บทความ: ทรัพยากรด้าน ICT - newswit

กรุงเทพฯ--11 ต.ค.--124 คอมมิวนิเคชั่นส์ กว่าบทความนี้จะออกไป ไม่ทราบว่า กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเลือกปลัดกระทรวงได้หรือยัง รายงานแจ้งว่า มีผู้สมัครสองสาม ท่านที่มีคุณภาพคับแก้ว คือ คุณไกรสร พรสุธี รองปลัดกระทรวงคมนาคม และศาสตราจารย์ ดร. ไพรัช ธัชยพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันในนาม บิดาแห่งอินเตอร์เนทของประเทศไทย และท่านเลขาธิการ กพ. หรือ Chief Human Resources Officer ของประเทศไทย คุณหญิง ทิพาวดี เมฆสวรรค์ เป็นกระทรวงใหม่เอี่ยมก็ดีไปอย่าง เจ้ากระทรวงก็ไม่ต้องสานต่อนโยบายหรือดำเนินการตามเจ้ากระทรวงเดิมได้ทำไว้แล้ว ทุกอย่างนับหนึ่งหมด จึงเป็นโอกาสที่ดีที่นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ICT จะได้กำหนดยุทธศาสตร์ และเลือกคนมาทำงานโดยสดวก ตามงานตามที่ได้ตั้งใจ ไม่ต้องห่วงหน้า ห่วงหลัง การเลือกพ่อบ้าน หรือแม่บ้านกระทรวง ICT จำเป็นต้องหาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นทั้งนักบริหาร นักวิชาการที่เปี่ยมด้วยวุฒิภาวะ และประสบการณ์ เป็นที่ยอมรับและรู้จักของทั้งฝ่ายการเมืองและธุรกิจ ผู้สมัครทั้ง 2 ท่านแรก มีคุณภาพคับแก้ว แต่ดูเหมือนว่าคุณไกรสรน่าจะมีแต้มต่อเล็กน้อย ในด้านความใกล้ชิดกับกลุ่มการเมืองและกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะสายโทรคมนาคม แถมมีตำแหน่งอีกตำแหน่งเป็นถึงประธานบอร์ดของการสื่อสารแห่งประเทศไทย และเป็นผู้ผลักดันให้เกิดโครงการใหม่ๆ ให้กับการสื่อสารได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนด้านดร.ไพรัช เป็นข้าราชการน้ำดีซึ่งหาไม่ค่อยได้ในประเทศไทย จบการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก Imperial College และเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ เป็นนักวิชาการ โดยไม่สนใจตำแหน่งใหญ่โตที่ภาคเอกชนเสนอให้ มุ่งทำงานอย่างเดียว คือ รับราชการและไต่เต้าในด้านการบริหารและวิชาการ ขึ้นสู่ระดับสูงสุด C11 เคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีสถาบันพระจอมเกล้า วิทยาเขตเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นผู้ก่อตั้งศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ส่วนคุณหญิงทิพาวดี ก็มีสิทธิ์เป็นตัวสอดแทรก เพราะถ้าเป็นภาษาวัยรุ่น เรียกว่าสวย ใส ไฮโซ แถมธรรมะ ธัมโมต่างหาก เป็นเครื่องประกันความโปร่งใส ความที่เป็นกระทรวงใหม่ที่มีความสำคัญต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การวางกรอบและกำหนดกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติจำเป็นที่จะต้องมีบุคคลากรที่ใจซื่อ มือสะอาด เป็นที่ศรัทธาและเชื่อมั่นของข้าราชการและเข้าใจกลไกของการใช้เทคโนโลยีตลอดจนสามารถพูดกับภาคเอกชนรู้เรื่อง ความโปร่งใสจะต้องตรวจสอบได้ และเป็นที่ยอมรับโดยเฉพาะสื่อมวลชนสายเทคโนโลยีและการสื่อสาร เสียดายตำแหน่งปลัดกระทรวงมีตำแหน่งเดียว คุณไกรสรเก่งงานโทรคมนาคม โดยเฉพาะเรื่องการแปรสัญญาสัมปทาน ส่วน ดร.ไพรัชเชี่ยวชาญด้านไอที และเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้าวขวางในวงการสารสนเทศ ทั้งในและต่างประเทศ คุณหญิงทิพาวดี แม้จะไม่ใช่สายเทคโนโลยี่โดยตรง ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะเชี่ยวชาญเรื่องบริหารและการจัดการทรัพยากรมนุษย์ มีผลงานถูกใจรัฐบาลอยู่แล้วเป็นเครื่องการันตีความสามารถ นโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เท่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ได้แถลง จะเร่งให้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายด้าน e-Government ให้เกิดผล โดยจะประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ ใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลเดียวกัน เช่น ของกรมการปกครอง กรมสรรพากร กระทรวงการต่างประเทกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น หวังว่าจะไม่เป็นเพียงนโยบายลอยๆ เพราะขณะนี้ ทุกอย่างอยู่ในมือของรัฐบาลชุดใหม่โดยพร้อม แตกต่างจากรัฐบาลทุกๆชุดที่ผ่านมา ความสำเร็จ หรือในทางตรงกันข้าม รัฐบาลชุดนี้รับไปเต็มๆ เกือบ 30 ปีมาแล้ว สมัยท่านพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเคยไปดูระบบงานของสำนักนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย และเห็นว่าระบบที่มาเลเซียใช้อยู่ สามารถช่วยให้นายกรัฐมนตรี สามารถติดตามผลการดำเนินงานในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านมีดำริอยากจะเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทย จึงเอ่ยปากขอความร่วมมือกับนายกมาเลเซีย คือ ท่านฮุสเซน ออน ซึ่งก็ได้รับการสนองตอบเป็นอย่างดีว่าจะส่งผู้เชี่ยวชาญและระบบงานมาช่วย หลังจากกลับมา ท่านนายกเกรียงศักดิ์ มีบัญชาให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแห่งชาติ เพื่อทำให้สิ่งที่ได้เห็นให้เกิดขึ้นในประเทศไทย บัดนั้นจนบัดนี้ เปลี่ยนนายกไปหลายคน ก็ไม่เห็นมีอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน ต่างคนต่างทำงาน ต่างหน่วยงาน ก็ต่างทำงานกันไป ไม่มีการประสานงาน และขณะนี้ ศูนย์ปฏิบัติการแห่งชาติไม่แน่ใจว่ายังอยู่หรือเปล่า? นี่เป็นโอกาสทอง ที่รัฐบาลจะได้สร้างผลงาน ในด้านการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร มาเพื่อการช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเพิ่มศักยภาพมากขึ้น กรอบนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร จะต้องเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของชาติ และเป็นแผนยุทธศาสตร์แบบองค์รวม ทุกหน่วยงานของรัฐจะต้องเชื่อมโยง และประสานเข้ากับกรอบยุทธศาสตร์หลัก มิใช่ต่างคนต่างทำดังที่ผ่านมา ถ้าทำได้ดังกล่าว เราจะมีโอกาสในการต่อรอง ในการจัดซื้อซอฟท์แวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ ตลอดจนหน่วยจัดเก็บข้อมูล ระบบบริหารข้อมูล ระบบโครงข่าย ระบบฐานข้อมูล ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ตลอดจนสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันในการดูแลและรักษาระบบ เช่นเดียวกันกับการที่บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ในปัจจุบัน ใช้ระบบ Outsourcing เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการประกอบการ ขณะที่สามารถเพิ่มศักยภาพในการบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านบุคลากร ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีประสบการณ์เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันนี้หลายคนเป็นผู้อาวุโสและมีความเชี่ยวชาญในการจัดการและบริหารโดยใช้ประโยชน์จากไอที อยู่ในช่วงที่พร้อมจะช่วยสร้างประโยชน์กับประเทศชาติ ถ้ารัฐบาลจะเชื้อเชิญคนเหล่านี้ ให้มาช่วยกันให้ความเห็น ในการพัฒนาระบบ e-Government ก็จะเป็นประโยชน์เป็นอันมาก บุคคลเหล่านี้มีประสบการณ์ทั้งในด้านวิชาการและวิชาชีพเกินกว่า 20 ปี หลายท่านเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในวงการ เช่น มนู อรดีดลเชษฐ์, ประทิน บูรณบรรพต, อนันต์ ลี้ตระกูล, ประวิตร ฉัตรละดา, วิลาวรรณ วนดุรงค์วรรณ, เชิดศักดิ์ กู้เกียรตินันท์, นิวัตร บุญทรง, วิชิต ญาณอมร, นราธร วงศ์วิเศษ, ธวิช จารุวจนะ, สมประสงค์ บุญยะชัย, สันติ วิริยะรังสฤษดิ์, ธีระ อภัยวงศ์ เป็นต้น บุคคลเหล่านี้ ปัจจุบันเดินทางมาถึงสุดยอดของวิชาชีพของแต่ละคน อายุ 50 ต้นๆ มีทุกอย่างพร้อม เรื่องเงินทองก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไปแล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนมีความรู้สึกร่วมกันว่า นี่คือวาระแห่งชาติ ที่จะต้องร่วมกันทำให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร เป็นแกนกลางในการช่วยผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศ สามารถขับเคลื่อนไปอย่างเข้มแข็ง ส่วนจะช่วยอะไรได้มากน้อย ก็แล้วแต่ท่านรัฐมนตรีจะเห็นควร หลายคนก็เป็นที่รู้จักมักคุ้นกันดีอยู่แล้ว--จบ-- -ศน-

ข่าว กระทรวงเทคโนโลยีสารสน ล่าสุด