานข้อมูลของกรมการปกครองมาใช้รวมกับการนำระบบแผนที่ GIS เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ด้วย นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังมีโครงการจะเปิดบริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) อีกแห่งหนึ่งด้วย โดยทางกองปกครองและทะเบียนกำลังอยู่ระหว่างการหารือเกี่ยวกับเรื่องสถานที่และรายละเอียดต่างๆ รวมทั้งยังมีโครงการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการยื่นคำร้อง (เฉพาะทะเบียนราษฎร) ซึ่งโครงการนี้จะทำให้บริการด้านทะเบียนราษฎรที่สำนักงานเขตรวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะประชาชนไม่ต้องเสียเวลากรอกคำร้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการรวบรวมคำร้องที่สามารถพัฒนาเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้โดยที่ไม่เป็นการผิดระเบียบ ทั้ง 2 โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของนายมุดตาฝ้า หมันงะ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ต้องการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ประโยชน์เพิ่มเติมในด้านการบริการประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวกและรวดเร็ว ในปีใหม่นี้ "ศูนย์ข้อมูลกรุงเทพมหานคร" ได้จัดเตรียมข้อมูลและสารสนเทศที่ได้พัฒนาและปรับปรุง เพื่อประโยชน์ของประชาชนในการสืบค้นข้อมูลต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น เนื้อหาที่เพิ่มขึ้น ประกอบด้วย แผนที่ท่องเที่ยว เส้นทางเดินเที่ยวรอบเกาะ รัตนโกสินทร์ ที่ตั้งสถานที่สำคัญ คลังแผนที่กรุงเทพมหานคร กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพมหานคร ข้อมูลท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร เล่าเรืองเมืองบางกอก (การบริหารเมืองและการพัฒนาเมือง) ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถนำไปอ้างอิงประกอบภารกิจได้ในหลายๆด้าน และศูนย์ข้อมูลกรุงเทพมหานครยังได้นำข้อมูลและสารสนเทศเพื่อบริการประชาชนดังกล่าว จัดทำเป็น CD-ROM เพื่อแจกให้กับประชาชนเป็นของขวัญปีใหม่ พ.ศ.2546 จำนวน 500 ชุด โดยสามารถรับได้ที่ศูนย์ข้อมูล กรุงเทพมหานคร ชั้น 1 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ถนนดินสอ เขตพระนคร ตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค.46 เป็นต้นไป ปฏิวัติการทิ้งขยะรับศักราชใหม่ เพื่อให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองสะอาด มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และเป็นเมืองน่าอยู่ตามนโยบายผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในปี 2546 นี้ ทางสำนักรักษาความสะอาด กทม. จะดำเนินการด้านการปฏิวัติการทิ้งขยะอย่างต่อเนื่อง โดยนำแนวทางและวิธีการที่ดีที่สุดมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บขยะในเขตกรุงเทพฯ กล่าวคือ ปัจจุบันกทม.ได้มีการออกแบบและจัดทำรถเข็นเก็บขยะขนาดกระทัดรัด กว้าง 50 ซม. ยาว 80 ซม. สูง 70 ซม. จำนวน 50 คัน เพื่อรองรับปริมาณขยะที่เพิ่มมากขึ้นในบริเวณที่เป็นย่านชุมชน อาทิ เยาวราช ราชประสงค์ สีลม ฯลฯ สำหรับรถเข็นขยะดังกล่าวจะมีเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครเข็นไปจอดในบริเวณที่มี ประชาชนหนาแน่น เปิดอุโมงค์ลอดแยกบางพลัดบรรเทารถติดถนนวงแหวนรอบใน ของขวัญชิ้นสำคัญที่ชาวกรุงเทพมหานครจะได้ในปีใหม่นี้ คือ "โครงการทางลอดใต้ทางแยกบางพลัด" ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จ และมีกำหนดจะเปิดใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2545 นี้ โดยคาดว่าจะช่วยบรรเทาการจราจรในบริเวณสี่แยกบางพลัด และถนนวงแหวนรอบรัชดาภิเษกดีขึ้นถึง 60% โครงการทางลอดใต้ทางแยกบางพลัดเป็นหนึ่งในโครงการแก้ไขปัญหาจราจรถนนวงแหวนรัชดาภิเษก-จรัญสนิทวงศ์ หรือถนนวงแหวนรอบใน ซึ่งเป็นถนนเส้นหลักที่มีความสำคัญยิ่งต่อการจราจรในกรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นถนนที่รับปริมาณการจราจรมากและจ่ายการจราจรไปสู่ถนนสายต่างๆ ในทุกทิศทาง นับเป็นถนนวงแหวนที่สมบูรณ์ที่สุดในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครได้แก้ไขปัญหาจราจรในถนนวงแหวนรอบในโดยดำเนินการก่อสร้างและเปิดใช้ทางลอดแยกท่าพระไปแล้ว ขณะนี้การก่อสร้างทางลอดใต้แยกบางพลัดดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จอีกหนึ่งโครงการ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการไหลเวียนของการจราจรในถนนวงแหวนรอบในดีขึ้นประมาณ 60% โดยรถที่วิ่งทางตรงในถนนจรัญสนิทวงศ์สามารถใช้ทางลอด ขณะที่รถทางตรงในแนวถนนราชวิถีสามารถใช้สะพานยกระดับได้ ทางลอดใต้ทางแยกบางพลัดจะมีทางขึ้นลงใกล้ซอยจรัญสนิทวงศ์ 56 รวมความยาวทางลอด 800 เมตร (จากซอยจรัญสนิทวงศ์ 56-68) ความกว้าง 3 ช่องจราจร 12 เมตร จากผิวภายนอกทั้งสองด้าน ช่องจราจรเลนกลางสามารถสลับทิศทางใน ชั่วโมงเร่งด่วนเช้า-เย็น มีความสูงของช่องทางลอด 5 เมตร ใช้งบประมาณในการดำเนินการทั้งสิ้น 600.48 ล้านบาท เป็นงบของกทม. 40% และงบอุดหนุนจากรัฐบาล 60% สำนักการโยธากรุงเทพมหานครเป็นเจ้าของและผู้ควบคุมโครงการ ทั้งนี้กรุงเทพมหานคร ขอมอบอุโมงค์แห่งใหม่นี้ให้เป็นของขวัญปีใหม่แด่ชาวกรุงเทพมหานครทุกคน "ในปี 2546 นี้ ทุกหน่วยงานของกรุงเทพมหานครจะให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยถือปฏิบัติตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการดูแลพื้นที่ให้มีความเรียบร้อยสะอาดตายิ่งขึ้นโดยเก็บกวาดให้ถี่ขึ้นและไม่มีขยะตกค้าง เพิ่มความสดชื่นให้มากขึ้นด้วยความสวยงามและร่มรื่นของต้นไม้ ประการสำคัญ คือ เข้าไปช่วยเหลือพัฒนาให้คนในชุมชนลืมตาอ้าปากได้ มีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว และไม่เป็นปัญหาของสังคม ซึ่งตลอดปี 2546 นี้จะเห็นสำนักและสำนักงานเขตจัดโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ความตั้งใจที่จะดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น เป็นของขวัญชิ้นสำคัญที่กรุงเทพมหานครตั้งใจมอบให้แก่ชาวกรุงเทพมหานคร" ปลัดกรุงเทพมหานครกล่าว--จบ-- -นห-

ข่าว กระทรวงสาธารณ ล่าสุด