ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2545 - newswit
กรุงเทพฯ--2 ต.ค.--ศูนย์ปชส. กระทรวงคมนาคม คณะรัฐมนตรีได้มีผลการประชุมเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ที่ห้องประชุมชั้น 2 ตึกสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ซึ่งสรุปผลการประชุมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ดังนี้1. เรื่อง ประกาศมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย เรื่อง การขนส่งวัตถุอันตรายทางบก พ.ศ. 2545 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอประกาศมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย เรื่องการขนส่งวัตถุอันตรายทางบก พ.ศ. 2545 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติวันที่ 2 ตุลาคม 2544 ให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายรับไปพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และกติกาในเรื่องการควบคุมวัตถุอันตรายและการป้องกันให้ครบถ้วนและชัดเจนรวมทั้งในการจัดทำฐานข้อมูลวัตถุอันตรายต่าง ๆ แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยด่วน ทั้งนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยประสานเพื่อปรับปรุง กฎ ระเบียบ ประกาศ และข้อบังคับต่าง ๆ สาระสำคัญประกาศดังกล่าวมีดังนี้ 1. กำหนดนิยามคำว่า "การขนส่ง" "ผู้ขนส่ง" 2. ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ขนส่ง และผู้มีไว้ในครอบครอง ซึ่งวัตถุอันตราย ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดการขนส่งวัตถุอันตราย เช่น การจำแนกวัตถุอันตราย 3. กำหนดวิธีปฏิบัติของผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ขนส่ง และผู้มีไว้ในครอบครอง ซึ่งวัตถุอันตรายที่ขนส่งโดยบรรจุวัตถุอันตรายในแท็งก์ติดตรึง และการใช้แท็งก์ที่บรรจุวัตถุอันตราย 4. กำหนดหน้าที่ปฏิบัติของผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก และผู้มีไว้ในครองครอง ซึ่งวัตถุอันตรายที่จะขนส่ง เช่น จัดให้มีวัตถุอันตรายโดยใช้บรรจุภัณฑ์ และการตรวจสอบความถูกต้อง 5. กำหนดหน้าที่ของผู้ขนส่งก่อนทำการขนส่ง 6. กำหนดหน้าที่ของผู้ขับรถในการตรวจสอบความถูกต้องในการเคลื่อนย้ายวัตถุอันตราย 7. กำหนดคุณสมบัติของผู้ขับรถบรรทุกวัตถุอันตราย 8. กำหนดหน้าที่ในการตรวจสอบความถูกต้องของผู้รับวัตถุอันตรายจากการขนส่ง 9. ให้ผู้ขับรถบรรทุกวัตถุอันตราย ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ขนส่ง และผู้มีไว้ในครองครอง ซึ่งวัตถุอันตรายดังกล่าวที่พบเห็นหรือทราบเหตุ ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุในการขนส่งทำให้วัตถุอันตรายก่อหรืออาจก่อให้เกิดอันตราย แล้วแต่กรณี มีหน้าที่แจ้งให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบทราบโดยเร็วเพื่อเป็นข้อมูลในการเข้าช่วยเหลือ เคลื่อนย้าย บำบัด บรรเทา หรือขจัดความเสียหายด้วยวิธีการที่ถูกต้อง 10.ให้ผู้ขนส่งจัดให้มีการประกันภัยจากอุบัติเหตุ ในการขนส่งวัตถุอันตรายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายประกาศกำหนด 2. เรื่อง งบประมาณประจำปี 2546 ของรัฐวิสาหกิจ คณะรัฐมนตรีพิจารณางบประมาณประจำปี 2546 ของรัฐวิสาหกิจ แล้วมีมติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เป็นประธานกรรมการฯ ดังนี้ 1. รับทราบผลการดำเนินงานปี 2545 งบทำการปี 2546 และแนวโน้มการดำเนินงานและการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ปี 2547 - 2549 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ 2. เห็นชอบงบประมาณลงทุน ปี 2546 ของรัฐวิสาหกิจ การเร่งรัด/การกำกับ การเบิกจ่ายและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ตามที่ สศช. เสนอ 3. ให้รัฐวิสาหกิจรับข้อเสนอแนะของ สศช. ไปดำเนินการต่อไป 4. ให้ สศช. จัดทำแนวทางการปรับปรุงกระบวนการพิจารณางบประมาณประจำปีของรัฐวิสาหกิจ สำหรับปีงบประมาณต่อไป เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา 5. ให้ สศช. รับไปพิจารณาคัดเลือกและจัดให้รัฐวิสาหกิจที่มีความสำคัญหรือมีประเด็น ปัญหาที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ เข้าชี้แจงแนวทางการบริหารงบประมาณในปี 2546 ต่อรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) โดยให้เชิญรัฐมนตรีที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ เข้าร่วมด้วย ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของ สศช. สรุปได้ดังนี้ 1. ปรับกลยุทธ์การดำเนินกิจการ รัฐวิสาหกิจบางแห่งมีโอกาสหรือได้รับผลกระทบจากภาวะตลาดหรือการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป จึงควรเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรขององค์กรและขยายฐานลูกค้า โดยสร้างความร่วมมือเชิงธุรกิจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับการตลาดให้เป็นเชิงรุกมากขึ้น เช่น องค์การตลาด (อต.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (รสพ.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) องค์การเภสัชกรรม และองค์การสวนพฤกษศาสตร์ (อสพ.) 2. เพิ่มบทบาทภาคเอกชน สำหรับรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลยังไม่ประกาศเป็นนโยบายชัดเจนให้นำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ควรดำเนินการ ดังนี้ 2.1 ปรับปรุงโครงสร้างกิจการ/ธุรกิจ/ระบบบัญชีให้เป็นเชิงธุรกิจ หรือศูนย์กำไร และสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการแปรรูป เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแปรรูปในอนาคต ได้แก่ บริษัทอู่กรุงเทพ จำกัด รสพ.องค์การแบตเตอรี่ บขส. โรงงานไพ่ โรงพิมพ์ตำรวจ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) องค์การเภสัชกรรม และบริษัทไม้อัดไทย จำกัด 2.2 เพิ่มบทบาทให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานมากขึ้น ได้แก่ การกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) 3. ปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดทำข้อมูลทางการเงินและการดำเนินงาน เนื่องจากมีรัฐวิสาหกิจหลายแห่งยังละเลยไม่ปฏิบัติตามแนวทางการบริหารงานที่ดี โดยเฉพาะในแง่ของการจัดทำข้อมูล ทางการเงินให้รวดเร็วถูกต้องรวมทั้งการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรี จึงเห็นควรให้รัฐวิสาหกิจ ดังกล่าวปฏิบัติให้ถูกต้อง มีประสิทธิภาพโปร่งใส ตามแนวทางการบริหารจัดการที่ดี รวมทั้งเร่งรัดดำเนินการลงทุน ที่สามารถสร้างรายได้ให้องค์กร โดย 3.1 ให้ฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจเร่งรัดการเสนองบการเงินพร้อมเอกสารประกอบที่ครบถ้วนสมบูรณ์ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินรับรองให้ทันตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ฝ่ายบริหารมีข้อมูลการเงินที่ถูกต้องสะท้อนผลการทำงานที่แท้จริง และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการเงินของรัฐวิสาหกิจ ในกรณี องค์การสวนสัตว์ (อส.)องค์การตลาด (อต.) การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) องค์การคลังสินค้า (อคส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.) 3.2 ไม่เบิกจ่ายเกินกว่าแผนงาน/โครงการที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เช่น ในกรณี การเคหะแห่งชาติ (กคช.) โดยหากมีการปรับเปลี่ยนรายการลงทุนระหว่างปี ควรเสนอให้มีการพิจารณาตามขั้นตอน 3.3 เร่งรัดดำเนินการลงทุนให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย โดยเฉพาะบริษัทท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ (บทม.) รฟม. กทท. และองค์การสะพานปลา (อสป.) 4. เร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินและฟื้นฟูฐานะการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐวิสาหกิจที่มีภาระหนี้สินจำนวนมาก และขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง ได้แก่ กคช. การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขสมก.รสพ. และ กทพ. 5. กำหนดหลักเกณฑ์การขอรับการอุดหนุนจากรัฐ เนื่องจากปัจจุบันรัฐให้การสนับสนุนรัฐวิสาหกิจในกิจการเชิงสังคม ทั้งในกิจกรรมที่ไม่มีศักยภาพและมีศักยภาพเชิงธุรกิจ (เช่น การประปาส่วนภูมิภาค) ดังนั้น เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระงบประมาณของรัฐ และให้การจัดสรรเงินอุดหนุนสอดคล้องกับความจำเป็นที่แท้จริง จึงควรให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์การให้เงินอุดหนุนจากรัฐที่ชัดเจน เพื่อเป็นแนวปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป 3. เรื่อง รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการปฏิรูประบบราชการ คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงยุติธรรมรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการปฏิรูประบบราชการ และการเตรียมพร้อมในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1. ด้านสถานที่ทำการ ได้ดำเนินการขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง เพื่อขอเช่าอาคารที่เช่าอยู่ใน ปัจจุบันเพิ่มเติมอีกจำนวน 3 ชั้น และทำการปรับปรุงอาคารในพื้นที่ซึ่งกระทรวงยุติธรรมเช่าอยู่เดิม อีก 3 ชั้น เพื่อรองรับเป็นที่ทำการในระยะแรกของกรมใหม่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ดังนี้ - เช่าพื้นที่ ชั้น 2 เป็นที่ทำการของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ - เช่าพื้นที่ ชั้น 14 เป็นที่ทำการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ - เช่าพื้นที่ ชั้น 15 เป็นที่ทำการของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ - ปรับปรุงอาคารชั้น 25 ส่วนหนึ่งเป็นที่ทำการของสำนักงานกิจการยุติธรรม - ปรับพื้นที่อาคารชั้น 17-18 เป็นที่ทำการของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน2. ด้านบุคลากร ได้มีหนังสือไปยังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อขออนุมัติให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐมาช่วยราชการที่กระทรวงยุติธรรม เพื่อปฏิบัติงานตามโครงการจัดตั้งกรมใหม่ ซึ่งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีพิจารณาเห็นควรสนับสนุนให้มาช่วยราชการ จำนวน 56 ราย พร้อมกันนี้ กระทรวงยุติธรรมได้มีคำสั่งให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำช่วยราชการเพื่อปฏิบัติงาน ตามโครงการ จัดตั้งกรมใหม่ จำนวน 84 ราย เป็นข้าราชการ จำนวน 80 ราย ลูกจ้างประจำ จำนวน 4 ราย ส่วนด้านกฎหมายรองรับ ได้มีการเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปรับบทบาท ภารกิจ โครงสร้างของกระทรวง ยุติธรรม ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4. เรื่อง การเตรียมการเพื่อรองรับการปฏิรูประบบราชการ คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงศึกษาธิการรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการปฏิรูประบบราชการในส่วนของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารซึ่งได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ 1. สถานที่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจะขอเช่าอาคารโทรคมนาคม 30 ชั้น ของการสื่อสารแห่งประเทศไทย ถนนเจริญกรุง บางรัก โดยในส่วนของห้องทำงานของรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง คณะผู้บริหารระดับสูง จะใช้ชั้นที่ 28,29 และ 30 นอกจากนี้ยังมีส่วนของห้องประชุมจะใช้ชั้นที่ 28,29 และ 30 สำหรับสถานที่ของสำนักงานปลัดกระทรวง และสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี จะใช้ชั้นที่ 5 ซึ่งสถานที่ดังกล่าวข้างต้นสามารถเข้าไปใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 สำหรับหน่วยงานในสังกัดได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมไปรษณีย์โทรเลข สำนักงานสถิติแห่งชาติจะใช้สถานที่เดิมซึ่งดำเนินการอยู่แล้ว 2. บุคลากร อัตรากำลังของสำนักงานปลัดกระทรวง ซึ่งตามโครงสร้างใหม่จะมีจำนวน 282 อัตรา แต่ได้รับโอนมาจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กรมไปรษณีย์โทรเลข กรมอุตุนิยมวิทยา และสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม รวมทั้งสิ้น 60 อัตรา ยังขาดอยู่อีก 222 อัตรา เมื่อรวมกับอัตรากำลังของสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีอีก 15 อัตรา จะต้องหาอัตรามาเสริมอีก 237 อัตรา 3. กฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูป ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ตลอดจนร่างพระราชกฤษฎีกาโอนส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 5. เรื่อง รายงานการจัดสรรงบประมาณของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการจัดสรรงบประมาณของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 ของโครงสร้างหน่วยงานเดิมตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 ณ วันที่ 30 กันยายน 2545 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ดังนี้ 1. เนื่องจากในระยะเวลาเริ่มต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 กำลังอยู่ในระหว่างรอร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. …. มีผลบังคับใช้ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนระบบการจัดการงบประมาณ ดังนั้น เพื่อมิให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติงาน สำนักงบประมาณจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 ดังนี้ กรณีที่ 1 ไม่มีการปรับโครงสร้างหน่วยงานและหรือภารกิจ หลักเกณฑ์การจัดสรรที่สำคัญ คือ - งบบุคลากร งบดำเนินงาน รวมทั้งงบเงินอุดหนุน และงบรายจ่ายอื่นที่เบิกจ่ายในลักษณะงบดังกล่าว จัดสรรให้ร้อยละ 50 ของวงเงินงบประมาณตามงบรายจ่ายที่กำหนด - งบลงทุน จัดสรรให้เต็มจำนวน สำหรับรายการครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้างตามบัญชีราคามาตรฐาน และแบบแปลนมาตรฐานของสำนักงบประมาณ รายการครุภัณฑ์ที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า 1 ล้านบาท และรายการค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างที่ราคาต่อหน่วยต่ำกว่า 10 ล้านบาท รวมทั้งรายการที่มีสัญญาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณไว้แล้ว ทั้งนี้ให้รวมถึงงบเงินอุดหนุนและงบรายจ่ายที่มีลักษณะการเบิกจ่ายดังกล่าวด้วย กรณีที่ 2 มีการปรับโครงสร้างหน่วยงานและหรือภารกิจ หลักเกณฑ์การจัดสรรที่สำคัญ คือ - งบบุคลากร รวมทั้งงบอื่น ๆ ที่เบิกจ่ายในลักษณะงบดังกล่าว จัดสรรให้ร้อยละ 50 ของวงเงินงบประมาณตามงบรายจ่ายที่กำหนด - งบดำเนินงาน รวมทั้งงบอื่น ๆ ที่เบิกจ่ายในลักษณะงบดังกล่าว จัดสรรให้ไม่เกินร้อยละ 25 ของวงเงินงบประมาณตามงบรายจ่ายที่กำหนด - งบลงทุน จัดสรรให้เต็มจำนวน สำหรับรายการครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้างที่มีสัญญาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณไว้แล้ว ไม่ว่าจะเบิกจ่ายในงบรายจ่ายใดและงบเงินอุดหนุน หรืองบรายจ่ายอื่นที่จำเป็นต้องจ่ายตามข้อผูกพัน 2. ภาพรวม การจัดสรรงบประมาณให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 (ณ วันที่ 30 กันยายน 2545) มีจำนวนทั้งสิ้น 370,498.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37.1 ของวงเงินงบประมาณ จำนวน 999,900 ล้านบาท โดยการจัดสรรงบประมาณสำหรับรายจ่ายลงทุนมีจำนวน 41,303.2 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.5 ของงบประมาณรายจ่ายลงทุน และรายจ่ายประจำมีจำนวน 329,194.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 41.8 ของงบประมาณรายจ่ายประจำ(ยังมีต่อ) -ศน-