"แสงสุวรรณน้ำแข็งหลอด" ตัวอย่าง SMEs ไทย ใช้เทคโนโลยีพัฒนาตู้ขายน้ำแข็งอัตโนมัติ - newswit

กรุงเทพฯ--30 ม.ค.--I&I Communication ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวของประเทศไทย ส่งผลให้ธุรกิจนำแข็งเติบโตอย่างต่อเนื่อง สวนกระแสเศรษฐกิจ ทำให้ยอดขายโดยรวมสูงถึง 20% ต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท ส่งผลให้บริษัทต่างงัดกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้ากันอย่างเต็มที่ บริษัท แสงสุวรรณน้ำแข็งหลอด เป็นอีกหนึ่งบริษัท ที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อหนีคู่แข่ง โดยล่าสุดรุกจับมือ สวทช. ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีผลิตเครื่องจำน่ายน้ำแข็งอัตโนมัติเครื่องแรกของไทย พร้อมเตรียมก้าวเข้าสู่ผู้นำการขายตรง ลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ คาดหวังอนาคตพัฒนากลไกการจำหน่ายสินค้าในรูปแบบอื่น ตอบสนองความต้องการของตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ปูมหลังน้ำแข็งหลอด "แสงสุวรรณ" นายชัยวัฒน์ สันติชีวะวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แสงสุวรรณ น้ำแข็งหลอด จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจน้ำแข็งหลอดเป็นธุรกิจดั้งเคิมของครอบครัวที่เริ่มด้วยการใช้รถเร่ขายนำแข็ง ซึ่งสมัยก่อนยังเป็นน้ำแข็งก้อนที่ต้องใช้คนเลื่อย จากนั้นพัฒนากระบวนการผลิตโดยการใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานคน ทำให้รองรับความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น และสามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น จึงเริ่มมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ และได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสามารถสร้างโรงงานนำแข็งเป็นของตัวเอง ในปี 2538 บริษัท ด้วยทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาท หลังจากนั้นต่อมาเมื่อปี 2539 บริษัทเริ่มลงทุนครั้งใหญ่โดยทุ่มเงินกว่า 10 ล้านบาทเพื่อ เพื่อปรับระบบการจัดการและการพัฒนาในทุกรูปแบบ แต่ก็เปรียบเสมือนโยนหินถามทาง เพราะไม่ว่าจะทุ่มเงินลงไปเท่าไหร่ก็ยังไม่ทำให้กิจการประสบผลสำเร็จได้ จนต้องกลับมานั่งทบทวนเพื่อหาสาเหตุของปัญหาว่าอยู่ตรงไหนอย่างไร แต่ก็ยังไม่พบ จนต้องหันมาปรับตัวเองด้วยการเรียนต่อด้านธุรกิจ เจาะลึกเฉพาะทางอย่างแท้จริง กอปรกับยุคนั้นมีโครงการนำร่องของกระทวงอุตสาหกรรม จึงเสนอขอที่ปรึกษาด้านการผลิต และการจัดการ กระทรวงฯ จึงส่งผู้วินิจฉัยเป็นชาวญี่ปุ่นเข้ามาศึกษางานประมาณ 2 เดือน จึงพบข้อบกพร่องของบริษัทว่าอยู่ในเรื่องของระบบการจัดการด้านบัญชี และการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ และจุดนี้ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทำให้รู้ว่าภาครัฐเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจที่จะให้ความช่วยเหลือ SMEs จนมีโครงการของ สวทช. ตามมาอีกหนึ่งระลอก อากาศร้อนส่งธุรกิจ "น้ำแข็ง"โตสวนกระแส จากวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ที่ทุกบริษัทต่างตกอยู่ในภาวะย่ำแย่ แต่ธุรกิจน้ำแข็งกลับเติบโตขึ้นทุกปี เพราะธุรกิจนี้ขึ้นอยู่กลับสภาพภูมิอากาศ เนื่องด้วย "น้ำแข็ง" เปรียบเหมือนปัจจัยที่ 5 ที่คนไทยต้องบริโภคไปเสียแล้ว ทำให้ยอดขายน้ำแข็งเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 20 ต่อปีเลยทีเดียว โดยปัจจุบันบริษัทสามารถผลิตน้ำแข็งได้สูงถึงวันละ 90-100 ตัน เราเลยกล้าทุน เพราฉะนั้นผลกำไรทุกปีที่มาลงไปกับตรงนี้หมด ณ วันนี้ ลงทุนไปหลายสิบล้านแล้ว ถามว่าอยู่ตัวหรือยัง ผมคิดว่าอยู่ตัวแล้ว สำหรับยอดการผลิต ในแต่ละวันสามารถผลิตได้ถึง 90-100 ตัน ยอดขาย 900,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสามารถรองรับความต้องการของลูกค้าทั้งรายเล็กและรายใหญ่ได้ โดยสามารถยึดหัวหาดตลาดน้ำแข็งในภาคตะวันออกได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามแม้ว่าบริษัทจะประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีกับ แต่ก็ยังมีข้อด้อยคือในช่วงอากาศปรกติบริษัทจะมีกำลังการผลิตเพียง 60 เปอร์เซนต์เท่านั้น อีก 40 เปอร์เซนต์ที่เหลือจะสำรองไว้ผลิตสำหรับในหน้าร้อน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 2 เท่าตัว ซึ่งหากบริษัทไม่มีระบบการจัดการที่ดีพอ ก็จะไม่สามารถสนองตอบความต้องการของลูกค้าได้ ลูกค้าก็จะเลิกซื้อและหันไปใช้บริการของบริษัทอื่นแทน ซึ่งจุดนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ของบริษัทเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีปัญหาใหญ๋อีกประการหนึ่งก็คือ ระบบตลาดของธุรกิจน้ำแข็งไม่สัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร มีแต่เพียงสัญญาด้วยวาจาเท่านั้น ฉะนั้นบริษัทจึงต้องมีการอบรมพนักงานส่งน้ำแข็งทั้งในเรื่องมารยาทและการวางตัว เพราะหากเมื่อไร่ที่คนส่งน้ำแข็งพูดผิดหูลูกค้าก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ต้องระวังพอสมควร ด้วยปัญหาการตลาดที่ไม่มีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งผลให้ลูกค้าได้เปรียบเพราะจะเลิกรับสินค้าเมื่อไหร่ก็ได้ ลูกค้าจะมีข้อต่อรองเยอะมาก จึงกลับมานั่งคิดว่าจะปล่อยให้บริษัทที่ลงทุนไปหลายสิบล้านบาทอยู่ในการติดสินใจของลูกค้าไม่ได้ แต่จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร นั่นคือปัญหาที่บริษัทต้องพยายามหาทางออกให้ได้ ขอความร่วมมือ ITAP สานฝันธุรกิจ ผลิต "เครื่องจำหน่ายน้ำแข็งอัตโนมัติ" นายชัยวัฒน์ เล่าต่อว่า ด้วยปัญหาดังกล่าวข้างต้นจึงเริ่มมองหาทางออกของปัญหาว่าควรจะเป็นไปในทิศทางใด ซึ่งในช่วงปี 2544 ได้มีโอกาสเดินทางไปดูตลาดที่ประเทศญี่ปุ่นเห็นว่าที่ ญี่ปุ่นมีเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติอยู่เป็นจำนวนมาก คิดว่าในอนาคตอีก 1-2 ปีตลาดเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติในประเทศไทยน่าจะบูมขึ้น เมื่อกลับมาจึงเริ่มทำแผนออกแบบเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ พร้อมคิดกลยุทธ์ทางการตลาด และทำวิจัยไปด้วยพร้อมกัน แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า จะเรียกว่า "ล้มเหลว" ก็คงได้ อาจเป็นเพราะเราไม่มีระบบการจัดการที่ดีพอ ขาดความรู้และผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อย่างแท้จริง "หลังจากนั้นไม่นานก็ทราบว่ามีหน่วยงานภาครัฐคือ โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย หรือ โครงการ ITAP ที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การสนับสนุนเทคโนโลยีด้านต่างๆ ทั้งเรื่องของกระบวนการผลิตและเงินทุน จึงทำเรื่องเสนอขอที่ปรึกษาเทคโนโลยีช่วยออกแบบสร้างเครื่องจำหน่ายน้ำแข็งอัตโนมัติ โดยใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 เดือน ซึ่งทางโครงการ ITAP ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้ 2 ท่านคือ อ. สมานมิตร อยู่สุขสวัสดิ์ และ อ.ธวัชชัย วงศ์ช่าง จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เริ่มต้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2544 ที่ผ่านมา และสำเร็จเป็นตัวต้นแบบ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2545 จากนั้นพัฒนาอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อสร้างเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติเครื่องแรกของประเทสไทย โดยคาดว่าในเดือนกุมภาพันธ์นี้จะสามารถผลิตเพื่อส่งขายได้ทั่วไประเทศ สำหรับเครื่องจำหน่ายน้ำแข็งอัตโนมัติที่บริษัทผลิตขึ้นนี้ถือเป็นช่องทางการขายรูปแบบใหม่ที่บริษัทสามารถขายตรงได้ โดยไม่ถูกเอาเปรียบจากลูกค้า แต่ที่สำคัญคือสามารถลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศได้ นอกจากนี้ยังเป็นการแตกไลน์ธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่งทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถสั่งเครื่องจำหน่ายน้ำแข็งอัตโนมัติได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางแต่อย่างใดนายชัยวัฒน์ เล่าต่อว่า ที่ผ่านมาบริษัทเป็นแค่โรงงานผลิตน้ำแข็งขนาดเล็กๆ แต่ปัจจุบันเริ่มแตกไลน์ธุรกิจใหม่ ด้วยการเปิดบริษัท คิว อาร์ & ดี จำกัด เพื่อรองรับการผลิตเครื่องจำหน่ายน้ำแข็งอัตโนมัติ โดยราคาขายเครื่องจะอยู่ที่ประมาณ 125,000 บาท คาดว่ายอดขายจะอยู่ที่ประมาณ 100 ล้าน "โครงการ ITAP ช่วยเสริมความคิดให้เป็นระบบขึ้น โดยเฉพาะแนวทางในการบริหารจัดการ แต่เดิมผมทำวิจัยแบบสะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง แต่ปัจจุบันจากพื้นฐานที่ผู้เชี่ยวชาญได้วางไว้ถือว่ามีส่วนสำคัญมาก ทำให้เรานำไปประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่นได้เป็นอย่างดี " ชี้"เทคโนโลยี"ปัจจัยหนุน SMEs ไทยอยู่รอด ด้านนางสาววลัยรัตน์ จังเจริญจิตต์กุล ที่ปรึกษาเทคโนโลยี โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของ อุตสาหกรรมไทย (ITAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า โครงการเพื่อออกแบบเครื่องจำหน่ายน้ำแข็งอัตโนมัติ ของบริษัท แสงสุวรรณน้ำแข็งหลอด จำกัด นี้ เป็นการดึงผู้เชี่ยวชาญมาช่วยพัฒนาเครื่องต้นแบบจำหน่ายน้ำแข็งอัตโนมัติ โดยที่ขนาดของตู้ไม่ควรจะใหญ่เกิน และระบบการทำงานต้องไม่ยุ่งยากทั้งในเรื่องของการบรรจุและจำหน่ายน้ำแข็ง โดยมีรูปแบบการดำเนินงานคือศึกษาความเป็นไปได้ในการออกแบบสร้างเครื่องจำหน่าย ซึ่งรูปแบบของตู้นี้จะเป็นการออกแบบใหม่ทั้งหมด ทั้งรูปแบบ กลไกภายใน และค่าความจุที่มีผลต่อมิติของเครื่อง ลักษณะของถุงบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งรูปแบบของการจัดวางตู้ที่จะทำการขายว่าควรจัดวางในลักษณะใดด้วย นอกจากนี้ยังมีเรื่องของปัญหาทางวิศวกรรมคำนวณและการกำหนดตัวแปรต่างๆที่จำเป็นต่อการสร้างตู้ เช่น ขนาดของระบบทำความเย็น การจัดวางคอนเด็นเซอร์ อีวาปอเรเตอร์ พัดลมระบายความร้อน คอมเพรสเซอร์ ขนาดความกว้าง ยาว และความสูงของตู้ การคำนวณและออกแบบระบบส่งกำลังในการจ่ายน้ำแข็ง ระบบการยอดเหรียญ การบุฉนวนกันความร้อน ความจุ ความร้อนจำเพาะของตู้โดยต้องลดวัสดุที่มีค่าความจุความร้อนจำเพาะสูงลงให้มากที่สุดแล้วใช้วัสดุที่มีความจุความร้อนต่ำๆมาทดแทน พร้อมทั้งออกแบบระบบไฟฟ้าต่างๆภายในตู้ ออกแบบระบบควบคุมในการหยอดเหรียญ ระบบจ่ายน้ำแข็ง และระบบป้องกันความผิดพลาดในการทำงานของตู้ ซึ่งขณะนี้แม้ว่าโครงการนี้ยังไม่แล้วเสร็จแต่ก็สามารถพัฒนาเครื่องต้นแบบได้แล้ว และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการผลิตเครื่องจำหน่ายน้ำแข็งอัตโนมัตินี้ในเชิงพาณิชย์ต่อไป ด้านนายสมานมิตร อยู่สุขสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวเพิ่มว่า เครื่องจำหน่ายนำแข็งอัตโนมัติถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่คนไทยสามารถผลิตเครื่องได้เองในประเทศ โดยไม่ต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่ส่วนใหญ่ผ่านการใช้งานมาแล้วทั้งสิ้น เครื่องจำหน่ายน้ำแข็งอัตโนมัตินี้จึงถือเป็นเครื่องต้นแบบเครื่องแรกในประเทศที่สามารถพัฒนาเป็นเครื่องจำหน่ายสินค้าอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะเครื่องนี้จะมีระบบการทำงานซับซ้อนและยากกว่าเครื่องอื่นๆ หากจะนำไปดัดแปลงก็จะทำได้ยากกว่าการพัฒนาขึ้นมาใหม่ เครื่องจำหน่ายน้ำแข็งอัตโนมัตินี้ใช้เวลาพัฒนาทั้งสิ้นประมาณ 1 ปี มีขนาดกระทัดรัดคือ 1 X 1 เมตร สูงไม่เกิน 2 เมตรสามารถบรรจุน้ำแข็งขนาด 1. 4 กิโลกรัมได้ประมาณ 100 ถุงในแต่ละวัน โดยเครื่องจะสามารถกำหนดราคาขาย ทอนเหรียญ และตรวจสอบเหรียญปลอมได้อีกด้วย ซึ่งความน่าสนใจของเครื่องนี้ ก็คือ ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นในวงกว้างจากเดิมที่ บริษัทแสงสุวรรณ เป็นแค่โรงงานผลิตนำแข็ง แต่ปัจจุบันสามารถแตกไลน์ธุรกิจเติบโตเป็นอีกบริษัทที่ผลิตเครื่องจำหน่ายได้เอง และสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการอื่นที่สนใจธุรกิจนี้ ซึ่งแนวโน้มการตลาดรูปแบบนี้จะมาแรงต่อไปในอนาคต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สุธาทิพย์ โทร. 02-298-0454 , 01-909-9049--จบ-- -ศน-

ข่าว สถาบันเทคโนโลยีพระจอม ล่าสุด