รัฐบาลกำหนดในปี 2543 - 2553 เป็นทศวรรษโรคกระดูกและข้อ
กรุงเทพฯ--14 ต.ค.--กรมประชาสัมพันธ์ องคมนตรี เห็นว่า ทุกฝ่ายในสังคมจะต้องเข้ามามีบทบาทร่วมกันในการรณรงค์ เพื่อลดปัญหาเรื่องโรคกระดูกและข้อจึงจะได้ผล ซึ่งขณะนี้เป็นปัญหาที่รุนแรงมากในหลายประเทศทั่วโลก โดยในไทยมีอัตราผู้ป่วยมากถึง 1 ใน 6 ของประชากรในประเทศ ศาสตราจารย์นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เปิดเผยในงานเปิดตัวมูลนิธิทศวรรษโรคกระดูกและข้อ(ประเทศไทย)ว่า โรคกระดูกและข้อนับเป็นปัญหาของหลายประเทศทั่วโลกที่รุนแรงมาก ดังนั้น รัฐบาลต้องพยายามหาแนวทางในการรณรงค์ให้สามารถลดจำนวนผู้ป่วยลง คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกจึงได้กำหนดและประกาศให้ปี 2543 - 2553 เป็นทศวรรษโรคกระดูกและข้อ ซึ่งในไทยคณะแพทย์ก็เริ่มเล็งเห็นความสำคัญ จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิทศวรรษโรคกระดูกและข้อ(ประเทศไทย)ขึ้น เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในการรณรงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะนี้ไทยมีผู้ป่วยโรคดังกล่าวในอัตรา 1 ต่อ 6 ของประชากรในประเทศ ทั้งนี้ ในการณรงค์ทุกฝ่ายในสังคมจะต้องร่วมมือกัน โดยภาครัฐต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมสุขภาพและการวิจัยทางการแพทย์ ภาคเอกชน โดยเฉพาะหมู่บ้านจัดสรร นอกจากจะต้องคำนึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านสุขภาพด้วย ส่วนภาคประชาชนต้องพยายามหาความรู้ในการสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง ด้านรองศาสตราจารย์นายแพทย์มงคล วัฒนสุข ผู้ประสานงานมูลนิธิทศวรรษโรคกระดูกและข้อ(ประเทศไทย) เปิดเผยถึงความเร่งด่วนของปัญหาว่า ปัจจุบันมีประชากรโลกถึง 6,000 ล้านคนที่ป่วยเป็นโรคกระดูกและข้อ ส่วนใหญ่เป็นเด็กและวัยทำงาน นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกได้ทำนายว่าอีก 18 ปีข้างหน้า จะมีประชากรอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป กว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด มีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับโรคดังกล่าวมากที่สุดจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนเพื่อรองรับปัญหาโดยเร็ว--จบ-- -สส-