ชี้เทคโนโลยีเลเซอร์เป็นพระเอกช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้อ่อนเยาว์
กรุงเทพฯ--12 ธ.ค.--เวเบอร์ แชนด์วิค (ประเทศไทย) สถิติของสมาคมแพทย์ผู้ดูแลผิวพรรณอเมริกัน (American Society for Dermatologic Surgery) ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผิวพรรณเกือบ 2,400 คน ทำการรักษาคนไข้ 3.9 ล้านรายในอเมริกาในปี 2544 ชี้ว่า การใช้เลเซอร์และแสง เป็นวิธีการรักษาปัญหาผิวพรรณที่ถูกใช้มากเป็นอันดับสอง โดยคิดเป็นร้อยละ 15 ของวิธีที่ใช้ในการรักษาทั้งหมด ทั้งนี้ การใช้เลเซอร์และแสงส่วนใหญ่จะใช้รักษาปัญหาเส้นเลือดขอดและใช้ในการกำจัดขน เส้นเลือดฝอยบนใบหน้า ปาน แผลเป็น และรอยสัก ตลอดจนใช้ในการกระตุ้นให้เกิดการสร้างผิวหนังชั้นบนขึ้นใหม่ด้วย นอกจากนี้ ยังมีการใช้นอน อะเบลทีฟ เลเซอร์ (Non-ablative Laser) ในการฟื้นฟูสภาพผิวให้อ่อนเยาว์ (Rejuvenation) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย น.พ. เศรษฐวัฒน์ อัตถากร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผิวพรรณและริ้วรอย ซึ่งมีประสบการณ์กว่าสิบปี และประธาน บริษัท พฤกษาสกินแคร์ แมเนจเมนท์ จำกัด กล่าวว่า "ในประเทศไทย มีการนำเทคโนโลยี เลเซอร์มาใช้ ในการรักษาผิวพรรณ โดยเป็นเลเซอร์ที่ใช้ในการผ่าตัดมากว่า 10 ปี ต่อมาก็เป็นเลเซอร์ซึ่งใช้ในการรักษาความผิดปกติของเม็ดสีในผิวหนังได้แก่ รักษาปาน รอยสัก รักษาความผิดปกติจากเส้นเลือด ซึ่งเลเซอร์ในรุ่นก่อนๆ มีข้อแทรกซ้อน ซึ่งตามมาด้วยรอยช้ำ รอยดำ ทำให้คนไทยเกิดความกลัวในการใช้เลเซอร์มารักษาด้านผิวพรรณ แต่ในปัจจุบัน วิวัฒนาการด้านเลเซอร์ก้าวไปไกลมาก ในปีนี้นับเป็นปีแรกที่ได้มีการนำเลเซอร์ที่ช่วยดูแลรักษาในด้านรีจูวีเนชั่นหรือการฟื้นฟูสภาพผิวให้อ่อนเยาว์เข้ามาในประเทศไทย โดยประกอบด้วยเลเซอร์ตามจุดประสงค์การใช้งานจำนวนหลายตัว ซึ่งปลอดภัยจากข้อแทรกซ้อน โดยมีวิวัฒนาการแตกต่างจากเลเซอร์รุ่นก่อนๆ" น.พ. เศรษฐวัฒน์ อธิบายว่า "ในอดีตการรักษาริ้วรอยเหี่ยวย่น หรือจุดสี กระ ต่างๆ อันเป็นผลเนื่องมาจากวัย ต้องใช้วิธีผ่าตัดหรือใช้เลเซอร์แบบที่เรียกว่า "อินเวซีฟ เลเซอร์" ซึ่งเจาะผ่านผิวหนังชั้นบนลงไป ทำให้เกิดแผลและต้องรอเวลาระยะหนึ่งแผลจึงจะหายและจะเห็นผล "แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีแบบ "นอน อะเบลทีฟ เลเซอร์" ได้ถูกพัฒนาขึ้นและเข้ามามีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูสภาพผิวให้อ่อนเยาว์ ซึ่งเทคโนโลยีนี้มีความปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อยมาก สร้างความสะดวกให้แพทย์สามารถรักษาคนไข้โดยไม่ต้องเข้าห้องผ่าตัดหรือรับเข้าพักฟื้นในโรงพยาบาล ส่วนคนไข้ก็ไม่มีความเจ็บปวดในระหว่างการรักษา และหลังการรักษาสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องดูแลจุดที่รักษาเป็นพิเศษ ผลที่ได้รับสามารถเห็นได้ภายในเวลาที่ไปพบแพทย์เพียงไม่กี่ครั้งๆ ละไม่เกิน 30 นาที และเทคโนโลยีนี้สามารถใช้ได้กับคนเกือบทุกสีผิวทั่วโลก รวมถึงคนไทยด้วย" "อย่างไรก็ดี ผู้ที่สนใจจะทำการรักษาด้วยวิธีนี้ ควรจะศึกษาหาข้อมูลโดยการพูดคุยปรึกษากับแพทย์จนแน่ใจถึงความต้องการของตัวเอง ว่า สอดคล้องกับผลของการรักษาที่จะได้รับหรือไม่ ความคุ้มค่าที่ได้แลกเปลี่ยนกับจำนวนเม็ดเงินที่ต้องจ่ายมีมากน้อยแค่ไหน" น.พ. เศรษฐวัฒน์ กล่าวในตอนท้าย หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ สุชาดา รักมนุษย์ บริษัท เวเบอร์ แชนด์วิค (ประเทศไทย) จำกัด โทรศัพท์ 0-2257-0300 ต่อ 340 โทรสาร 0-2257-0311 อีเมล์ [email protected] จบ-- -ตม-