งานวิจัยชี้รัฐหนุนชาวนาชาวไร่ พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนสร้างเศรษฐกิจชาติ - newswit
กรุงเทพฯ--28 ต.ค.--สกว. ผลวิจัยชี้เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านไทยในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ยังต้องพึ่งภาคเกษตรและเป็นแหล่งผลิตและรายได้หลัก แต่ต้องพัฒนาในรูปแบบที่แตกต่างและหลากหลายตามลักษณะเฉพาะของแต่ละภาค เสนอรัฐต้องให้ความสำคัญกับชาวนาชาวไร่ผู้สร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งโดยเน้นการพัฒนาทั้งด้านคุณค่าและมูลค่า จึงจะสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของประเทศได้ ย้ำ 50 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาประเทศใต้อำนาจทุนและรัฐทำชุมชนล่มสลาย อย่าสร้างประวัติศาสตร์ซ้ำร้อย (สามารถดาวน์โหลข่าวได้ที่ http://pr.trf.or.th ) ในการประชุมเสนอผลงานวิจัยเรื่อง "เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านและลุ่มน้ำ" ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยของ สกว. ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ผู้ประสานงานโครงการเศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราเข้าใจผิดว่าเศรษฐกิจแห่งชาติเป็นระบบทุนนิยม ทั้งที่ ความจริงแล้วเศรษฐกิจแห่งชาติประกอบด้วยเศรษฐกิจชุมชน/ครอบครัวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งดูได้จากการใช้แรงงานพบว่า ในระบบของเศรษฐกิจชุมชนที่ใช้สมาชิกในครัวเรือนทำงานมีการใช้แรงงานที่เข้มข้นประมาณ 75 % ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่แรงงานรับจ้างในระบบทุนมีประมาณ 25 % เท่านั้น เมื่อดูชีวิตของผู้คนเป็นใหญ่ระบบครอบครัว/ชุมชนจึงเป็นระบบที่ใหญ่มาก ผลการศึกษาให้ภาพที่ชัดเจนว่า สังคมไทยเป็นสังคมของชาวนาชาวไร่รายย่อย ที่ครอบครัวเป็นหน่วยการผลิต ในภาคอีสานและภาคใต้ยังมีการใช้แรงงานในครัวเรือนมากกว่าการจ้าง และรายได้ส่วนใหญ่ก็มาจากภาคเกษตร ส่วนภาคเหนือและภาคกลางมีรายได้มาจากการประกอบกิจกรรมอาชีพที่หลากหลายนอกภาคเกษตรด้วย แต่การผลิตในภาคครัวเรือนก็ยังมีอยู่มาก เช่น ทอผ้า หัตถกรรมพื้นเมือง ส่วนการศึกษาเศรษฐกิจชุมชน 3 ลุ่มน้ำ ก็ได้ชี้ให้เห็นภาพว่ายังมีระบบการจัดการของชาวบ้านที่มีประสิทธิภาพนั่นคือการจัดการน้ำ และเป็นการจัดการในลักษณะการประสานรวมตัวกันเป็นเครือข่าย สมาคมของชาวนาชาวไร่รายย่อยที่ใช้ครอบครัวและวัฒนธรรมเป็นเครื่องผูกพัน และเป็นระบบที่มีความยุติธรรมในการจัดสรรการใช้ทรัพยากรการศึกษายืนยันว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ครอบครัวและชุมชนเป็นหน่วยสำคัญและคงทนตลอดมานับพันปี และเศรษฐกิจครอบครัวและชุมชนเป็นอีกระบบหนึ่งในเศรษฐกิจแห่งชาติ ที่เราจะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะเป็นระบบของผู้คนจำนวนมากที่สุดของสังคม และผลจากการวิจัยยังชี้ชัดว่าชาวนาชาวไร่ของเรามีศักดิ์ศรี ต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ยังคงต้องการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี การผลิตซ้ำ เพื่อดำรงรักษาอัตลักษณ์ของตนเองให้อยู่ต่อไป อยากที่จะดำรงเศรษฐกิจครอบครัวและชุมชนอยู่แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเจาะจงเฉพาะภาคเกษตร แต่อาจกระจายการผลิตออกไปในหลาย ๆ ด้านก็ได้ เช่น งานฝีมือ งานหัตถกรรมต่าง ๆ "ถ้ามีทางเลือกอื่นแล้วชาวบ้านของเรายังคงอยากที่จะเป็นผู้ผลิตรายย่อยขนาดเล็ก เป็นกสิกร เป็นช่างฝีมือที่เขามีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมเดิม แล้วรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เป็นสมาคม มากกว่าการเลือกจะไปเป็นผู้ขายแรงงาน ห่างจากพื้นที่ ห่างชุมชนบ้านเกิดเมืองนอนและครอบครัว ดังนั้นเมื่อเรายอมรับว่าเศรษฐกิจเรามี 2 ระบบ และเราต้องการพัฒนาส่วนที่เป็นระบบรากฐานของผู้คนส่วนใหญ่ ก็จะเป็นคำตอบที่ว่าแนวทางการพัฒนาของประเทศชาติควรจะพิจารณาไปในแนวทางไหน" ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ กล่าว ศ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาพิเศษ สกว. กล่าวในการปาฐกถานำ ว่า การจะพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านไทย หรือเรียกว่า "เศรษฐกิจบ้าน" จำเป็นต้อง ศึกษาอดีต ปัจจุบั น เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางในอนาคต ว่าเป็นมาอย่างไรและจะสามารถทำให้เข้มแข็ง พึ่งตนเองได้และจะพัฒนาต่อได้อย่างไรท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายของทั้งเศรษฐกิจบ้านและเศรษฐกิจเมืองที่ต้องสัมพันธ์กัน มีทั้งความร่วมมือและการแข่งขัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกติกาที่เอื้อต่อ "บ้าน" นั่นคือ ต้องเป็นการร่วมมือและแข่งขันภายใต้สิทธิชุมชน กฎหมายชุมชน และกฎหมายจารีต และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดการความรู้ในชุมชน ฐานข้อมูลความรู้สำหรับชุมชน เครื่องมือขุดค้นความรู้ การพัฒนาวัฒนธรรมจัดการความรู้รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า เศรษฐกิจชุมชนเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชาติ โดยบริบทที่สร้างเศรษฐกิจชุมชนและเกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจชาติซึ่งควรร่วมกันทำในระดับนโยบาย ได้แก่ เรื่อง น้ำ การเกษตร การศึกษา การตลาด กฎหมายสถาบันการเงิน กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มสหกรณ์ ทุนทางสังคม และประชาสังคม เป็นต้น โดยสิ่งที่เราควรทำเวลานี้ก็คืการเอาสิ่งดีงามใอดีตมาประยุกต์ใช้กับปัจจุบัน ซึ่งในอีก 4-5 ปีข้างหน้าประเทศหรือโลกก็เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นการจัดการแหล่งน้ำ การแปรรูป การใช้ทุนทางวัฒนธรรม ถือเป็นนโยบายของประเทศที่ทำให้อุตสาหกรรมอาหารของไทยเจริญเติบโต แต่สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้ก็ต้องมาจากกติกาของสังคมที่เปลี่ยนแปลง เช่น อาจจะมีการสร้างเบียร์ผลไม้ของไทยซึ่งมีความหลากหลายที่สุดในโลก ซึ่งเศรษฐกิจชุมชนลักษณะนี้จะทำให้คนพอใจและเดินไปในแนวทางเดียวกัน รศ. เสรี ลีลาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันมีภาพที่น่าสังเกตุว่า ในขณะที่เราพัฒนาประเทศแต่เรากลับจนลง ดูได้จากรายได้ประชาชาติเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในโลก ประเทศไทยเป็นชุมชนที่จนลง และในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนโดยการนำเงินงบประมาณลงไปทำให้เกิดการขยายตัวและมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้แต่เป็นไปในลักษณะที่เกิดและดับได้ง่าย จากปัจจัยของเงินและอำนาจที่เข้ามาปะทะ เศรษฐกิจชุมชนที่เกิดขึ้นจึงมีลักษณะไม่แข็งแกร่ง การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนจึงควรพัฒนาบนฐานเดิมของชุมชนและเครือข่ายจึงจะเติบโตและมั่นคง รศ.ดร.วรวุฒิ โรมรัตนพันธ์ ให้มุมมองว่า ที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับมิติทางเศรษฐกิจมากเกินไป ขณะที่ความสัมพันธ์ด้านสังคมน้อยลงไปเรื่อย ๆ การจะสร้างเศรษฐกิจชุมชนขึ้นมาใหม่ก็ต้องทำให้ชุมชนหันกลับไปพึ่งพาแบบเดิมโดยมีระบบความคิด 2 แบบ คือ แบบเน้นคุณค่าและแบบเน้นมูลค่า โดยจะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจชุมชนในอดีตซึ่งการพึ่งพาตนเองในแต่ละภาคไม่เหมือนกันแต่สิ่งที่เหมือนกันคือการเอื้อเฟื้อกันในการใช้ทรัพยากร ซึ่งทำให้การเอารัดเอาเปรียบจางลง ขณะที่ลักษณะชุมชนในปัจจุบันมีภาพที่ชัดเจนของการจ้องเอารัดเอาเปรียบ ขูดรีด ผู้นำชุมชนก็ขึ้นตรงกับอำนาจรัฐส่วนกลาง ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ ดังนั้นเศรษฐกิจชุมชนในยุคใหม่จะเน้นให้ความสำคัญกับความคิดที่จะก่อให้เกิดความหลากหลายมากขึ้นโดยส่วนหนึ่งเน้นเศรฐกิจชุมชนอีกส่วนหนึ่งเน้นเศรษฐกิจในเชิงสร้างมูลค่า และการส่งเสริมการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนจะทำให้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน. สามารถดาวน์โหลข่าวได้ที่ http://pr.trf.or.th หรือติดต่อประชาสัมพันธ์ สกว.--จบ-- -ศน-