ตลท. เผยผลงานปี 2545 ซื้อขายเฉลี่ยกว่าวันละ 8 พันล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 44 กว่าร้อยละ 30
กรุงเทพฯ--20 ธ.ค.--ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตลท. เผยผลงานปี 2545 ซื้อขายเฉลี่ยกว่าวันละ 8 พันล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 44 กว่าร้อยละ 30 บริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนทั้งปีเพิ่ม 25 แห่ง หนุนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเข้าใกล้ระดับ 2 ล้านล้านบาท ตลาดหลักทรัพย์เผยมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ปี 45 สูงกว่าเป้าหมาย ถึงแม้ได้รับผลกระทบจากความวิตกเรื่อง สถานการณ์ระหว่างสหรัฐและอิรัก นอกจากนี้ได้ทุ่มทรัพยากร และเน้นการดำเนินงานเพื่อเพิ่มผู้ลงทุนรายใหม่ การเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพของสินค้าในตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ใหม่ การปรับปรุงประสิทธิภาพและการลดต้นทุนการดำเนินงานโดยรวมของอุตสาหกรรม รวมถึง การส่งเสริมการสร้างบรรษัทภิบาลของบริษัทจดทะเบียน และบริษัทสมาชิก ตลาดหลักทรัพย์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า "มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2545 ถึง ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2545 มีการซื้อขายหลักทรัพย์รวม 2,024,667.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2544 ตลอดปี (1,577,757.97 ล้านบาท) เป็นจำนวน 446,909.73 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.32 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 8,507.01 ล้านบาท ซึ่งทำให้มั่นใจว่าปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของทั้งปี 2545 จะสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้คือ วันละ 8 พันล้านบาท ในขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในปี 2544 มีมูลค่าวันละ 6,439.83 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายในปีนี้จึงเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2545 ปิดที่ 350.62 สูงขึ้นกว่าจุดปิด ณ สิ้นปี 2544 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 303.85 มูลค่าตลาดรวมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2545 มีมูลค่า 1.95 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2544 (1.61 ล้านล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 21.12 บริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่มีจำนวน 23 แห่ง (รวมตลาดหลักทรัพย์ใหม่) โดยเป็นบริษัทในกระดานหลัก 17 แห่ง และเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ 6 แห่ง และก่อนสิ้นปีจะมีบริษัทจดทะเบียนในกระดานหลักเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง จึงรวมยอดทั้งปีเท่ากับ 25 แห่ง แยกเป็นกระดานหลัก 19 แห่ง และตลาดหลักทรัพย์ใหม่อีก 6 แห่ง "ถึงแม้ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา และความวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิรัก ส่งผลให้การซื้อขายหลักทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลังได้รับความสนใจลดน้อยลง แต่มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ในปี 2545 ก็ยังสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ เนื่องจากการออกมาตรการของทางการที่เป็นแรงกระตุ้นและส่งผลดีมายังตลาดทุน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศและผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ในปี 2545 มีความน่าสนใจในด้านของผลตอบแทนจากการลงทุน โดยพิจารณาได้จากความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2545 บริษัทจดทะเบียนมีกำไรรวมกันกว่า 147,935 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 10 ในขณะที่ผลตอบแทนจากได้เงินปันผลจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 2.41 สูงขึ้นจากปี 2544 ที่อยู่ในระดับร้อยละ 2.13 ซึ่งถือได้ว่าตลาดหุ้นไทยยังมีศักยภาพที่ดี และมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไปได้ โดยตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ใช้โอกาสดังกล่าวในการเชิญชวนให้มีผู้เงินออมได้เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเน้นการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างหนักตลอดปีที่ผ่านมา ผ่านกิจกรรมให้ความรู้ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด จัดทำสื่อและเพิ่มช่องทางให้ความรู้ รวมถึง การสนับสนุนให้มีการจัดตั้งหน่วยงานที่จะเป็นกลไกเสริมความแข็งแกร่งของผู้ลงทุน ซึ่งยังต้องมีการดำเนินการอย่างหนักและต่อเนื่องต่อไปอีก สำหรับการที่จำนวนบริษัทจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นไม่เป็นไปตามเป้าหมายนั้น มีอุปสรรคสำคัญจากภาวะที่ซบเซาในช่วงครึ่งหลังของปี ทำให้บริษัทเป้าหมายมีการเลื่อนกำหนดการเสนอขายหุ้นและเข้าจดทะเบียนออกไป นอกจากนี้แล้ว ยังมีผลมาจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายและความพร้อมของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง ทำให้แผนการเข้าจดทะเบียนล่าช้า อย่างไรก็ตาม พบว่ามีบริษัทและรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปเป็นบริษัทมหาชนที่แต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินแล้วจำนวนมาก ซึ่งนับเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงที่จะเข้าจดทะเบียนในปี 2546" นายกิตติรัตน์กล่าว นอกจากนี้แล้วตลาดหลักทรัพย์ ยังได้มีการปรับโครงสร้างองค์กรโดยรวมเพื่อให้มีความคล่องตัว และสอดคล้องกับภารกิจและเป้าหมายหลักที่จะสนองตอบงานทั้งการขยายฐานผู้ลงทุนและการเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งการพัฒนาตลาดทุนโดยรวมด้วยด้านการสร้างอุปสงค์หรือการขยายฐานผู้ลงทุน กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวถึงการเพิ่มจำนวนผู้ลงทุนรายใหม่ว่า ได้มีการดำเนินการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทำให้ตลาดหลักทรัพย์มีจำนวนผู้ลงทุนที่เปิดบัญชี ณ 30 ต.ค.2545 เพิ่มมากขึ้นเป็น 234,058 ราย และเป็นผู้ที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ 48,652 ราย โดยในระยะสั้น ได้มีการจัดกิจกรรมให้ความรู้และคำแนะนำด้านการลงทุน ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด รวมทั้ง การเผยแพร่ความรู้ผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย โดยสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวมประมาณ 12 ล้านคน อาทิ การจัดงาน SET in the City ตลาดหลักทรัพย์สัญจร 4 ภาค การจัดอบรมสัมมนาเกี่ยวกับการลงทุน การจัดตั้งบริษัทย่อยคือบริษัท แฟมมิลี่ โนฮาว จำกัด เพื่อผลิตรายการให้ความรู้ด้านการเงินและการลงทุนขึ้นโดยเฉพาะ ในรูปแบบที่ไม่เป็นวิชาการเพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแพร่หลาย รวมถึงการจัดกิจกรรมและการให้ความรู้เพื่อส่งเสริมให้มีการซื้อขายหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ตแก่กลุ่มเป้าหมายโดยตรง "ตลาดหลักทรัพย์พยายามเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ โดยผ่านกิจกรรมและการนำเสนอข้อมูลในหลากหลายรูปแบบ จากการจัดการแข่งขันฟุตบอลเยาวชน "SETTRADE-AFC-U14-Festival 2002" โดยมีการสอดแทรกความรู้ด้านการลงทุนแก่ผู้ชมการแข่งขันกีฬาที่ผ่านมา พบว่าสามารถเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของ SETTRADE ได้เป็นจำนวนมาก เห็นได้จากยอดผู้เข้าชมเฉลี่ยวันละ 15,719 ราย เพิ่มขึ้นเป็น 19,538 ราย หรือเท่ากับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 24 ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์จะพยายามรูปแบบของการนำเสนอข้อมูลใหม่ ๆ ที่เข้าใจง่ายและสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างออกไปอย่างต่อเนื่องต่อไป" นายกิตติรัตน์กล่าว ด้านการเพิ่มช่องทางให้ความรู้ด้านการลงทุน ได้จัดทำเว็บไซต์ www.settrade.com เป็นเว็บท่าสำหรับการลงทุน (Investment Portal) เพื่อให้ข้อมูลด้านการลงทุนอย่างครบถ้วน ซึ่งมีผู้สนใจเข้าใช้บริการแล้วกว่า 40,000 ราย และหากนับจำนวนหน้าที่มีการเรียกดู จะนับเป็นเว็บไซต์ที่มีจำนวนหน้าที่เรียกดูนับเป็นอันดับ 1 ในบรรดาเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการเงินและการลงทุน ตามการจัดสถิติของศูนย์รวมสถิติเว็บไทย ภายใต้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ปัจจุบันมีสมาชิก นับเป็นเว็บไซต์ที่นอกจากนี้ยังได้เผยแพร่สื่อหนังสือคู่มือการลงทุนอย่างแพร่หลาย พร้อมทั้ง จัดหลักสูตรให้ความรู้ด้านการลงทุนทั้งแบบในห้องเรียน และผ่านอินเทอร์เน็ต หรือ E-learning อีกด้วย ในขณะเดียวกันก็ได้เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่การตลาดที่ผ่านการอบรมจากสถาบันพัฒนาบุคลากรธุรกิจหลักทรัพย์อีกจำนวนกว่า 200 ราย เพื่อเพิ่มบุคลากรที่มีคุณภาพที่จะทำหน้าที่ให้บริการแก่ผู้ลงทุนเพิ่มมากขึ้น ในระยะยาว ตลาดหลักทรัพย์ได้ดำเนินโครงการพัฒนาความรู้ด้านการเงินแก่เยาวชนผ่านโครงการพัฒนาเยาวชน (SET-JAT) อย่างต่อเนื่อง และการร่วมกับกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ สนับสนุนการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน รวมทั้งเครื่องมือสำหรับการเรียนการสอน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษาเพื่อส่งเสริมรากฐานด้านการบริหารเงินแก่เยาวชนไทย รวมทั้งจัดโครงการอบรมให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และอาจารย์ เพื่อปลูกฝังความรู้เรื่องตลาดเงิน ตลาดทุนอย่างต่อเนื่องด้วย "ตลาดหลักทรัพย์ได้สร้างกลไกที่จะสนับสนุนการสร้างฐานผู้ลงทุนที่มีคุณภาพ โดยการร่วมจัดตั้งหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์จัดตั้ง "ชมรมบริการด้วยคุณภาพ" เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ลงทุนรายย่อยที่สนใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การจัดตั้ง "ชมรมนักลงทุนสัมพันธ์" เพื่อสนับสนุนการการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบริษัทจดทะเบียนและผู้ลงทุน โดยมีบริษัทจดทะเบียนเป็นสมาชิกแล้วจำนวน 148 บริษัท รวมทั้งได้จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจบทบาทของหน่วยงานนักลงทุนสัมพันธ์กับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนการจัดตั้ง "Investor club" ร่วมกับสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย เพื่อการพัฒนาและคุ้มครองผู้ลงทุนด้วย หน่วยงานดังกล่าว จะเป็นกลไกสำคัญที่จะส่งเสริมการขยายฐานผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น" นายกิตติรัตน์กล่าว ด้านการสร้างอุปทาน หรือการเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์กล่าวถึงการเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนว่า "ตลาดหลักทรัพย์ได้ตั้งศูนย์ระดมทุนเพื่อทำหน้าที่พัฒนาคุณภาพบริษัทจดทะเบียน และเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ใหม่ และทำงานประสานกับหน่วยงานเครือข่าย 10 หน่วยงาน ซึ่งเข้าร่วมเป็น "คณะทำงานสรรหากิจการที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียน" ทำให้ได้ข้อมูลของลูกค้าเป้าหมายที่สนใจเข้าจดทะเบียนถึง 190 บริษัท รวมทั้ง ช่วยประสานงานให้คำแนะนำในการเข้าจดทะเบียน คัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน และให้คำแนะนำเพื่อเตรียมการ ทำให้มีบริษัทเป้าหมายที่แต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินแล้ว 50 บริษัท ในขณะที่ในปี 2545 นี้ มีบริษัทเข้าจดทะเบียนจำนวน 23 บริษัท คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่เพิ่มขึ้นประมาณ 40,000 ล้านบาท ในด้านการส่งเสริมรัฐวิสาหกิจที่มีการแปรรูปเข้าจดทะเบียน ได้มีการจัดหลักสูตรให้ความรู้ความเข้าใจแก่รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมและให้คำแนะนำกับรัฐวิสาหกิจรวม 11 แห่ง ซึ่งให้ความสนใจและอยู่ระหว่างเตรียมการ พร้อมทั้งรอภาวะที่เหมาะสม ในส่วนของบริษัทจดทะเบียนปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์ได้ให้คำแนะนำเพื่อสนับสนุนให้มีการใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มสภาพคล่องแก่หลักทรัพย์ของบริษัท ได้แก่ การแตกมูลค่าหุ้น การออกหุ้นปันผล การซื้อหุ้นคืน (มีบริษัทจดทะเบียนซื้อหุ้นคืน ณ 18 ธ.ค.2545 รวม 9 บริษัท) การปรับหลักเกณฑ์เรื่อง Market Maker รวมไปถึงการลดภาระของบริษัทจดทะเบียน โดยการแก้ไขและผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การให้บริษัทจดทะเบียนส่งข้อมูลรายงานประจำปีและเอกสารเชิญประชุมในรูป CD-ROM ได้ การยกเลิกเกณฑ์การห้ามเปิดเผยข้อมูลของบริษัทที่อยู่ระหว่างยื่นคำขอให้รับหลักทรัพย์เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน บริษัทย่อย ผู้ถือหุ้นใหญ่ ผู้บริหารและที่ปรึกษาทางการเงิน เป็นต้น นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ได้ให้การสนันสนุนบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้หรือฟื้นฟูกิจการ ให้ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผลและลุล่วงไปได้โดยเร็ว โดยทำงานร่วมกับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ซึ่งคาดว่าสามารถแก้ไขอุปสรรคให้ลุล่วงและบรรลุข้อตกลงในการปรับโครงสร้างหนี้ได้ประมาณ 5-6 บริษัทในปีนี้ ในขณะเดียวกัน ได้มีการส่งเสริมให้มีการลงทุนในตราสารเอ็นวีดีอาร์มากขึ้น โดยปรับเกณฑ์ใหม่ เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติสามารถนำเอ็นวีดีอาร์มาเข้าคิวในระบบของ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อรอแปลงเป็นหุ้นได้ เมื่อมีอัตราส่วนการถือหุ้นต่างชาติเพียงพอ โดยหุ้นที่ถือครองนั้นต้องฝากไว้ในระบบไร้ใบหุ้น รวมถึง การจัดหลักสูตรอบรมบุคลากรในธุรกิจหลักทรัพย์ด้านความรู้เกี่ยวกับอนุพันธ์ การปรับปรุงหลักเกณฑ์และแนวทางเกี่ยวกับตราสารอนุพันธ์ เพื่อเตรียมความพร้อมด้วย ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุน "ในปี 2545 ตลาดหลักทรัพย์ได้ดำเนินการที่สำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการลดต้นทุนการดำเนินงานของอุตสาหกรรมโดยรวม ได้แก่ การสนับสนุนให้บริษัทหลักทรัพย์ทุกแห่งที่มีใบอนุญาตนายหน้าค้าหลักทรัพย์เข้าเป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์ โดยในปี 2545 นี้มีซับโบรกเกอร์เปลี่ยนสถานะเป็นโบรกเกอร์รวมจำนวน 9 ราย ทำให้ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์มีสมาชิกที่ให้บริการรวม 36 ราย ตลาดหลักทรัพย์ได้กำหนดให้มีการใช้ค่านายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์ในอัตราขั้นต่ำร้อยละ 0.25 ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2545 ซึ่งผลจากการกำหนดอัตราขั้นต่ำดังกล่าวทำให้บริษัทหลักทรัพย์มีผลประกอบการงวด 9 เดือนที่ผ่านมาดีกว่าปี 2544 ถึง 83 เท่า" นายกิตติรัตน์กล่าว การพัฒนาระบบ E-payment โดยเชื่อมต่อกับระบบ Online Banking ของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ผู้ลงทุนได้รับความสะดวกในการจองซื้อหุ้นผ่านธนาคารและสถาบันการเงินมากขึ้น รวมทั้ง ยังได้ลดระยะเวลาในการนำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนเป็น 5 วันทำการนับจากปิดจองซื้อหุ้น เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการนำหลักทรัพย์เข้าซื้อขาย นอกจากนี้ได้มีการจัดตั้งศูนย์บริการปฏิบัติการหลักทรัพย์ (Front Office Service Bureau) เพื่อลดต้นทุนงาน Front Office Service ของบริษัทสมาชิก และการจัดให้มีศูนย์กลางการให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ได้ส่งเสริมให้เกิดระบบไร้ใบหุ้นอย่างสมบูรณ์ โดยการขยายบริการการรับฝากหลักทรัพย์ไปยังบริษัทจดทะเบียน เพื่อเพิ่มช่องทางให้กับผู้ลงทุนในการนำหลักทรัพย์เข้าฝากไว้ในระบบไร้ใบหุ้นได้มากขึ้น โดยปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการไร้ใบหุ้น 100% ทั้งสิ้น 57 บริษัท ขยายบริการด้านนายทะเบียนโดยบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ได้ทำหน้าที่ Service Bureau ให้แก่ผู้จัดการกองทุนเพื่อรองรับปริมาณของกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2545 บริษัทฯ ได้ทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพแล้ว 5 กองทุน จากจำนวนกองทุนที่ออกจำหน่ายทั้งหมด 34 กองทุน ในด้านการพัฒนาโครงสร้างระบบการกำกับตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ได้ปรับโครงสร้างคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์โดยเชิญผู้แทนซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคการเงิน การธนาคาร ภาคผู้ลงทุน และบริษัทจดทะเบียน เข้ามาร่วมเป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น โดยลดการแต่งตั้งคณะกรรมการในส่วนของบริษัทสมาชิกให้น้อยลงเพื่อให้การดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์เป็นไปเพื่อตลาดทุนโดยรวมอย่างแท้จริง ด้านการส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตลาดหลักทรัพย์ได้ส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดีอย่างจริงจัง โดยจัดตั้ง "ศูนย์พัฒนาการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน" ขึ้น และจัดให้มีที่ปรึกษาเพื่อเข้าพบผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการสร้างระบบการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียน โดยได้เข้าพบบริษัทจดทะเบียนแล้วจำนวน 83 บริษัท นอกจากนี้ ได้ออกแนวปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดีของทั้งบริษัทสมาชิกและบริษัทจดทะเบียนใช้เป็นแนวทาง รวมทั้งจัดทำสื่อเผยแพร่ความรู้ผ่านวิทยุ โทรทัศน์ ซีดีรอม เอกสาร และเว็บไซต์รวมถึงการจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ผู้บริหาร โดยมีบริษัทที่เข้าร่วมกิจกรรมถึง 255 บริษัทหรือคิดเป็นร้อยละ 66 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด "สิ่งสำคัญในการส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดีคือการยกย่องและให้แรงจูงใจ โดยในปีที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ได้ลดค่าธรรมเนียมรายปีให้บริษัทที่ได้คะแนนการจัดอันดับการกำกับดูแลกิจการที่ดีตั้งแต่ 7 คะแนนขึ้นไปรวม 3 บริษัท และได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเข้าอบรมหลักสูตรที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความรู้ด้านบรรษัทภิบาล แก่ผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน และบริษัทสมาชิกถึงประมาณร้อยละ 50 ของผู้เข้าร่วมอบรมทั้งหมด ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์จะยังคงส่งเสริมการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป" นายกิตติรัตน์กล่าว--จบ-- -ศน-