5 ปีรัฐธรรมนูญไทยโครงสร้างใหม่เพียบแต่คนไทยยังไร้ “สิทธิ” เหมือนเดิม - newswit

กรุงเทพฯ--1 ต.ค.--สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ผลติดตามและประเมินผลบังคับใช้รัฐธรรมนูญไทยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา พบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารบ้านเมืองมากมาย โดยวางเป้าหมายการบริหารประเทศเอาไว้แบบ “พลิกฟ้าพลิกดิน” แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศยังขาด”สิทธิเสรีภาพ”เหมือนเดิม แนะรัฐ เอกชนปรับระบบคิด ค่านิยม ทัศนคติ พร้อมสร้างคุณค่าวัฒนธรรมใหม่ควบคู่ไปกับการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างแท้จริง ชี้ 3 กระทรวงแรกที่ประชาชนพอใจในผลงานคือ มหาดไทย ศึกษาธิการ และสาธารณสุข ขณะที่กระทรวงวิทย์รั้งท้าย สามารถดาวน์โหลดเนื้อหาข่าวนี้ได้ที่ http://pr.trf.or.th ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมมนาเสนอผลการวิจัยเรื่อง “การติดตามและประเมินผลบังคับใช้รัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดโดยสถาบันพระปกเกล้า ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการบริหารบ้านเมือง และได้วางเป้าหมายการบริหารประเทศเอาไว้แบบพลิกฟ้าพลิกดิน โดยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาพบว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างมากมาย และมีกฎหมายออกมาบังคับใช้มากกว่า 50 ฉบับ โดยวางกรอบให้รัฐเป็นผู้จัดการให้เกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองอย่างเสมอภาคภายใต้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศยังขาดโอกาสที่จะเข้าถึงและใช้ ”สิทธิ” ความเสมอภาคตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดอย่างแท้จริง และยังเป็น “สิทธิ” ที่เป็นเพียงตัวหนังสือเท่านั้น ฉะนั้นจึงต้องมีการตรวจสอบว่า โครงสร้างและกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นให้อะไรกับคนส่วนใหญ่ของประเทศเหล่านี้บ้าง เพราะหากประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงและใช้ “สิทธิ” ได้อย่างแท้จริง ก็เท่ากับว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ ก่อให้เกิดการพัฒนา ซึ่งหมายถึงการปฏิรูปรัฐธรรมนูญไม่เกิดขึ้น เท่ากับเราล้มเหลว “5 ปีที่ผ่านมา เรามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างมาก แต่ในเชิงเนื้อหาที่จะให้เสียงให้สิทธิประชาชนอย่างแท้จริงยังทำได้น้อย เราหวังว่าในอีก 5 ปีข้างหน้ารัฐควรเน้นการให้ความสำคัญกับเนื้อหาในรายละเอียดที่จะสร้างสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนอย่างแท้จริง”ด้านนายไพโรจน์ พลเพชร ผู้จัดการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ได้นำเสนอผลการวิจัยในประเด็น “สิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ระบุว่า การดำเนินการในประเด็นนี้ ปัจจุบันยังมีการตีความและนำไปใช้ที่คาดเคลื่อนตามสถานภาพที่ต่างกัน ซึ่งนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อความเป็นธรรมที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้เนื่องจากกฎหมายในประเด็นเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังไม่ออกมาบังคับใช้ เช่น กฎหมายว่าด้วยผู้พิการ คนชรา เด็ก ความรุนแรงในครอบครัว และ พ.ร.บ.สิทธิชุมชน ที่ภาครัฐยังไม่ได้ดำเนินการ มีเพียงความพยายามจากภาคเอกชนเท่านั้น ส่วนกฎหมายที่ประกาศใช้ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ระหว่างการปรับปรุง เช่น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ อย่างไรก็ตามปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึง”สิทธิ”ของประชาชนคือ ต้องใช้ทุนจำนวนมาก การรวมตัวที่เข้มแข็ง และความรู้ที่ชัดเจน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นในสังคมไทย “ปัญหาใหญ่ของประเด็นสิทธิเสรีภาพฯ คือ ต้องปรับระบบคิด ค่านิยม ทัศนคติ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยจำเป็นต้องสร้างคุณค่าวัฒนธรรมใหม่ควบคู่ไปกับการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ที่จะก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างแท้จริง” นายไพโรจน์ ให้ข้อเสนอแนะว่า ควรมีหน่วยงานขึ้นมาตรวจสอบติดตามกฎหมายที่ยังไม่สามารถใช้บังคับได้ตามรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างงบประมาณ ในส่วนภาคประชาชนควรมีกระบวนการเสริมสร้างความรู้ในการปรับทัศนคติ เพื่อการพัฒนาให้มากยิ่งขึ้น ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า และรศ.ดร.พิชิต พิทักษ์เทพสมบัติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ระบุในการนำเสนอประเด็นวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชน ความคิดเห็นต่อการทำงานของรัฐบาล และองค์กรอิสระ” โดยการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ 2,000 คน ใน 42 จังหวัด พบว่า ข้อมุลข่าวสารที่ประชาส่วนใหญ่รับรู้ในเรื่องการทำงานของรัฐบาล 90 % มาจากสื่อโทรทัศน์ ซึ่งเป็นที่น่าประหลาดใจมาก อย่างไรก็ตามผลการสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าหากไม่มีการสร้างจรรยาบรรณที่ถูกต้องแล้วการนำเสนอของสื่ออาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ผิดได้ สำหรับประเด็นความเห็นการมีส่วนร่วมของรัฐสภาพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่รู้จักผู้นำฝ่ายค้านมากกว่าประธานรัฐสภา 82.6% ขณะที่ 27.5 % ไม่รู้จักชื่อประธานวุฒิสภา ส่วนประเด็นความพึงพอใจว่าพบว่าประชาชนส่วนใหญ่พอใจและเชื่อมั่นการทำงานของสส.และสว.ในพื้นที่ เนื่องจากสามารถขอความช่วยเหลือได้เมื่อมีปัญหา ประเด็นนโยบายของรัฐที่ประชาชนพอใจ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.นโยบายกู้ยืมเพื่อการศึกษา 2.การจัดระเบียบสังคม 3.หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ 4.ท่องเที่ยว และ 5.กองทุนหมู่บ้าน ส่วนนโยบายที่ไม่พอใจ 5 อันดับแรกได้แก่ 1.การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ 2.แรงงานต่างด้าว 3.ปฏิรูปการเมือง 4.การปราบคอร์รัปชั่น และ 5.ปฏิรูประบบราชการ อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ในกลุ่มองค์กรอิสระที่ประชาชนรู้จักและพอใจผลการทำงานมากที่สุดคือ กกต. รองลงมาคือ ศาลยุติธรรม และศาลรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวในส่วนของสภาที่ปรึกษา และผู้ตรวจการแผ่นดินประชาชนกลับไม่รู้จักและไม่ต้องการเข้าไปขอความช่วยเหลือ แม้ว่าจะเป็นหน่วยงานที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนก็ตาม ทำให้องค์กรดังกล่าวต้องปรับตัวเพื่อให้ประชาชนรู้จักมากขึ้น นอกจากในการรู้จักกระทรวงพบว่า กระทรวงที่ประชาชนรู้จักมากที่สุดคือ 1.สาธารณสุข 2.เกษตร 3.มหาดไทย 4.ศึกษาธิการ และ 5.แรงงานฯ ส่วนกระทรวงที่ประชาชนรู้จักน้อยที่สุดคือ 1.สำนักนายก 2.วิทยาศาสตร์ 3.ทบวงมหาวิทยาลัย 4.อุตสาหกรรม และ 5.ต่างประเทศ และกระทรวงที่ประชาชนพอใจในการทำงานมากที่สุดคือ 1.มหาดไทย 2.ศึกษาธิการ 3.สาธารณสุข 4.คมนาคม 5.กลาโหม 6.เกษตร 7.ยุติธรรม 8.แรงงาน 9.ทบวง 10.ต่างประเทศ 11.พาณิชย์ 12.อุตสาหกรรม 13.สำนักนายกรัฐมนตรี และ 14.วิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังอยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทยเหมือนเดิม สำหรับความเชื่อมั่นต่อสถาบันทางการเมืองพบว่า ประชาชนเชื่อมั่นในสถาบันทหารมากถึง 95.3% และไม่เชื่อมั่น 4.7% รองลงมาคือ โทรทัศน์ 93.3% ทั้งนี้ ในประเด็นการทำงานของรัฐบาลต่อคำถามที่ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎรเป็นเรื่องที่เสียเวลาเปล่าหรือไม่ ปรากฏว่า ประชาชน 55.9% ไม่เห็นด้วยว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นสิ่งจำเป็นยังต้องมีอยู่ โดยการติดตามทางสื่อโทรทัศน์ ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายประชาชน สกว.--จบ-- -ศน-

ข่าว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสต ล่าสุด