(ต่อ2) บทประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่อง PHONE BOOTH - newswit
กรุงเทพฯ--28 ต.ค.--Twentieth Century Fox ผลงานที่กำลังจะออกสู่สายตาของซุทเธอร์แลนด์ คือหนังสงครามโลกครั้งที่สอง เรื่อง "To End All Wars" อิงจากหนังสือขายดี Through the Valley of the Kwai ซึ่งเป็นเรื่องราวของเชลยสงครามในค่ายกักกันนักโทษแห่งเอเชียอาคเนย์ ร่วมแสดงโดยโรเบิร์ต คาร์ไทล์, เคียแรน แมคเมอนาริน และมาร์คสตรอง และได้รับเกียรติให้ร่วมงานทั้งที่ Toronto และ Telluride Film Festival ในปีนี้ เขายังจะมีผลงานใน "Dead Heat" กำกับการแสดงโดยมาร์ค มาโลน ในปี 1998 ซุทเธอร์แลน์ได้แสดงในงานเรื่องดังของ Showtime "A Soldier's Sweetheart" กับสกีช อุลริค และจอร์เจีย เคทส์ ฉายรอบปฐมทัศน์ที่งาน 1998 Toronto Film Festival's Gala Screening ในปี 1997 ซุทเธอร์แลนด์ได้แสดงร่วมกับวิลเลี่ยม เฮิร์ท และรูฟัส เซเวล ใน "Dark City" กำกับการแสดงโดยอเล็กซ์ โพรย่าส์, หนังเรื่อง "Dark City" เป็นงานพิเศษที่ Cannes Film Festival ซุทเธอร์แลนด์ยังได้สร้างผลงานกำกับเป็นเรืองที่สอง และร่วมแสดงในเรื่อง "Truth or Consequences" ร่วมกับเควิน พอลลาค, ไมเคลติ วิลเลียมสัน, ร็อด สไตเกอร์ และมาร์ติน ชีน เมื่อปี 1996 ในหนังระทึกขวัญเรื่อง "Eye for an Eye" ซึ่งกำกับการแสดงโดยจอห์น ชเลซิงเกอร์ ซุทเธอร์แลนด์ได้สวมบทฆาตกรโหด ที่ร้ายกาจอย่างไม่มีที่ติ ร่วมด้วย แซลลี่ ฟิลด์ และเอ็ด แฮร์ริส และในซัมเมอร์ปีเดียวกันเขาได้ร่วมแสดงกับแซมมวล แอล แจ็คสัน, ซานดรา บูลล็อค และแม็ทธิว แมคคิอฟนีย์ ในผลงานดัดแปลงจากนวนิยายของจอห์น กริชแชม "A Time to Kill" ในปี 1993 ซุทเธอร์แลนด์ได้ร่วมแสดงใน "The Three Musketeers" อิงจากนิยายคลาสสิคของอเล็กซานเดอร์ ดูมัส ในปีเดียวกัน เขามีผลงานกำกับการแสดงเรื่องแรกที่สร้างชื่อเสียง ให้กับ Showtime เรื่อง "Last Light" ซึ่งเขาได้ร่วมแสดงด้วยกับ ฟอร์เรสท์ วิทเทคเกอร์ หนังเรื่อง "Last Light" ได้รับคำชมเชยอย่างท่วมท้นอย่างที่งานเคเบิลไม่เคยได้รับมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะจากผลงานกำกับของซุทเธอร์แลนด์ ผลงานแสดงหลักเรื่องแรกของซุทเธอร์แลนด์ ได้แก่เรื่องดราม่าของแคนาดา "Bad Boy" ซึ่งทำให้ทั้งซุทเธอร์แลนด์ และผู้กำกับแดเนียล เพทรี ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล Genie ในฐานะผู้กำกับยอดเยี่ยม และดารานำชายยอดเยี่ยม ต่อเนื่องจากความสำเร็จของเขาจากเรื่อง "The Bad Boy" ซุทเธอร์แลนด์ได้ย้ายมายังลอส แอนเจลิสและเริ่มงานแสดงทางโทรทัศน์ เรื่อง "The Mission" และหนังตอน "Amazing Stories" และงานเทเลฟิล์ม "Trapped in Silence" กับมาช่า เมสัน ในปี 1992 ซุทเธอร์แลนด์ได้แสดงกับเรย์ ลิออตตา และฟอร์เรสท์ วิทเทคเกอร์ใน "Article 99" และงานดราม่าชีวิตทหาร "A Few Good Men" ร่วมแสดงโดยแจ็ค นิโคลสัน และทอม ครูซ ต่อมาในปี 1994 และแสดงกับเจฟ บริดเจ็ส และแนนซี่ เทรวิส ในเวอร์ชั่นอเมริกันของเรื่อง "The Vanishing" ให้กับทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟอกซ์ผลงานชื่อดังเรื่องอื่นๆ ของซุทเธอร์แลนด์ ได้แก่ "Flatliners," "Chicago Joe and the Showgirl," "1969," "Flashback," "Young Guns," "Young Guns 2," "Bright Lights, Big City," "The Lost Boys," "Promised Land," "At Close Range," และ "Stand By Me" ทีมงาน โจเอล ชูมัคเกอร์ (ผู้กำกับการแสดง) ผลงานภาพยนต์เรื่องล่าสุดของเขา จากเรื่องดัง "Tigerland" ซึ่งเป็นเรื่องราวของค่ายฝึกทหาร ซึ่งคนหนุ่มถูกสอนอย่างมีขั้นตอนให้กลายเป็นฆาตกร และถูกส่งไปยังสงครามเวียดนาม ผู้ร่วมแสดงในภาพยนต์นี้ยังประกอบด้วยโคลิน ฟาร์เรล ผู้แสดงของ "Phone Booth" ผู้ได้รับเกียรติเลือกให้เป็นดารานำชายยอดเยี่ยมโดย Boston Film Critics จากการสวมบทนายทหารผู้พยายามดิ้นรนต่อสู้กับระบบเพื่อคงไว้ซึ่งความเป็นคนของเขา ผลงานภาพยนต์มากมายของชูมัคเกอร์ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถ และความตั้งใจในการทำงานของเขา รวมทั้งอารมณ์และสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น เรื่อง "St. Elmo's Fire" ซึ่งเป็นงานรวมดราม่า ที่ได้สร้างดาราหน้าใหม่มากมาย อาทิเช่น อีมิลลิโอ เอสเตเวซ, ร็อบ โลว์, แอลลี่ ชีดดี้, แอนดรู แมคคาที, และเดมี่ มัวร์ ; เรื่อง "Lost Boys" นำแสดงโดยเจสัน แพททริค และไคเฟอร์ ซุทเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวของงานสร้างจินตนาการ คอมเมดี้ และความระทึกขวัญสมัยใหม่ ; "Cousins" เป็นหนังโรแมนติคคอมเมดี้เบาสมอง ซึ่งแสดงโดยเท็ด แดนสัน, อิสซาเบล รอสเซลลินี และชอน ยัง ; "Flatliners" โดยดาราชั้นนำ อย่างไคเฟอร์ ซุทเธอร์แลนด์, จูเลีย โรเบิร์ตส, เควิน เบคอน และโอลิเวอร์ แพลท เป็นงานมีสไตล์ที่นำเสนอเรื่องราวเหนือความจริงทางวิทยาศาสตร์และโลกวิญญาน ; "Dying Young" เป็นการร่วมงานกันอีกครั้งของจูเลีย โรเบิร์ตส และชูมัคเกอร์ ในหนังของคู่รักที่ไม่ยอมท้อถอย ; และ "Falling Down" ซึ่งนำแสดงโดยไมเคิล ดักกลาส กับเรื่องราวการต่อสู้อย่างอดทนและเข้าสมัยในสังคมที่ไร้วินัย งานดัดแปลงสองเรื่องของชูมัคเกอร์ จากนวนิยายขายดีของจอห์น กริชแฮม ได้รับคำยกย่องในการถ่ายทอดงานหนังสือลงบนแผ่นฟิล์ม ได้แก่ : "The Client" นำแสดงโดยซูซาน ซาแรนดอน และทอมมี่ ลี โจนส์ และในปี 1996 ซึ่งเป็นผลงานซัมเมอร์ฮิต เรื่อง "A Time to Kill" ซึ่งเป็นการเปิดตัวแมทธิว แมคคอฟนี เข้าสู่ถนนสายบันเทิง ในการแสดงร่วมกับดาราชั้นนำอย่างซานดรา บูลล็อค, แซมมวล แอล แจ็คสัน, เควิน สเปซีย์, โอลิเวอร์ แพลท, ไคเฟอร์ ซุทเธอร์แลนด์, แบรนด้า ฟริกเกอร์, ชาร์ลส เอส ดัตตัน, แอชลีย์ จัดด์, แพทริค แมคกูแฮน และโดนัลด์ ซุทเธอร์แลนด์ งานภาพยนต์ของเขาทั้งสี่เรื่อง - "The Client," "A Time to Kill," "Batman Forever," และ "Batman and Robin" - แต่ละเรื่องกวาดรายได้เกินกว่า $100 ล้านเฉพาะจากการฉายในสหรัฐฯ เท่านั้น และ "Batman Forever" ได้สร้างประวัติการณ์ทำรายได้สูงสุดของปี 1995 ชูมัคเกอร์เกิดและเติบโตในนิวยอร์ค ซิตี้ เขาได้เรียนด้านออกแบบและวางรูปแบบ ที่ Parsons School of Design และเริ่มการทำงานในวงการภาพยนต์ในตำแหน่งผู้กำกับศิลป์ให้กับงานโฆษณาโทรทัศน์ ก่อนกลายเป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนต์ชื่อดังของวู้ดดี้ อัลเลน เรื่อง "Interiors," Herbert Ross' "The Last of Sheila" และหนังของพอล มาเซอร์สกี้ "Blume in Love" หลังจากนั้นเขาเขียนบทให้กับงานละครเพลงของ Motown ใน "Sparkle" และงานคอมเมดี้เรื่อง "Car Wash" เขากำกับการแสดงภาพยนต์เรื่องแรกให้กับงานหนังโทรทัศน์ เรื่อง "The Virginia Hill Story" ต่อเนื่องด้วยงานเทเลฟิล์มที่ได้รับรางวัลอย่าง "Amateur Night at the Dixie Bar and Grill", "The Incredible Shrinking Woman" นำแสดงโดยลิลี่ ทอมลิน ซึ่งนับเป็นการกำหับภาพยนต์เรื่องแรก ต่อจากนั้นใน "D.C. Cab" ซึ่งเขาเขียนบทด้วย เขายังเป็นผู้เขียนสคริปท์ให้กับ "St. Elmo's Fire" กับคาร์ล เคอร์แลนเดอร์ และในปี 1988 เขาได้กำกับการแสดงให้กับเดวิด มาเหม็ต ในงานเสียดสีของฮอลลีวู้ด ที่ได้รับความสำเร็จท่วมท้น ใน "Speed-the-Plow" ชูมัคเกอร์ได้เป็นผู้กำกับงานประกาศสาธารณชนมากมาย รวมทั้งที่ได้รับรางวัลเอ็มมี่ของ MTV ในแคมเปญ "Fight For Your Rights: Take a Stand Against Violence" และซีรี่ส์สองตอนอย่าง "Protect Yourself" แคมเปญรณรงค์การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย และของ Kaiser Family Foundation - ซึ่งกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่เข้ารับการทดสอบ และอีกชิ้นจับประเด็นความเสี่ยงของคนรุ่นใหม่กลุ่มน้อย แลรี่ โคเฮน (ผู้ประพันธ์) เป็นที่รู้จักในอุตสาหกรรมภาพยนต์ ด้วยชื่อเสียงสองรูปแบบ อย่างแรกคือ เขาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้นำในการสร้างสรรค์หนังอิสระประเภทสมัยใหม่ ซึ่งทั้งประพันธ์ กำกับ และอำนวยการสร้างหนังกว่า 20 เรื่อง และอย่างที่สองยังประสบความสำเร็จในอาชีพผู้เขียนบทภาพยนต์ให้กับหนังเรื่องดัง ทั้งทางจอเงินและโทรทัศน์ โคเฮนเป็นผู้ที่ชื่นชมภาพยนต์มาตั้งแต่ครั้งยังอยู่ชั้นประถม สร้างชื่อเสียงด้วยการเขียนบทโทรทัศน์ในสมัยวัยรุ่น ในช่วงที่ศึกษาใน City College of New York เขายังได้เป็นผู้เขียนเรื่องราวตอนคลาสสิค "False Face"ให้กับเรื่องสยองขวัญ "Way Out" ซึ่งดำเนินรายการโดย โรอัล ดาห์ ซึ่งต่อมานักประพันธ์มีระดับอย่างเรจินัลด์ โรส ได้ค้นพบความสามารถของเขา และได้กลายมาเป็นผู้ทุ่มเทให้กับซีรี่ส์โทรทัศน์เรื่องดังที่ได้รับรางวัลอย่าง "The Defenders" ด้วยการเขียนบทถึง 13 ตอน ซึ่งทำให้เขาได้รับเกียรติคว้าสองรางวัล Television Academy ต่อมาโคเฮนได้สรรค์สร้างงานเขียนใน "The Fugitive" ก่อนงานซีรี่ส์สองเรื่อง "The Invaders" และ "Branded" ซึ่งทำให้กลายเป็นนักประพันธ์บทที่ได้รับการเรียกหา และยังเขียนภาคต่อของเรื่อง "Magnificent Seven" ที่ประสบความสำเร็จ ในต้นศตวรรษที่ '70 เขาได้รับความสำเร็จอย่างท่วมท้นในการเป็นผู้เขียนบทภาพยนต์ ให้กับหนังมากมาย เช่น "Return of the Seven", นำแสดงโดย ยูล บรินเนอร์, "Daddy's Gone A-Hunting" กำกับการแสดงโดยมาร์ค ร็อบสัน และ "El Condor" กำกับการแสดงโดย จอห์น กิลเลอมิน และอำนวยการสร้างโดยอังเดร เดอ โทท์ โคเฮนเริ่มกระตือรือล้นในอันที่จะกำกับการแสดงงานของตนเอง และผลงานกำกับเรื่องแรกของเขา คือ "Bone" หลังจากนั้น เขากำกับและอำนวยการสร้างหนังอย่างต่อเนื่อง จากงานเขียนบทของตนเอง รวมทั้งเรื่องราวดราม่าอย่าง "The Private Files of J. Edgar Hoover" กับดารามากมายรวมถึงเจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง โบรเดอริค, ครอว์ฟอร์ด, แดน เดลีย์ และโฮเซ่ เฟอเรอร์ ใน "God Told Me To" "It Lives Again" "The American Success Company" (แสดงโดยเจฟ บริดเจ็ตส์), "Full Moon High" (โดยอดัม และอลัน ฮาร์กิน) เรื่องเสียดสีสังคมอย่าง "The Stuff, It's Alive" "A Return To Salem's Lot" (แสดงโดยผู้กำกับการแสดงแซมมวล ฟุลเลอร์ และแนะนำน้องใหม่ทารา รีด), "Wicked Stepmother" (แสดงโดยเบ็ตตี้ เดวิส ), และ "Ambulance" (แสดงโดยอีริค โรเบิร์ตส, เจมส์ เอิร์ล โจนส์ และเรด บัตตันส์ เจ้าของรางวัลตุ๊กตาทอง) ผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของเขาคือ "Original Gangstas" กับแพม ไกรเออร์ ในช่วงปีศตวรรษ 70 และ 80 นอกเหนือจากงานด้านภาพยนต์ของเขา ยังได้เขียนบทให้ละครบรอดเวย์ เรื่อง "Trick" แสดงโดยแทมมี่ กริมส์ อำนวยการสร้างโดย โจชัว โลแกน และละครเวทีอื่น ได้แก่ ละครอังกฤษ เรื่อง "Motive" (กับออนเนอร์ แบล็กแมน) และนอกเวทีบรอดเวย์ เรื่อง "Nature of The Crime" กับโทนี่ โลเบียงโก ผลงานเขียนบทละครล่าสุดของเขาคือเรื่อง "Fallen Eagle" ให้กับ The Sandford Meisner Theatre Company แห่งลอส แอนเจลิส หลังจากกว่า 20 ปีแห่งการเขียนบท/กำกับและอำนวยการสร้าง จนกลายมาเป็น "ปูชนียบุคคล" ที่โด่งดังในโลกไซ-ไฟและแฟนตาซี โคเฮนได้เบนเข็มกลับสู่เส้นทางที่เขาแรกรักในการเขียนบทให้ทั้งงานโทรทัศน์และภาพยนต์ ในระหว่างนั้นเขาได้จารึกงานมากมาย ที่เป็นหนังดังฉายเป็นตอนทางโทรทัศน์ ได้แก่ "Columbo" และเมื่อไม่นานนี้ ได้แก่ "The New Defenders," Ed McBain's "87th Precinct," "NYPD Blue," มินิซีรี่ส์ทางโทรทัศน์ "The Invaders" และเรื่องรีเมค "Body Snatchers" สำหรับผลงานสร้างชื่อบนจอใหญ่ของเขา ได้แก่ หนังระทึกขวัญลึกลับ "Best Seller" แสดงโดยไบรอัน เดนเนฮี และเจมส์ วู้ดส และเรื่อง "Guilty As Sin" แสดงโดยรีเบกก้า เดอ มอร์เนย์ และกำกับการแสดงโดย ซิดนีย์ ลูเม็ต ซึ่งเป็นหนังของทัชสโตน ตลอดระยะเวลาหลายปี โคเฮนได้กวาดรางวัลอันทรงเกียรติและชื่อเสียง จากภาพยนต์ของเขาซึ่งขจรขจายไปทั่วโลก เขายังได้รับรางวัล Avoriaz Film Festival Jury Prize ถึงสองครั้งจากคณะกรรมการซึ่งนำโดยโปลันสกี้ และสปีลเบิร์ก และเมื่อปีกลายได้รับเกียรติให้นำเสนอภาพยนต์ในความทรงจำของเขาถึงสิบเรื่องที่ Stockholm Film Festival และเช่นเดียวกันที่ Brisbane Film Festival ในออสเตรเลีย, งาน Joseph Papp's New York Shakespeare Festival, ซึ่งได้ให้เกียรติกับงานของโคเฮนเรื่อง "Gods And Demons - A Tribute To The Maverick Independent Filmmaker," เป็นเวลาถึงหนึ่งเดือนเต็ม ซึ่งเป็นการต่อเนื่องของการฉายนานหนึ่งเดือนที่ Chicago Art Institute กับเรื่อง "It's a Bird, It's a Plane, It's Larry Cohen!" เดวิด ซุคเกอร์ (ผู้อำนวยการสร้าง) ผู้สร้างภาพยนต์โด่งดังอย่าง "Airplane," "Ruthless People," "Top Secret," และ "Naked Gun" โดยทำหน้าที่ทั้ง เขียนบท/กำกับการแสดง/อำนวยการสร้าง ให้กับหนังมากมายหลายเรื่องที่ทั้งประสบความสำเร็จและประทับในความทรงจำเมื่อไม่นานมานี้ หลังจบการศึกษาจาก University of Wisconsin ในเมดิสัน ซุคเกอร์ กับน้องชาย เจอรี่ และเพื่อนร่วมสถาบัน จิม อับราฮัม ได้เช่าพื้นที่หลังร้านหนังสือในเมดิสัน เพื่อสร้างทีมคอมเมดี้ Kentucky Fried Theater การแสดงมัลติมีเดียที่รวมเอาไว้ทั้งงานแสดงสดและวิดีโอเทปและฟิล์มสเก็ชท์ ในปี1972 พวกเขาย้ายมายังลอส แอนเจลิส และเปิด Kentucky Fried Theater แห่งใหม่ ซึ่งได้รับความสนใจและโด่งดังในเวลาไม่ช้านาน ในเวลาห้าปี พวกเขาได้มีผู้สนับสนุนแสดงกว่า 150,000 ราย และกลายเป็นคณะการแสดงย่อย ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ของลอส แอนเจลิส ในปี 1977 ทีม "ZAZ" ได้นำเสนองานภาพยนต์เรื่องแรกของพวกเขา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการแสดงเวที และ "Kentucky Fried Movie" ก็กลายเป็นงานอิสระยอดฮิต โปรเจ็คถัดมา คือ "Airplane!" เป็นอีกหนึ่งเซอร์ไพรซ์แห่งปี 1980 และปูทางให้ทั้งสามเดินไปยังสายภาพยนต์และโชว์โทรทัศน์ รวมทั้งเรื่องที่ได้รับการเสนอชิงรางวัลเอ็มมี่อย่าง "Police Squad" (1982), "Top Secret" (1984), และ "Ruthless People" ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังที่ทำรายได้สูงสุดของปี 1986 ซุกเกอร์ได้ทำงานด้วยตัวเองใน "The Naked Gun" (1988), ซึ่งเป็นผลงานกำกับการแสดงเดี่ยวของเขา อิงจากซีรี่ส์โทรทัศน์ของ "ZAZ" เรื่อง "Police Squad" โดยมีเลสลี่ นีลสันรับบทเดิมเป็น เจ้าหน้าที่ตำรวจ จ่าแฟรงค์ เดรบิน หนังเรื่อง "The Naked Gun"เป็นเรื่องฮิตประวัติการณ์ รวมทั้งภาคต่อในปี l991 "The Naked Gun 2 ? : The Smell of Fear" ซึ่งยังคงไว้ชึ่งแนวเรื่องเดิมๆ ลบสถิติบ็อกซ์ออฟฟิซของตอนแรก และ "Naked Gun 33 1/3: The Final Insult" ยังครองอันดับท็อปเท็นของบ็อกซ์ออฟฟิซแห่งปี 1994 นอกจากนี้ ซุคเกอร์ยังว่างพอที่จะร่วมอำนวยการสร้าง "A Walk in the Clouds" ในปี 1995 นำแสดงโดย คีนู รีฟส์ และ "High School High" ในปี 1997 หละงเสร็จจากงานเรื่อง "Phone Booth" ซุคเกอร์จะเริ่มงานกำกับให้แอชตัน คุชเชอร์ ("Dude, Where's My Car?") ในเรื่อง "The Guest" โดย Dimension และสคริปท์ที่เพิ่งเสร็จสมบูรณ์ของเขาเรื่อง "F.B.I. Man 2001" ให้กับ Fox 2000 และเขาอยู่ระหว่างการเตรียมงานชีวประวัติของเดวี่ ครอกเก็ต ซึ่งเป็นโครงการที่เขาสนใจจะทำมานานนับปี และนับว่าเขาเป็นผู้หนึ่งที่สะสมของที่ระลึกของเดวี่ คร็อกเก็ตมากติดอันดับของประเทศ กิล เนตเตอร์ (ผู้อำนวยการสร้าง) ร่วมกับหุ้นส่วน เดวิด ซุคเกอร์ โดย Zucker-Netter Productions สร้างเรื่อง "Phone Booth" อีกทั้งยังร่วมหุ้นกับเวนย์ ไรซ์ เมื่อไม่นานมานี้ เนตเตอร์ ได้อำนวยการสร้างหนังของทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟอกซ์ ในคอมเมดี้เรื่อง "Dude, Where's My Car?" กำกับการแสดงโดยแดนนี่ ไลเนอร์ นำแสดงโดยแอชตัน คุชเชอร์ และชอน วิลเลี่ยม สก็อต เนตเตอร์เป็นประธานบริษัท Zucker Brothers Productions เป็นเวลาเจ็ดปี ซึ่งเขาได้อำนวยการบริหารหนังหลายเรื่อง เช่น "My Best Friend's Wedding," "First Knight," "Naked Gun 33 1/3: The Final Insult," "Naked Gun 2 ?: The Smell of Fear," และ"A Walk in the Clouds" ของฟอกซ์ เนตเตอร์เริ่มทำงานจากการเป็นเอเย่นต์คัดตัวแสดงให้กับ The Agency และต่อมาได้รับตำแหน่ง รองประธานแห่ง Imagine Entertainment. เท็ด เคอดิลาร์ (ผู้อำนวยการบริหาร) เคยทำหน้าที่เดียวกันนี้ให้กับโจเอล ชูมัคเกอร์ในเรื่อง "Tigerland" ซึ่งแสดงโดยโคลิน ฟาร์เรล ผลงานในฐานะอำนวยการสร้างของเขา ได้แก่ "Fallen" แสดงโดยแดนเซล วอชิงตัน , จอห์น กู้ดแมน และโดนัลด์ ซุทเธอร์แลนด์ และกำกับการแสดงโดยเกรกอรี่ ฮอบลิต; "The Confession" แสดงโดย อเล็ค บอลด์วิน, เบน คิงสลีย์ และเอมี่ เออร์วิ่ง กำกับการแสดงโดยเดวิด โจนส์; "Final Analysis" แสดงโดยริชาร์ด กียร์ และคิม บาสซิงเจอร์ กำกับการแสดงโดยฟิล โจอานู; "Cadillac Man" โดยโรบิน วิลเลียมส์ และทิม รอบบินส์, กำกับการแสดงโดย โรเจอร์ โดนัลด์สัน; และ "Johnny Handsome" โดยมิกกี้ เริร์ก และแอลเลน บาร์กิน กำกับการแสดงโดยวอลเตอร์ ฮิล ทางโทรทัศน์ เขาได้อำนวยการสร้าง "The Cosby Mysteries" และผลิตงานเทเลฟิล์ม "Trapped" แสดงโดยคริส คริสตอฟเฟอร์สัน, "Birds II: Land's End" และ "Twilight Man" แสดงโดยทิม แมทธีสัน และดีน สตอกเวลล์ เขายังเป็นผู้จัดการด้านโปรดักชั่นให้ "Once Upon a Time in America," "Blow Out," "Year of the Dragon" และ "Batteries Not Included" แม็ทธิว ลิบาทิค (ผู้กำกับภาพ) เคยร่วมงานกับผู้กำกับโจเอล ชูมัคเกอร์ ในงานภาพยนต์ดราม่าชื่อก้องของ New Regency เรื่อง "Tigerland" จัดจำหน่ายโดย ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟอกซ์ ลิบาทิคยังร่วมงานกับผู้สร้างอิสระ ดาร์เรน อาโรนอฟสกี้ ในเรื่องสั้น 4 เรื่อง และภาพยนต์อีกสองเรื่อง การร่วมงานครั้งล่าสุดของทั้งคู่ในหนังดราม่าเรื่อง "Requiem for a Dream" จากนิยายของฮิวเบิร์ต เซลบี้ จูเนียร์ การทำงานหนังร่วมกันเรื่องแรกของพวกเขา คือหนังที่ได้รับรางวัลเรื่อง "Pi" ซึ่งขึ้นชื่อในประเภทหนังขาวดำของลิบาทิค นอกเหนือจากเรื่องอื่นๆ นอกจากนี้ลิบาทิคยังเป็นผู้ถ่ายทำหนังดราม่าดาร์คของร็อบ ชมิท เรื่อง "Saturn" รวมทั้งงานมิสิควิดีโอมากมายให้ศิลปินหลากหลาย เช่น Snoop Dog, Moby และ Barenaked Ladies เมื่อไม่นานมานี้ยังได้เป็นผู้กำกับภาพให้เรื่อง "Josie and the Pussycats" ของ Universal Studios และผู้กำกับการแสดงแฮร์รี่ เอลฟอนท์ และเดบบอร่า แคพแลน แอนดรู ลอส์ (ผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์) ทำงานด้านออกแบบฝ่ายศิลป์และผู้กำกับศิลป์ นับแต่ก้าวออกจากการทำงานเป็นสถาปนิก ในปี 1995. "Phone Booth" เป็นงานหนังเรื่องที่สามของลอว์ และเป็นเรื่องที่สองกับผู้กำกับการแสดงโจเอล ชูมัคเกอร์ งานเรื่องก่อนของพวกเขา คือหนังของ New Regency Films เรื่อง "Tigerland" ซึ่งจัดจำหน่ายโดยทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟอกซ์ ก่อนหน้านี้ลอว์ได้ออกแบบให้ผู้กำกับการแสดงแฮมพ์ตัน แฟนเชอร์ ในหนังนัวร์ระทึกขวัญเรื่อง "The Minus Man" ผลงานที่มีชื่อของลอว์ในการเป็นผู้กำกับศิลป์ ได้แก่ "Gone in 60 Seconds," กำกับการแสดงโดยฟีนิกส์ เซน่า และออกแบบฝ่ายศิลป์โดย เจฟ แมนน์ ; เรื่อง "Simpatico" กำกับการแสดงโดยแมทธิว วาร์กัส และะออกแบบฝ่ายศิลป์โดยเอมี่ บี แอนโคนา; และ "Rushmore" กำกับการแสดงโดยเวส แอนเดอสัน และออกแบบฝ่ายศิลป์ โดยเดวิด วาสโค ในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับฝ่ายศิลป์ ลอว์ได้ร่วมงานกับ Laws collaborated with ผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์ เดวิด วาสโค ใน "Jackie Brown", "She's So Lovely" และ "Touch" กำกับการแสดงโดยพอล ชราเดอร์ มาร์ค สตีเวนส์ (ผู้กำกับภาพ) เคยทำงานกับผู้กำกับการแสดงโจเอล ชูมัคเกอร์ ในการกำกับภาพเรื่อง "Tigerland," "8mm" และ "Flawless" และทำงานเคียงไหล่กับเดนนิส เวิกเลอร์ ในทั้ง "Batman Forever" และ "Batman & Robin" สตีเวนส์ยังได้ร่วมงานเป็นผู้ลำดับภาพให้เรื่องระทึกขวัญอย่าง "Chain Reaction" เขารั้งตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับภาพเบอร์หนึ่งให้กับหนังอย่าง "Hard to Kill," "If Looks Could Kill," "The Hand That Rocks the Cradle," "Under Siege," "The Fugitive," และ "On Deadly Ground" ผลงานมีชื่อทางโทรทัศน์รวมถึงหนังประจำสัปดาห์อย่าง "My Wicked, Wicked Ways," "First Steps," "Picking Up the Pieces," "One Police Plaza," "Secret Witness," และ "Who Will Get the Friends?" รวมทั้งมินิซีรี่ส์เรื่อง "If Tomorrow Comes" แฮรี่ เกรกสัน-วิลเลียมส์ (ผู้ประพันธ์เพลง) เริ่มการทำงานภาพยนต์โดยการเป็นผู้กำกับวง, เรียบเรียง และเขียนเพลงมากมายเพื่อกับผู้แต่งให้กับหนังของสแตนลีย์ ไมเออร์ ซึ่งเขาได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆในการแต่งเพลงหนังอย่างรวดเร็ว และยังได้สร้างความสัมพันธ์กับผู้แต่งเพลงมีระดับหลายคน รวมทั้ง ฮานส์ ซิมเมอร์ เป็นเพราะเขาได้ร่วมงานกับไมเออร์ส เกรกสัน-วิลเลียมส์จึงได้กลายเป็นเพื่อนกับผู้สร้างหนังแห่งตำนาน นิโคลัส เริร์ก โดยการแต่งเพลงเอกสำหรับภาพยนต์เพลงแรกให้กับหนังของเริร์กในเรื่อง "Full Body Massage" และ "Hotel Paradise"ในปี 1995 เกรกสัน-วิลเลี่ยมส์ ได้ย้ายไปยังลอสแอนเจลิส และเริ่มอาชีพแต่งเพลงให้กับฮอลลีวู้ดในหนังของบิลลี่ ออกัสต์ เรื่อง "Smilla's Sense of Snow" หลังจากนั้นมีผลงานที่ตามมาใน "The Whole Wide World" และในปี 1996 เขาได้แต่งเพลงให้กับ "The Rock" สานสัมพันธ์กับผู้อำนวยการสร้างเจอรี่ บรุ๊คไฮม์เมอร์ ซึ่งต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ และในปีถัดมาก็ทำงานไม่หยุดให้กับหนังถึง 8 เรื่อง รวมถึง "Deceiver" "The Replacement Killers" และ "The Borrowers" หลังจากนั้นเขาได้ร่วมทีมกับมือกีต้าร์เพลงร็อคแห่งตำนาน เทรเวอร์ เรบิน ใน "Armageddon" และ "Enemy of the State" ให้กับเจอรี่ บรุ๊คไฮเมอร์ ตามมาด้วย "Antz" งานหนังคอมพิวเตอร์แอนนิเมชั่น ผลงานของเกรกสัน-วิลเลียมส์รุดหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่อง เขาสร้างผลงานในหนังใหญ่หลายเรื่อง ในปี 1999 หลังจากจบการประพันธ์เพลงประกอบให้กับเรื่อง "King of the Jungle" เขายังได้ทำงานเพลงให้กับเจอรี่ บรุ๊คไฮเมอร์ ในงานหนังทีวีใน "Swing Vote" รวมทั้งงานดราม่าของฟอกซ์เรื่อง "Light it Up" ในปี 2000 เขาได้ทำงานหนังครอบครัวสองเรื่อง ที่นับได้ว่าเป็นความสำเร็จที่สุดแห่งปี : เรื่อง "The Tigger Movie" และ "Chicken Run" เขายังได้แต่งเพลงให้กับหนังอิสระของอังกฤษเรื่อง "Whatever Happened to Harold Smith?" เกรกสัน-วิลเลียมส์ เป็นผู้แต่งเพลงให้กับหนังแอนนิเมชั่นที่ได้รับรางวัลออสการ์ เรื่อง "Shrek" ซึ่งทำให้เขาได้รับเสนอชื่อชิงรางวัล BAFTA และได้รับรางวัล Novello Award - Best Score ในปี 2001 เขาได้แต่งเพลงให้โทนี่ สก็อต ในเรื่อง "Spy Game" นำแสดงโดยโรเบิร์ต เรดฟอร์ด และแบรด พิทท์และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล Golden Satellite Award จากผลงานนั้น และเขายังเพิ่งจบการทำอัลบั้มซึ่งเป็นการร่วมประพันธ์ กับนักกีตาร์ ปีเตอร์ ดิสเทฟาโร (Porno for Pyros) และงานที่กำลังจะตามมายังมีเรื่อง "Veronica Guerin" แสดงโดยเคท บลันเช็ท โดยการกำกับของโจเอล ชูมัคเกอร์ และงานหนังแอนนิเมชั่นเรื่อง "Sinbad"--จบ-- -ศน-