โฮมโปรจับมือไอบีเอ็มวางโครงสร้างพื้นฐานอี-บิซิเนสที่แข็งแกร่งรองรับการขยายตัวของธุรกิจที่ไม่หยุดนิ่ง

กรุงเทพฯ--13 ธ.ค.--ไอบีเอ็ม ไอบีเอ็มจัดวางสุดยอดยูนิกซ์เซิร์ฟเวอร์และสตอเรจระดับเอ็นเทอร์ไพรซ์ พร้อมซอฟท์แวร์จัดการระบบเพื่อบริหาร จัดการฐานข้อมูลลูกค้าและสินค้าขนาด “มหึมา” ของโฮมโปรในอนาคต บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกจำหน่ายสินค้าและบริการ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง ต่อเติม ตกแต่ง ซ่อมแซม บ้าน อาคาร และที่อยู่อาศัยมากกว่า 60,000 รายการ โดยจัดกลุ่มสินค้าเป็น 6 กลุ่มหลัก อันได้แก่ วัสดุก่อสร้าง สุขภัณฑ์และอุปกรณ์ห้องน้ำ อุปกรณ์เครื่องมือ อุปกรณ์ไฟฟ้าและโคมไฟ อุปกรณ์ทำสวนและต้นไม้ และผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ ในลักษณะ Home Center ที่ครบวงจร ด้วยสโลแกน ‘ครบถูกใจคนรักบ้าน’ โฮมโปรนับเป็นองค์กรธุรกิจของไทยที่มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล ซึ่งมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ภายใต้การดำเนินงานโดยฝีมือคนไทยล้วนๆ โฮมโปรมุ่งเน้นการให้บริการที่มอบความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้าที่มีความหลากหลายได้ครบตามความต้องการเพียงแห่งเดียว แบบ One Stop Shopping ในราคาที่เหมาะสม ด้วยปรัชญาการดำเนินธุรกิจคือ การสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ธุรกิจของโฮมโปรมีอัตราการขยายตัวอย่างสูง ทั้งในด้านของจำนวนสาขา จำนวนลูกค้า และฐานข้อมูลลูกค้า ปัจจุบัน โฮมโปรมีห้างร้านเปิดให้บริการรวมทั้งสิ้น 11 สาขา กระจายอยู่ทั่วประเทศแบ่งเป็น 8 สาขาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 3 สาขาในหัวเมืองหลัก คือ เชียงใหม่ ภูเก็ต และนครราชสีมา ทั้งนี้เรามีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่มอีก 6 สาขา ภายในปี 2546 แต่เพียงแค่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ โฮมโปรมีฐานข้อมูลลูกค้าที่เราต้องบริหารจัดการมากถึง 240 กิกะไบต์ ด้วยอัตราเพิ่มของข้อมูลโดยเฉลี่ย 10 กิกะไบต์ต่อเดือน และแอพพลิเคชั่นดำเนินงานที่มีมากหลายร้อยแอพพลิเคชั่น โฮมโปรจึงมองหาโซลูชั่นครบวงจรที่จะทำให้การทำงานของเราสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง แบบ 24x7 และสามารถ Plug & Play ได้เลย ซึ่งระบบต้องทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือ ระบบดังกล่าวต้องช่วยให้โฮมโปรบรรลุเป้าหมายหลักขององค์กรในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า นายสุรเชษฐ์ ทับทิมจรูญ ผู้ช่วยรองประธานที่ดูแลงานด้านไอที บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความท้าทายของธุรกิจค้าปลีกที่มีข้อมูลไม่หยุดนิ่งนั้น ทำให้เราต้องมีการวางกลยุทธ์ในการเลือกใช้ระบบที่รองรับลักษณะและปริมาณงานที่เปลี่ยนแปลงในอนาคต และมีดาว์นไทม์ต่ำถึงไม่มีเลย แม้ในช่วงทำการอัพเกรด หรือซ่อมบำรุงระบบ เริ่มแรกเราเลือกใช้โซลูชั่นของไอบีเอ็ม โดยยังไม่ได้ขึ้น SAP ซึ่งก็รองรับงานไปได้ในระดับหนึ่ง แต่พอมาดูในช่วงปีนี้ พบว่า โฮมโปรมีอัตราการเติบโตสูง ทั้งทางด้านจำนวนสาขาจำนวนลูกค้า และฐานข้อมูลความหลากหลายของสินค้า จึงเลือกเทคโนโลยีของไอบีเอ็มที่มีอยู่ใน IBM eServer pSeries ซึ่งเป็นยูนิกซ์เซิร์ฟเวอร์ มาทำการคลัสเตอร์ใช้งานร่วมกับ IBM Enterprise Storage Server หรือที่เรียกกันว่า SHARK ซึ่งเป็นระบบที่มั่นใจได้ถึงความสามารถในการรองรับปริมาณงานที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ มารองรับการใช้งานแอพพลิเคชั่นทางด้านอี-บิสิเนส เราจึงพูดได้อย่างเต็มปากว่า โฮมโปรเป็นไซท์ด้าน Category Killer ที่ลงระบบไอทีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย” IBM eServer pSeries เป็นยูนิกซ์เซิร์ฟเวอร์ที่ดีที่สุดสำหรับรวมเซิร์ฟเวอร์ที่รองรับปริมาณงานมหาศาล และใช้งานกับระบบแอพพลิเคชั่นขนาดใหญ่ เช่นที่โฮมโปรใช้แอพพลิเคชั่นเฉพาะสำหรับธุรกิจรีเทล โดยได้นำ IBM eServer pSeries ซึ่งใช้ไมโครโพรเซสเซอร์ POWER4 ให้หน่วยประมวลผลระดับสูง และ IBM Enterprise Storage Server (SHARK) เทคโนโลยีสตอเรจระดับเอ็นเทอไพรซ์ พร้อมเทคโนโลยีส่วนหนึ่งจากโครงการ eLiza ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสตอเรจและความสามารถในการเข้าใช้ข้อมูลได้ทุกเมื่อที่ต้องการและลดต้นทุนรวม ด้วยระบบวิเคราะห์คาดการณ์ความผิดพลาดและระบบกู้คืน มารองรับงานในส่วนของระบบ ERP และระบบงานทางด้านการเงินบัญชี ที่เป็นระบบจัดการ Back office และการชาย เป็นโซลูชั่นหลัก IBM eServer pSeries แต่ละตัวจะทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคู่ไปกับการเป็นระบบสำรองกันและกัน ทั้งนี้ การทำหน้าที่เป็นระบบสำรองของ IBM eServer pSeries นั้น ก็เพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจของโฮมโปร ที่จำเป็นต้องมีระบบที่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง และในกรณีเซิร์ฟเวอร์หลักมีปัญหาเซิร์ฟเวอร์สำรองจะต้องทำงานแทนได้ภายใน 3-5 นาที นอกจากนี้โฮมโปรยังได้เลือกใช้ซอฟท์แวร์ IBM Tivoli Storage Management เพื่อเชื่อมการทำงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างแอพพลิเคชั่นและสตอเรจในการสำรองและเรียกคืนข้อมูลได้แบบอัตโนมัติทันที ในกรณีที่เซิร์ฟเวอร์มีปัญหา โฮมโปรยังมองถึงการวางแผนขยายระบบงานในอนาคต และการสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยีจากไอบีเอ็มในรูปแบบพันธมิตรด้านไอทีในระยะยาว โดยแบ่งการทำงานร่วมกันออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือการนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาช่วยางแผนและรองรับแผนงานทางธุรกิจในอนาคต และการดูแลบริหารจัดการฐานข้อมูล พร้อมซ่อมบำรุงระบบ ณ ปัจจุบันให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง--จบ-- -ศน-

ข่าว โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ ล่าสุด