หญิงไทยป่วยเป็นโรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ 20% สูงเป็นอันดับ 3 ของเอเชียและแปซิฟิก - newswit
กรุงเทพฯ--28 ม.ค.--พีอาร์ แอนด์ แอสโซซิเอส หญิงไทยป่วยเป็นโรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ 20% สูงเป็นอันดับ 3 ของเอเชียและแปซิฟิก บั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานถึง 22 % แพทย์ชี้หากไม่รักษาอาจเป็นเหตุทำให้ไตวายได้ จากการศึกษาของแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะในกลุ่มประเทศทางเอเชียและแปซิฟิกพบว่า มีผู้หญิงไทยประสบปัญหากลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ถึงร้อยละ 20.3 ในขณะที่ผู้ชายพบได้ร้อยละ 14.1 ซึ่งนับว่าอัตราการเป็นปัญหาของหญิงไทยสูงเป็นอันดับ 3 รองจากปากีสถาน 24% และเกาหลีใต้ 22.6% และจากการศึกษาครั้งนี้ ยังพบว่า ผู้หญิงที่ประสบปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ร้อยละ 22 ไม่สามารถประกอบภารกิจและทำงานได้ตามปกติ ศ. นพ. กฤษฎา รัตนโอฬาร หน่วยศัลยศาสตร์ระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า "ปัจจุบัน ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่พบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่มีโอกาสพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และเมื่อผู้หญิงอายุมากขึ้นจะประสบปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่มากกว่าผู้ที่มีอายุน้อย จากการศึกษาความชุกของปัญหา พบว่า ในผู้หญิง 4 คน จะพบผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ 1 คน หรือร้อยละ 25 ส่วนในผู้ชาย 9 คน จะพบป่วยเป็นโรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ 1 คน หรือร้อยละ 11" สาเหตุที่ผู้หญิงจำนวนมากประสบปัญหากลั้นปัสสาวะไม่อยู่ มีหลายประการ เช่น โครงสร้างทางร่างกายของเพศหญิงมีกลไกการกลั้นปัสสาวะไม่แข็งแรงเท่าเพศชาย, อายุที่เพิ่มขึ้นทำให้เอ็นยึดต่างๆ ที่ช่วยประคองกลไกการกลั้นปัสสาวะเสียไป, การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร, น้ำหนักเกินมาตรฐาน, ภาวะหมดประจำเดือนจากการขาดฮอร์โมน และ การผ่าตัดมดลูกออก เป็นต้น โดยจะเห็นได้ว่า สาเหตุบางประการสามารถป้องกันได้ และบางประการไม่สามารถป้องกันได้ แต่ในบรรดาปัจจัยต่างๆ พบว่า การที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานและความอ้วนเป็นปัจจัยที่สำคัญและป้องกันได้ง่ายที่สุด รศ. นพ. เกรียงศักดิ์ ประสพสันติ แพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า "ขั้นตอนการรักษาโรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ จะเริ่มจากการตรวจวินิจฉัย มีการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจปัสสาวะและตรวจเลือด การทำบันทึกประจำวันเกี่ยวกับการขับถ่ายปัสสาวะ และการตรวจพิเศษ คือ การตรวจการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและหูรูด หรือ การส่องกล้องดูกระเพาะปัสสาวะ เพื่อที่จะได้หาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคดังกล่าว" โรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นภาวะที่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน เพราะต้องเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ทำให้ไม่สามารถเข้าสังคมได้ตามปกติ และมีกลิ่น ทำให้เป็นที่น่ารังเกียจของบุคคลรอบข้าง และยังต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการป้องกันการเล็ดราดอีกด้วย รศ. นพ. วชิร คชการ หน่วยศัลยศาสตร์ระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า "บ่อยครั้งที่การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นเพียงสิ่งบอกเหตุของความผิดปกติบางประการเท่านั้น แต่หากทิ้งไว้อาจเป็นอันตรายทำให้ไตวายได้ เช่น ผู้ที่มีกระเพาะปัสสาวะบีบตัวผิดปกติจากระบบประสาทที่มักจะมีปัสสาวะไหลย้อนกลับสู่ไตได้ ทำให้ไตอักเสบ และไตวายได้ในที่สุด" ขั้นตอนสำคัญของการรักษานั้น ควรจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และเลือกวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งมีด้วยกันหลากหลายวิธี เช่น การรักษาเชิงพฤติกรรม การใช้ยา การกระตุ้นไฟฟ้า และการผ่าตัดเสริมหูรูดของกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง หรือเรียกว่า การผ่าตัดแบบสลิง ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลดีมาก ผู้ป่วยหายถึงร้อยละ 96 หลังจากติดตามการรักษาไป 10 ปี และนอกจากนี้ ยังมีการผ่าตัดโดยขยายกระเพาะปัสสาวะให้โตขึ้น เพื่อเก็บกักปัสสาวะให้มากขึ้น แต่การผ่าตัดนี้จะเป็นวิธีการสุดท้าย สำหรับการทำรีแพร์ในผู้หญิงนั้นไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาโรคกลั้นปัสสาวะเล็ดราด ดังที่มีผู้เข้าใจสับสน เพราะการทำรีแพร์เป็นการผ่าตัดเพื่อกระชับช่องคลอด ไม่ได้เป็นการกระชับหูรูดของกระเพาะปัสสาวะ ดังนั้น ทั้งหญิงและชายที่มีปัญหากลั้นปัสสาวะไม่อยู่ จึงควรปรึกษาแพทย์เฉพาะด้านศัลยศาสตร์ระบบทางเดินปัสสาวะ (หมอยูโร) ที่ประจำอยู่ในโรงพยาบาลต่างๆ จะเป็นผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำและให้การรักษาอย่างถูกต้องและปลอดภัย หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ : คุณปองปรัชญ์ สุโรจนะเมธากุล คุณกุนธิรา ณัฐวัฒนานนทน์ บริษัท พีอาร์ แอนด์ แอสโซซิเอส จำกัด โทร. 0-2651-8989 ต่อ 330, 223 แฟกซ์ 0-2651-9649 e-mail : [email protected] จบ-- -ศน-