ฟิทช์ประกาศคงอันดับเครดิต บริษัท เอ็ม บี เค ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) - newswit
กรุงเทพฯ--16 ธ.ค.--ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ของบริษัท เอ็ม บี เค ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ("MBK") ระยะยาวที่ A(tha) และระยะสั้นที่ F1(tha) แนวโน้มมีเสถียรภาพ ถึงแม้ว่าการเข้าซื้อหุ้นในบริษัท บางกอกอินเตอร์คอนติเนนตอลโฮเต็ลส จำกัด ("BIHC ") ในสัดส่วน 28.58% รวมถึงความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนใหม่อื่นๆ ของ MBK จะมีผลให้ระดับภาระหนี้สินของ MBK เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2546 (จากระดับที่ต่ำมากในปัจจุบัน) ความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทยังจัดได้ว่ามีความแข็งแกร่ง MBK เห็นว่าการลงทุนใหม่ดังกล่าวข้างต้น มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์การลงทุนและการพัฒนาธุรกิจระยะยาวของ MBK อีกทั้งคาดว่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในระยะปานกลาง เมื่อรวมสัดส่วนที่ ถืออยู่เดิมจำนวน 2.02% MBK ได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ BIHC โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นรวม 30.60% ผู้ถือหุ้นใหญ่รายอื่นของ BIHC ประกอบด้วย บริษัทในเครือของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กระทรวงการคลัง และ ธนาคารไทยพาณิชย์ ปัจจุบัน BIHC ดำเนินธุรกิจให้เช่าพื้นที่ศูนย์การค้าสยามดิสคอฟเวอรี่ ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ ซึ่งจัดเป็นศูนย์การค้าชั้นนำ และธุรกิจให้เช่าพื้นที่อาคารสยามทาวเวอร์ ซึ่งเป็นอาคารสำนักงาน โดยทั้งหมดตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับศูนย์การค้า MBK เซ็นเตอร์ BIHC ยังเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนหลักของโครงการสยามพารากอน ซึ่งเป็นโครงการที่ประกอบด้วยห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าและโรงแรม ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ และคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในปลายปี 2548 การลงทุนของ MBK ใน BIHC คิดเป็นเงินลงทุนจำนวน 927 ล้านบาท (21 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ) ซึ่งคาดว่า MBK จะระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้ ซึ่งคาดว่าจะทำให้สัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (Net Debt/EBITDA) พิ่มขึ้นเป็นมาอยู่ที่ระดับ 2.4 เท่า (เทียบกับ 1.9 เท่า ณ สิ้นเดือน มิถุนายน 2545) ในขณะที่ อัตราส่วน กำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต่อดอกเบี้ยจ่าย (EBITDA/Interest Expense) จะลดลงอยู่ที่ 16.0 เท่า (จากระดับ 43.3 เท่า ในปีงบการเงิน 44/45) ในกรณีที่ไม่รวมค่าสิทธิการเช่าระยะยาวของธุรกิจศูนย์การค้าในส่วนของหนี้สิน Net Debt/EBITDA คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 1.4 เท่า (เทียบกับ 0.6 เท่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2545) ในขณะที่ EBITDA/Interest Expense จะอยู่ที่ระดับ 14.0 เท่า (จากระดับ 33.5 เท่า ในปีงบการเงิน 44/45) นอกจากนี้ ผู้บริหารของ MBK ระบุว่า MBK กำลังพิจารณาการลงทุนใหม่เพิ่มเติมอีกประมาณ 1.5 พันล้านบาท (35 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ) ภายในปี 2546 ซึ่งจะเป็นโครงการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจหลักของบริษัท ส่วนการระดมทุนก็คาดว่าจะอยู่ในรูปการออกตราสารหนี้เช่นเดียวกัน เมื่อรวมการลงทุนใหม่ครั้งนี้ ฟิทช์คาดว่า Net Debt/EBITDA ของ MBK จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 3.4 เท่า ในขณะที่ EBITDA/Interest Expense จะอยู่ที่ระดับ 10.0 เท่า ในกรณีที่ไม่รวมค่าสิทธิการเช่าระยะยาวของธุรกิจศูนย์การค้าในส่วนของหนี้สิน Net Debt/EBITDA คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.6 เท่า ในขณะที่ EBITDA/Interest Expense จะอยู่ที่ระดับ 8.5 เท่า ซึ่งถึงแม้ว่าภาระหนี้สินจะเพิ่มขึ้นอย่างเป็นสาระสำคัญ ความสามารถในการชำระหนี้ของ MBK ก็ยังคงอยู่ภายในอันดับเครดิตปัจจุบัน โดยผลตอบแทนจากการลงทุนใหม่ครั้งนี้ คาดว่าจะช่วนลดภาระหนี้สินของ MBK ในระยะปานกลาง อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นมีนัยสำคัญจากการลงทุนดังกล่าวข้างต้น จะส่งผลให้ระดับความสามารถในการขยายการลงทุนขนาดใหญ่ และระดับความสามารถในการรองรับความเสี่ยงที่เกิดจากผลประกอบการที่อ่อนแอลงของบริษัท ลดต่ำลง ดังนั้นการขยายการลงทุนที่ต้องระดมทุนโดยมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น หรือผลประกอบการที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายในอนาคต อาจส่งผลให้อันดับเครดิตของ MBK ไม่สามารถคงอยู่ในระดับปัจจุบันได้ สำหรับรายงานฉบับสมบูรณ์ของบริษัท เอ็ม บี เค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หาได้จาก www.fitchratings.com หรือ ติดต่อ วสันต์ ผลเจริญ, นักวิเคราะห์ ภาคอุตสาหกรรม +662 655 4763 อรวรรณ การุณกรสกุล, CFA, ผู้อำนวยการภาคอุตสาหกรรม +662 655 4760 Vincent Milton, กรรมการผู้จัดการ +662 655 4759 หมายเหตุ : บริษัท เอ็ม บี เค ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เดิมชื่อ บริษัท เอ็ม บี เค พร็อพเพอร์ตี้ส์ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)หมายเหตุ : การจัดอันดับเครดิตภายในประเทศ (National Ratings) ใช้วัดความน่าเชื่อถือของบริษัทในประเทศที่อันดับเครดิตของประเทศนั้นอยู่ในระดับต่ำกว่าอันดับเครดิตระดับเพื่อการลงทุน หรือมีอันดับเครดิตอยู่ในระดับต่ำแม้จะอยู่ในระดับเพื่อการลงทุน อันดับเครดิตของบริษัทที่ดีที่สุดของประเทศจะอยู่ที่ระดับ "AAA" และการจัดอันดับเครดิตอื่นในประเทศ จะเป็นการเปรียบเทียบความเสี่ยงกับบริษัทที่ดีที่สุดนี้เท่านั้น อันดับเครดิตภายในประเทศนั้นถูกออกแบบมาเพื่อนักลงทุนภายในประเทศในแต่ละประเทศนั้นๆ และมีสัญลักษณ์ที่กำหนดไว้ต่อท้ายจากอันดับเครดิตสำหรับแต่ละประเทศ เช่น "AAA(tha)" ในกรณีของประเทศไทย อันดับเครดิตภายในประเทศนั้นไม่สามารถนำไปใช้เปรียบเทียบระหว่างประเทศได้--จบ-- -สส-