ผู้ประกอบการไทยต้องตื่นตัวใช้ระบบบริหารจัดการความปลอดภัยในโรงงานหลังรัฐเตรียมลงดาบในปี '46 นี้ - newswit

กรุงเทพฯ--21 ต.ค.--PC&C หลังจากเหตุการณ์ระทึกขวัญถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ของไทยออยล์ระเบิดจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและทรัพย์สินเสียหายหลายร้อยล้านบาท หรือโศกนาฎกรรมกรรมโรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ ซึ่งไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายในส่วนที่เกี่ยวกับสวัสดิภาพ ขวัญและกำลังใจของพนักงาน ตลอดจนชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กรได้นั้น ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบต้องเร่งปรับปรุงมาตรการและกฎข้อบังคับกันอีกครั้ง และนั่นคือที่มาของกฎระเบียบใหม่ที่รัฐบาลได้นำออกประกาศใช้ พร้อมทั้งเตรียมตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วประเทศอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นปี 2546 ที่จะถึงนี้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญในการดูแลความปลอดภัยให้แก่ทรัพยากรบุคคลในทุกโรงงานและสถานประกอบการต่างๆ ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นขณะปฏิบัติงานอยู่เสมอ จึงได้วางแนวทางที่จะกำกับดูแลธุรกิจโรงงานต่างๆ ได้คือ "ระบบการบริหารความปลอดภัยในโรงงาน" ซึ่งอยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2542 ออกตามความในพระราชบัญญัติ โรงงาน พ.ศ. 2535 เรื่องมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการดำเนินงาน โดยกำหนดให้โรงงาน 12 ประเภท เช่น โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์, สารป้องกัน/กำจัดศัตรูพืชหรือสัตว์, สี, ผลิตยางเรซินสังเคราะห์, วัตถุระเบิด, ผลิตก๊าซและบรรจุก๊าซ, ผลิต/ซ่อมแซม/ดัดแปลง, เครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิด เป็นต้น รวมประมาณ 2,000 โรงงานทั่วประเทศ ต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ความเสี่ยงอันตราย โดยให้ผู้ประกอบการสำรวจการดำเนินงานด้านความปลอดภัยด้วยตนเองใน 3 ส่วนหลัก คือ 1. ข้อมูลทั่วไปของโรงงาน 2. การสำรวจต้องสามารถบ่งชี้ถึงอันตราย และประเมินความเสี่ยงของอันตรายนั้นได้ และ 3. แผนงานที่ผู้ประกอบการจะนำไปบริหารจัดการความเสี่ยงที่ชี้บ่งนั้นนายวิระ มาวิจักขณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ให้รายละเอียดว่า "กรมโรงงานอุตสาห-กรรมได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยในโรงงานมาโดยตลอด เนื่องจากเล็งเห็นถึงความเสียหายที่จะเกิดกับทรัพยากรบุคคลอันมีค่ายิ่งต่อสังคมและประเทศชาติ ทั้งยังตระหนักดีว่าการเกิด อุบัติภัยแต่ละครั้งสร้างความสูญเสียให้กับธุรกิจเป็นอย่างมาก ดังนั้น ในปี 2546 นี้เราจะเริ่มดำเนินการในเรื่องของระบบบริหารความปลอดภัยในโรงงานอย่างจริงจัง โดยกำหนดให้โรงงานทุกแห่งต้องจัดทำ 'รายงานวิเคราะห์ความเสี่ยงอันตราย' เป็นเงื่อนไขหนึ่งในการขอจัดตั้งโรงงานใหม่และการขอสิทธิส่งเสริมการลงทุน ส่วนโรงงานที่ตั้งมาก่อนหน้านี้จะผ่อนผันให้จนถึงปี 2547 ซึ่งคาดว่าน่าจะปรับระบบและสามารถจัดทำรายงานวิเคราะห์ความเสี่ยงอันตรายได้ทั้งหมด" ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับประกาศกระทรวงฉบับดังกล่าว โดยทำหนังสือแจ้งผู้ประกอบการทุกแห่ง ตลอดจนจัดฝึกอบรมแนวทางปฏิบัติแก่เจ้าหน้าที่ในโรงงานต่างๆ และล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2545 ยังได้จัดการสัมมนา "เทคโนโลยีความปลอดภัย 2545" ขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญของความปลอดภัยทั้งในโรงงานและสถานประกอบการ รวมทั้งได้รับรู้ถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีความปลอดภัย ทางด้านวัสดุและอุปกรณ์ป้องกันอุบัติภัย รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันชีวิตที่มีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูง และเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการดำเนินงานดังกล่าว ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะเริ่มตรวจสอบโรงงานแต่ละแห่งอย่างเข้มงวดจริงจังตั้งแต่ต้นปี 2546 เป็นต้นไปการจัดงานสัมมนาเทคโนโลยีความปลอดภัย 2545 ขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างความเข้าใจ และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของระบบการจัดการความปลอดภัยที่รวมถึงการป้องกันอุบัติภัยต่างๆ ภายในโรงงาน โดยได้รับเกียรติจากนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว. อุตสาหกรรม เข้าร่วมในการสัมมนาครั้งนี้ด้วย พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนคือบริษัทดูปองท์ ในการจัดส่งวิทยากรพิเศษจากต่างประเทศมาถ่ายทอดความรู้ที่เป็นประโยชน์ รวมถึงแนะนำเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมแต่ละประเภท จากความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของธุรกิจ อุตสาหกรรมด้วยสถิติที่ดีที่สุดในโลก โดยในปีที่ผ่านมา 67% ของสถานประกอบการดูปองท์ใน 71 ประเทศทั่วโลกมีอัตราการสูญเสียและบาดเจ็บ 0% โดยนายโรเจอร์ มัวร์ ประธานธุรกิจด้านความปลอดภัย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค เป็นผู้นำคณะวิทยากรพิเศษของดูปองท์มาร่วมให้ความรู้และคำแนะนำในการสัมมนาครั้งนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า "ระบบการบริหารความปลอดภัยในโรงงานเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับธุรกิจอุตสาหกรรม สามารถลดความสูญเสียให้น้อยลง และเป็นการสร้างกำไรในธุรกิจมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศของผู้ประกอบการไทยให้ได้มาตรฐานเท่าเทียมกับต่างประเทศ พร้อมทั้งเป็นการเพิ่มศักยภาพดึงดูดให้ต่างประเทศมีความเชื่อมั่นในการที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และจากการสัมมนาในวันนี้ พวกเราอุตสาหกรรมจะวางแผนในเชิงรุกในเรื่องของความปลอดภัยในภาคอุตสาหกรรมของเราให้เป็นรูปธรรมและถือเป็นนโยบายสำคัญของภาคอุตสาหกรรม" ด้าน อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า "แม้ภาครัฐจะจัดอบรมสัมมนาให้ความรู้ พร้อมทั้งมีมาตรการกำหนดบทลงโทษ แต่ความบกพร่องหรืออุบัติภัยในขณะปฏิบัติงานก็ยังเกิดขึ้นอยู่ในโรงงานบางแห่ง จะสังเกตได้ว่าโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 120,000 โรงทั่วประเทศ มีการเกิดอุบัติเหตุขณะปฏิบัติงานของพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมอยู่เสมอ อาทิ ไฟไหม้ การระเบิดหรือ รั่วไหลของสารเคมี คนงานได้รับบาดเจ็บ อาคารโรงงานถล่ม เป็นต้น เหตุการณ์เหล่านี้นอกจากทำให้สูญเสียอวัยวะหรือชีวิตและทรัพย์สินแล้ว ยังเสียเวลาทั้งการทำงานทั้งในส่วนของการผลิต คนงาน ผู้ประกอบการ และที่สำคัญคือเสียชื่อเสียงบริษัทที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้วย จากรายงานขององค์การแรงงาน สหประชาชาติ หรือ ILO อุบัติเหตุในการทำงานปี 2544 เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในโลกคือมีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวกับการทำงานถึงวันละ 5,000 คน และมีผู้เสียชีวิตขณะปฏิบัติงานถึงปีละ 350,000 คน ซึ่งนับเป็นความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ ดังนั้นผู้ประกอบการโรงงานต่างๆ ต้องเร่งดำเนินการลดความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายและอุบัติภัยโดยเร็ว เพราะไม่มีธุรกิจใดที่จะประสบความสำเร็จได้ หากยังมีความเสี่ยงดังกล่าว และการจัดสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการประสานความร่วมมือระหว่างผู้ออกกฎหมายกับผู้ปฏิบัติคือผู้ประกอบการ ทั้งยังเป็นการจุดประกายให้ผู้เข้าร่วมสัมมนานำระบบบริหารความปลอดภัยมาประยุกต์ใช้กับโรงงานของตนเอง" ทางด้าน นายโรเจอร์ มัวร์ ประธานธุรกิจด้านความปลอดภัยของดูปองท์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ในฐานะตัวแทนของบริษัทที่มีระบบบริหารจัดการด้านความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูง ได้นำทีมวิทยากรพิเศษมาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ต่างๆ เริ่มตั้งแต่การปลูกฝังจิตสำนึกเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติภัยในหมู่พนักงานทั้งที่สำนักงานและโรงงาน เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด การวางระบบมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน และการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์ที่ดูปองท์พัฒนาขึ้นมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในการปฏิบัติงาน เปิดเผยว่า "ในฐานะที่ดูปองท์เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และประสบผลสำเร็จจากการป้องกันอุบัติภัยมาตลอดระยะเวลา 200 ปีแห่งการประกอบธุรกิจของบริษัท ซึ่งเริ่มจากธุรกิจผลิตดินปืนในสหรัฐอเมริกา และขยายสู่อุตสาหกรรมหลายแขนงทั่วโลก เราตระหนักดีว่าหากลดการสูญเสียจากอุบัติภัยต่างๆ ที่ เกิดขึ้น จะส่งผลดีต่อธุรกิจได้ในทุกด้าน อาทิ คุณภาพและปริมาณการผลิต ขวัญและกำลังใจที่เข้มแข็งของพนักงานจากสวัสดิภาพที่ดี ตลอดจนชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้มหาศาล และเราปรารถนาให้ธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ เห็นความสำคัญเช่นเดียวกัน ดูปองท์จึงได้นำธุรกิจด้านที่ปรึกษาและวางระบบป้องกันอุบัติภัยมาให้บริการแก่บริษัทต่างๆ กว่า 1,500 แห่งทั่วโลกมานานกว่า 30 ปี ซึ่งช่วยให้โรงงานอุตสาหกรรมหรือองค์กรต่างๆ พัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งดูแลสวัสดิภาพของพนักงานตลอดจนบุคลากรที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และที่สำคัญคือลดค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเลขทางบัญชีได้อย่างชัดเจน ทั้งยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กรอีกด้วย" นายมนตรี สิมะกรัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดูปองท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญอันดับแรกในการบริหารองค์กรของดูปองท์ทั้งในไทยและต่างประเทศ องค์กรธุรกิจอื่นๆ อาจมองเรื่องความปลอดภัยเป็นความยุ่งยากในการจัดการ เป็นรายจ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ทำให้องค์กรไม่ต้องการรับภาระนี้ จึงไม่สนใจการป้องกันอุบัติภัยเท่าที่ควร แต่หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าการเกิดอุบัติภัยแต่ละครั้งนั้นมีมูลค่าความสูญเสียมากมาย ซึ่งทางดูปองท์มีแนวทางการประเมินความเสียหายในจุดนี้ออกมา ตัวอย่างง่ายๆ เช่น สายการผลิตทั้งหมดสามารถผลิตสินค้าได้เท่าไหร่ในแต่ละวัน คิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่ หากพนักงานเกิดอุบัติเหตุในขณะทำงานจนได้รับบาดเจ็บ การหยุดชะงักเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวทั้งในส่วนของโรงงานและส่วนที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลต้องใช้คนเท่าไหร่ ระดับไหนบ้าง ต้องเสียเวลาอีกเท่าไร เครื่องจักรในสายที่เกิดอุบัติเหตุต้องหยุดผลิตนานเท่าไหร่ และส่งผลกระทบให้สายการผลิตที่เกี่ยวข้องต้องหยุดชะงักหรือล่าช้าอีกเท่าไหร่ กำลังการผลิตในวันนั้นลดลงเท่าไหร่ ตรงนี้จะสามารถประมาณมูลค่าเป็นตัวเลขอออกมาได้ โดยยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลหรือค่าชดเชย แต่ส่วนที่ประเมินไม่ได้คือความสูญเสียทางจิตใจ ขวัญกำลังใจ และชื่อเสียงภาพลักษณ์ขององค์กร นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างการวัดผลอีกทางหนึ่งคือสมมุติว่ามีพนักงาน 100 คน ใน 1 วัน ทำงาน 8 ชั่วโมง คิดเป็น 800 ชั่วโมงการทำงาน ซึ่งเราจะนับไปเรื่อยๆ จนถึง 1 ปี ว่าในจำนวนชั่วโมงดังกล่าวนี้เรามีพนักงานที่บาดเจ็บจากอุบัติเหตุและทำให้พนักงานขาดชั่วโมงการทำงานไปเท่าไหร่ ตรงนี้เป็นตัววัดว่าเราทำได้ดีหรือไม่ หากไม่มีเลย นั่นคือสิ่งที่เราต้องการ" ขณะที่ ดร. ประเสริฐ ตปนียางกูร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีความปลอดภัย กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้กล่าวในงานสัมมนาครั้งนี้ว่า เหตุการณ์ร้ายแรงที่เคยเกิดขึ้น เช่น โรงงานเดลต้าถล่ม เป็นบทเรียนที่ทำให้เห็นว่าความเสียหายประเมินมูลค่ามิได้ ทางภาครัฐจึงได้กำหนดเป็นมาตรการป้องกันและวางหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้น โดยกำหนดให้โรงงานทั่วประเทศต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ความเสี่ยงอันตราย ซึ่งจะตรวจสอบอย่างจริงจังต้นปีหน้านี้ แต่ในเรื่องกฎเกณฑ์ทางเทคนิคภาคปฏิบัติก็อาจมีการปรับรายละเอียดบางอย่างให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมแต่ละประเภท ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะตอบสนองนโยบายและมาตรการดังกล่าวของทางกรมฯ เป็นอย่างดี โดยรัฐมุ่งรณรงค์ทั้งด้านการจัดระบบที่มีมาตรฐานและด้านการใช้อุปกรณ์ป้องกันอุบัติภัยที่มีคุณภาพ ไม่ใช่มีอุปกรณ์ตามระเบียบแต่ป้องกันภัยไม่ได้ เหมือนกรณีหมวกกันน็อคพลาสติกบางๆ ของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์หลายๆ คันที่หากเกิดเหตุจะไม่สามารถป้องกันความสูญเสียได้เลย การสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีมากที่ภาครัฐและ เอกชนได้ประสานความร่วมมือกัน ทั้งยังนำจุดแข็งที่แตกต่างของแต่ละฝ่ายมาเสริมกัน ถือเป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจอย่างมากในความพยายามประสานความร่วมมือเช่นนี้"การก่อให้เกิดมิติใหม่นี้เป็นสัญญานบ่งชี้อนาคตอุตสาหกรรมไทยว่าอีกไม่นานคงจะก้าวเข้าสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพราะยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น โดยไม่มีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขใดมาขวางกั้น รายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ PC&C โทร. 0-2691-6302 - 5 (ชามานันท์ ธนะภูมิ, อุมา พลอยบุตร์)--จบ-- -ศน-

ข่าว ประเสริฐ ตปนียางกูร ล่าสุด