บสท. แถลงข่าวผลการดำเนินงาน

กรุงเทพฯ--8 ม.ค.--บสท. 1.ผลการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ 1.1 ผลการบริหารจัดการในปี 2545 ในระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา บสท. ได้เร่งรัดดำเนินการกับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนมา จากสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐและเอกชนเพื่อให้ได้รับการแก้ไขและมีข้อสรุปโดยเร็ว เพียงวันที่ 20 ธันวาคม 2545 บสท. ได้พิจารณาดำเนินการกับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจนได้ข้อสรุปแล้วจำนวน 2,090 ราย มูลค่าบัญชีที่รับโอนประมาณ 482,000 ล้านบาท จำแนกเป็นลูกหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้/ปรับโครงสร้างกิจการ และ ฟื้นฟูกิจการในศาลล้มละลายกลาง มูลค่าบัญชีที่รับโอนประมาณ 235,000 ล้านบาท ลูกหนี้ที่คณะกรรมการ เห็นควรให้มีการบังคับหลักประกัน มูลค่าบัญชีที่รับโอน 245,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นลูกหนี้ที่มีคำพิพากษาแล้ว ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปีนี้ บสท.จะนำลูกหนี้เข้าพิจารณาดำเนินการอีกจำนวนหนึ่ง มีมูลค่าบัญชีที่รับโอนประมาณ 20,000-25,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าลูกหนี้ที่บสท.ได้บริหารจัดการจนได้ข้อสรุปหรือข้อยุติเพียงสิ้นปี 2545 ประมาณกว่า 500,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 67 ของมูลค่าบัญชีที่รับโอน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ บสท. ประมาณการอัตราที่คาดว่าจะได้รับชำระคืน (Expected Recovery Rate) จากแผนการ ชำระเงินคืนของลูกหนี้ที่ได้ปรับโครงสร้างหนี้/ปรับโครงสร้างกิจการหรือฟื้นฟูกิจการในศาลล้มละลายกลาง อยู่ที่ประมาณร้อยละ 45 ของมูลค่าตามบัญชี ทั้งนี้ยังไม่นำปัจจัยความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาของลูกหนี้ในภายหลังมาคำนวณด้วย 1.2 การติดตามการปฏิบัติตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ขณะนี้ลูกหนี้ได้ลงนามในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 228 ราย คิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของ จำนวนสัญญาที่ต้องลงนาม และ อีก 171 ราย คิดเป็นประมาณร้อยละ 30 บสท. ได้จัดทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เรียบร้อยแล้วอยู่ในระหว่างรอการลงนาม และประมาณที่เหลืออีกร้อยละ 30 ที่เพิ่งได้รับอนุมัติการปรับโครงสร้างหนี้จากคณะกรรมการ อยู่ระหว่างการจัดทำสัญญา จากการติดตามการปฏิบัติตามสัญญาการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ที่ได้ลงนามในสัญญาและลูกหนี้ที่เข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการในศาลล้มละลายกลาง บสท. มีเงินสดรับชำระเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ กล่าวคือ จากที่ได้รับชำระประมาณ 86 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี 2544 เพิ่มขึ้นเป็น 5,482 ล้านบาท ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2545 คิดเป็นประมาณร้อยละ 7 ของหนี้ตามแผนฯ 2. การรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเพิ่มเติม 2.1 การรับโอน ลูกหนี้รายย่อยที่มีมูลหนี้ต่ำกว่า 20 ล้านบาทของสถาบันรัฐ เพื่อให้การดำเนินการของ บสท. บรรลุตามวัตถุประสงค์ และเป็นไปตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 ในการแก้ปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทั้งรายใหญ่ และรายย่อยควบคู่กันไป ทั้งนี้คณะกรรมการ บสท. มีมติให้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีมูลหนี้ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ของสถาบันรัฐที่เข้าข่าย ที่เหลือโดย บสท. จะทยอยรับโอนเป็นรายสถาบัน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในต้นไตรมาสที่ 1 ของปี 2546 2.2 การรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IFCT) จากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IFCT) เป็นสถาบันการเงินตามมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 โดยมีผล ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2545 ทำให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IFCT) เป็นสถาบันการเงินซึ่งอยู่ในข่ายที่จะโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่ บสท. โดยจะมีการลงนามในสัญญาโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพกับ บสท. ในวันที่ 26 ธันวาคม 2545 และกำหนดจะรับโอนวันที่ 31 ธันวาคม ศกนี้ สินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ บสท. จะรับโอนจะเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีอยู่ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2543 โดยเป็นลูกหนี้นิติบุคคล และมีเจ้าหนี้สถาบันการเงิน หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปมูลค่า ตามบัญชีรวมตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ตลอดจนเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีทรัพย์สินหลักประกันการชำระหนี้ ในเบื้องต้นจำนวนลูกหนี้ที่เข้าข่ายซึ่ง บสท. จะรับโอนจาก IFCT มีจำนวน 114 ราย มูลหนี้ประมาณ 12,700 ล้านบาท ซึ่ง บสท.จะต้องตรวจสอบคุณสมบัติการโอนอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้การโอนสินทรัพย์ ด้อยคุณภาพของ IFCT จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทั้งระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกทั้งจะช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจของผู้ประกอบการสามารถดำเนินงานต่อไปได้ ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้อีกแนวทางหนึ่ง 3. การปรับโครงสร้างหนี้ในภาคธุรกิจสำคัญ 3.1 ความร่วมมือระหว่าง บสท. กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการแก้ไขปัญหา สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ในปี 2545 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ร่วมมือกันกำหนดแนวนโยบายในการฟื้นฟูกิจการของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของ บสท. เพื่อแก้ไขปัญหา และปรับปรุงโครงสร้างทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนให้แข็งแรงขึ้น และสามารถกลับไปทำ การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไปได้ รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะทำหน้าที่ให้ คำปรึกษาแก่บริษัทจดทะเบียนที่เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ รวมถึงให้การสนับสนุนในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อให้บริษัทเหล่านั้นเข้าใจถึงความสำคัญของการปรับโครงสร้างหนี้ว่าเมื่อบริษัทสามารถดำเนินการ และกลับมา มีโครงสร้างทางการเงินที่ดีขึ้นแล้ว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทนั้นๆ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะให้ความร่วมมือในการพิจารณาเปิดช่องทางด่วนให้บริษัทจดทะเบียนที่ผ่านกระบวนการปรับ โครงสร้างหนี้แล้ว สามารถกลับเข้ามาซื้อขายได้ตามปกติรวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ บสท. ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้บริษัทจดทะเบียนที่เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของ บสท. ไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน 19 บริษัท มูลหนี้ทางบัญชีรวมประมาณ 35,000 ล้านบาท 3.2 ความร่วมมือระหว่าง บสท. กับการเคหะแห่งชาติในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และตอบสนองนโยบายของ บสท.ในการช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้ บสท.ได้ร่วมมือกับการเคหะ แห่งชาติ (กคช.)และสถาบันการเงิน โดยการเคหะแห่งชาติรับหน้าที่ในการศึกษาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนทำการคัดเลือกโครงการที่มีศักยภาพด้านการตลาด โดยผู้ประกอบการภายใต้การสนับสนุนด้านสินเชื่อของสถาบัน การเงินจะพัฒนาโครงการให้แล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมที่จะนำออกขายให้แก่ประชาชนผู้สนใจ ซึ่งโครงการของ บสท. ที่นำมาจำหน่ายให้กับประชาชนแล้วได้แก่ โครงการบ้านชายน้ำ | จามจุรี บางบัวทอง และโครงการจตุรพร คอนโดทาวน์ รัตนาธิเบศร์ มูลค่ารวมประมาณ 110 ล้านบาท ทั้งนี้โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนด้านสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการจากธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน ) และธนาคารออมสินเป็นผู้สนับสนุนด้านสินเชื่อรายย่อยแก่ประชาชนที่สนใจ นอกจากนี้ บสท. ได้ร่วมมือกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)ในการพัฒนาโครงการจัดสรรทาวน์เฮ้าส์“นิวเวิลด์วิลส์” โดย ธอส. จะให้การสนับสนุนสินเชื่อแก่เจ้าของโครงการ และผู้ซื้อรายย่อย ซึ่งคาดว่าจะสามารถลงนามสัญญาความร่วมมือได้ภายในต้นเดือนมกราคม 2546 3.3 แนวนโยบายการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็กของ บสท. บสท. หารือร่วมกับสถาบันเหล็ก และเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย เพื่อแก้ปัญหาของ อุตสาหกรรมเหล็กให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งกลุ่มเหล็กออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเหล็กทรงแบน ใช้ใน อุตสาหกรรมรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหารกระป๋อง และกลุ่มเหล็กทรงยาวใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง บสท.ได้นำเสนอแนวทางการแก้ปัญหากลุ่มเหล็กทรงแบน โดยในเบี้องต้น บสท.ได้ส่งเสริมให้มีการตกลงในหลักการที่จะรวมกิจการระหว่างลูกหนี้ของ บสท. 2 ราย คือบริษัท นครไทยสตริปมิลล์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สยามเหล็กรีดเย็นครบวงจร จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับการเห็นชอบในหลักการจากผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการประหยัดการใช้ทรัพยากรร่วมกัน โดยเฉพาะเงินลงทุน ตลอดจนการบริหารกำลังการผลิตให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด อีกทั้งให้มีการใช้เทคโนโลยีที่ดีและกระบวนการผลิตที่ถูกต้องเหมาะสมเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงและมีมูลค่าเพิ่มสูง ทั้งนี้ อยู่ระหว่างคัดเลือกที่ปรึกษาด้านเทคนิค โดยคาดว่ากระบวนการควบรวมกิจการจะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2546--จบ-- -ศน-

ข่าว บริหารสินทรัพย์ไทย ล่าสุด