วช. เร่งระดมสมองวิจัยไม้ดอกไม้ประดับเพื่อส่งออก

กรุงเทพฯ--8 พ.ย.--วช. เสนอแนวคิดวิจัยไม้เมืองร้อนควบคู่ไม้ดอกไม้ประดับเพื่อส่งออก คาดสรุปผลได้ปลายมกราคม 2546 ชี้ไทยต้องเร่งพัฒนาไม้ดอกไม้ประดับ ส่งออกยังอยู่อันดับที่ 16 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดการประชุมระดมสมอง เรื่อง "การกำหนดชนิดไม้ดอกไม้ประดับเพื่อการส่งออกที่ต้องการงานวิจัย" โดยมีจุดประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางและผลงานวิจัยที่จะเสริมสร้างศักยภาพในการส่งออกไม้ดอกไม้ประดับที่มีศักยภาพในการส่งออก และเพื่อหาแนวทางการพิจารณางานวิจัยที่ต้องการทำเพิ่มเติมในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไม้ดอกไม้ประดับ ทั้งนี้ วช. ได้ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำการวิจัย เรื่อง แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ด้านการวิจัยและพัฒนาไม้ดอกไม้ประดับซึ่งจะเป็นการรวบรวมข้อมูลพร้อมทั้งทำการวิเคราะห์การผลิตและการตลาดของไม้ดอกไม้ประดับ รวมถึงการกำหนดแผนการวิจัยและพัฒนาผลิตผลไม้ดอกไม้ประดับซึ่งการรวบรวมข้อมูลดังกล่าวจะทำให้ทราบถึงข้อมูล รสนิยมและความต้องการของผู้บริโภคสินค้าไม้ดอกไม้ประดับใน 4 ตลาดหลักคือ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคของเกษตรกรผู้ปลูกและความต้องการงานวิจัยเพื่อรองรับการผลิตเพื่อนำมาวิเคราะห์และพยากรณ์แนวโน้มความต้องการของตลาดในอนาคตทั้งในประเทศและตลาดส่งออก อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ในการกำหนดชนิดไม้ดอกไม้ประดับที่มีศักยภาพ สามารถผลิตได้คุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดและเป็นแนวทางการนำไปสู่การสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ ผศ.ดร. สุรวิช วรรณไกรโรจน์ ผู้อำนวยการชุดโครงการวิจัยแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี งานวิจัยและพัฒนาไม้ดอกไม้ประดับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวบรรยาย "สถานการณ์ไม้ดอกไม้ประดับของประเทศเขตร้อนว่า ประมาณ 80 ประเทศทั่งโลกที่ส่งออกไม้ดอกไม้ประดับมูลค่าส่งออก 7,000 ล้านบาท ซึ่ง 1 ในจำนวนนั้นมีประเทศไทยส่งออกไม้ดอกไม้ประดับอยู่ในอันดับที่ 16 (อันดับไม่เพิ่มและไม่ลด) โดยมีส่วนแบ่งตลาด 0.8 % คิดเป็นมูลค่า 60 - 64 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งประเทศไทยจะต้องเร่งการส่งออกทั้งนี้พื้นที่ผลิตทั่วประเทศของไทยมีประมาณ 54,000 ไร่ แบ่งเป็นกล้วยไม้ 17,000 ไร่ ดอกกุหลาบ 7,000 ไร่, ,มะลิ 5,500 ไร่, บัวหลวง 5,000 ไร่ และดอกดาวเรือง 5,000 ไร่ ซึ่งไม้ดอกไม้ประดับไทยที่ส่งออกได้แก่ ดอกกล้วยไม้ กล้วยไม้หวาย กล้วยไม้ (แวนต้า, พวงมาลัย) กล้วยไม้ออนซิเดียม, กล้วยไม้พาราออกซิส, กวนอิม โป๊ยเซียน ใบกล้วย ปทุมมา และกระเจียว โดยมีตลาดที่สำคัญ คือ สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่นและตะวันออกกลาง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยหลายประเทศที่ส่งออกไม้ดอกไม้ประดับเช่นเดียวกับไทย เช่น ไต้หวันส่งออกกล้วยไม้มากที่สุดมูลค่า 47.2 ล้านเหรียญสหรัฐ มาเลเซียส่งออกไม้ตัดดอก (ดอกเบญจมาศ) 3 ล้านเหรียญสหรัฐ, เวียดนามส่งไม้ตัดดอก (เบญจมาศ) 6 ล้านเหรียญสหรัฐ , ฟิลิปปินส์ส่งออกไม้ตัดไป , ใบไม้แห้ง 3 ล้านเหรียญสหรัฐ ผู้อำนวยการชุดโครงการวิจัยแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี กล่าวต่อว่า ปัญหาสำคัญในอนาคตที่ประเทศไทยจะต้องคิดพิจารณาเรื่องการส่งออกไม้ดอกไม้ประดับ คือ ค่าขนส่งซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้น , เศรษฐกิจโลกและสงคราม แต่อย่างไรก็ดีไทยก็มีจุดแข็งและจุดอ่อนในเรื่องไม้ดอกไม้ประดับ ดังนี้จุดแข็ง คือ ต้นทุนการผลิตของประเทศไทยจะต่ำกว่าประเทศเวียดนาม มาเลเซีย , และฟิลิปปินส์ ไทยเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเซีย ส่วนจุดอ่อนของไทย คือ ปัญหาระวาง (มีพื้นที่จำกัดในการส่งสินค้าออกนอกประเทศ) และระยะทางการ ขนส่งซึ่งมี 2 ทาง คือ ทางเรือและเครื่องบิน (ทางเรือไทยไม่มีสายการเดินเรือแห่งชาติต้องส่งผ่านไปยังประเทศอื่นในขณะที่ไต้หวันมีสายการเดินเรือแห่งชาติสามารถส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคได้ภายใน 3 - 4 วันเท่านั้นและจากนี้ภายในสิ้นปี 2548 จะเกิดสถานการณ์พิกัดภาษีนำเข้าจากประเทศจีนจะอยู่ในอัตราศูนย์เปอร์เซ็นซึ่งจะทำให้ตลาดการแข่งขันสินค้าส่งออกมีการแข่งขันสูงขึ้นซึ่งไทยต้องปรับตัวเพื่อให้สู้กับจีนได้ ผศ. สุวิช กล่าวถึงประเด็นไม้ดอกไม้ประดับเพื่อการส่งออกที่ต้องการงานวิจัยซึ่งทำการระดมสมองว่า ส่วนใหญ่ผู้เข้าร่วมระดมสมองไม่ได้จำกัดเฉพาะงานวิจัยที่เกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับเท่านั้นยังให้ความสนใจกับไม้เมืองร้อน เช่น กุหลาบที่ประเทศไทยผลิตได้และส่งออกขายต่างประเทศแต่ปัญหาที่พบ คือ กุหลาบในบ้านเรา ใช้สารเคมีเยอะซึ่งควรจะมีการศึกษาการปลูกกุหลาบปลอดสารเคมีเพราะแนวโน้มของโลกในเรื่องของระบบการค้าเสรี ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย มักจะหยิบยกประเด็นเหล่านี้มาเป็นข้ออ้างในการกีดกั้นทางการค้า นอกจากนี้ไม้ตัดดอกประเภทกล้วยไม้ตัดดอก กุหลาบ ปทุมมา พืชสกุลขิงข่า (ไม้พื้นเมืองของไทยซึ่งเรามีฐานพันธุกรรมอยู่แล้ว) ก็น่าจะมาทำให้เกิดประโยชน์เชิงการค้าได้มากที่สุดซึ่งนับว่าเราได้เปรียบกว่าประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ตามตนคิดว่าประมาณปลายเดือนมกราคม 2546 ก็จะสามารถสรุปได้ว่าควรจะเป็นพืชชนิดใดที่จะมาทำการวิจัยเพื่อการส่งออก และประมาณภายในเดือนเมษายน 2546 จะประมวลว่าจะดำเนินการอย่างไรกับพืชเหล่านั้น--จบ-- -ศน-

ข่าวล่าสุด