ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545
กรุงเทพฯ--8 พ.ย.--ศูนย์ปชส. กระทรวงคมนาคม คณะรัฐมนตรีได้มีผลการประชุมเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 ที่ห้องประชุมชั้น 2 ตึกสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ซึ่งสรุปผลการประชุมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ดังนี้ 1. เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับเงื่อนไขตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 (ไมโครบัส) คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีรายงานผลการประชุมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2545 ที่มอบให้รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) รับเรื่องคดีตามเงื่อนไขมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ที่บริษัทบางกอกมอเตอร์อีควิปเม้นท์ จำกัด และบริษัทบางกอกไมโครบัส จำกัด ได้ยื่นข้อพิพาทต่อสำนักงานอนุญาโตตุลาการให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ชดใช้ค่าเสียหายการผิดสัญญาเป็นเงินประมาณ 4,500 ล้านบาท และคดีที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เป็นโจทก์ฟ้องเอกชน (บริษัท บางกอกมอเตอร์อีควิปเม้นท์ จำกัด และบริษัทบางกอกไมโครบัส จำกัด) ไปหารือกับกระทรวงคมนาคม และสำนักงานอัยการสูงสุดหากจำเป็นต้องมีการถอนการดำเนินคดีทั้งสองฝ่าย ก็ให้ดำเนินการได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น ทั้งนี้ ให้คำถึงถึงประโยชน์ของราชการและประชาชนเป็นหลัก ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ได้จัดประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย กระทรวงคมนาคม (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายนิกร จำนง) สำนักงานอัยการสูงสุด (อัยการสูงสุด และนายทรงชัย ประสาธน์วนิช อัยการพิเศษฝ่ายพิเศษคดีแพ่ง 1) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ผู้อำนวยการ ขสมก.) รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (นายสุขุมพันธ์ โง่นคำ) แล้ว และได้เชิญตัวแทนบริษัทบางกอกมอเตอร์อีควิปเม้นท์ จำกัด และบริษัทบางกอกไมโครบัส จำกัด เข้าร่วมประชุมในภายหลัง หลังจากได้ประชุมผู้แทนจากภาคราชการแล้วเมื่อวันอังคารที่ 29 ตุลาคม 2545 ผลการประชุมสรุปได้ ดังนี้ 1. ประเด็นการพิจารณาคดีระหว่างบริษัท บางกอกมอเตอร์อีควิปเมนท์ จำกัด และบริษัท บางกอกไมโครบัส จำกัด กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มีจำนวนคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาของศาล ดังนี้ 1.1 บริษัท บางกอกมอเตอร์อีควิปเม้นท์ จำกัด และบริษัท บางกอกไมโครบัส จำกัด ฟ้อง โดยยื่นข้อพิพาทต่อสำนักงานอนุญาโตตุลาการ จำนวน 1 คดี ให้ ขสมก. ชดใช้ค่าเสียหาย และการผิดสัญญา รวม 4 ประเด็น คือ 1) ประเด็นที่ 1 กรณีอ้างว่า ขสมก. ไม่ยอมทำเรื่องบรรจุรถโดยสาร (ปอ.พ.1 ถึง 20) จำนวน73 คัน ค่าเสียหายทั้งสิ้น 252,374,972 บาท 2) ประเด็นที่ 2 กรณี ขสมก. ไม่ปฏิบัติตามสัญญาขยายเส้นทางเดินรถโดยสารปรับอากาศเพิ่มอีก15 เส้นทาง (ปอ.พ. 21 ถึง 35) จำนวน 700 คัน ค่าเสียหายที่ฟ้องทั้งสิ้น 3,671,651,010.82 บาท 3) ประเด็นที่ 3 กรณีอ้างว่าเปิดเดินรถปรับอากาศโดยฝ่าฝืนแย่งผู้โดยสาร ปอ.36, ปอ.4, ปอ.91ค่าเสียหายที่ฟ้องทั้งสิ้น 30,772,500 บาท 4) ประเด็นที่ 4 กรณีเรียกเงินที่ทดรองจ่ายค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคืนจำนวนเงิน 8,883,727 บาท 1.2 คดีที่ ขสมก. เป็นโจทก์ฟ้องบริษัท บางกอกมอเตอร์อีควิปเม้นท์ จำกัด กับพวกต่อศาลแพ่งในเรื่องค่าเสียหายจากการผิดสัญญา รวม 3 คดี ที่ประชุมระหว่างส่วนราชการเห็นว่า การระงับคดีจะเป็นประโยชน์มากกว่าการสู้คดีกันต่อไป อีกทั้งบริษัทฯก็ได้เคยแสดงเจตนาไม่ขัดข้องในการถอนฟ้อง แต่ทางราชการจะต้องถอนฟ้องด้วย จึงได้มีมติเห็นควรให้มีการถอนฟ้องคดีระหว่างกัน โดยจัดทำเป็นรูปแบบการประนีประนอมยอมความ ทั้งนี้ ตัวแทนบริษัทฯ ได้เห็นชอบด้วยแล้ว และเห็นร่วมกันว่า เนื่องจากคดีระหว่างบริษัท บางกอกมอเตอร์อีควิปเม้นท์ จำกัด และบริษัท บางกอกไมโครบัส จำกัด กับ ขสมก. มีหลายคดีและคนละศาล สมควรร่วมกันจัดทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับเดียวระงับข้อพิพาทและสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่หรือจะพึงมีในภายหน้าจากประเด็นที่เกิดขึ้นเดิมทั้งหมดแล้วให้ทั้งสองฝ่ายนำไปยื่นต่ออนุญาโตตุลาการหรือศาลประกอบการถอนฟ้องคดี โดยมอบให้สำนักงานอัยการสูงสุดไปยกร่างสัญญาประนีประนอมยอมให้รัดกุม แล้วให้ ขสมก.และบริษัทฯ ร่วมลงนามต่อไป 2. เรื่อง มติคณะกรรมการกำกับ เร่งรัด และติดตามการให้ความช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในระยะเร่งด่วน มติคณะกรรมการกำกับ เร่งรัด และติดตามการให้ความช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในระยะเร่งด่วนเฉพาะหน้า ครั้งที่ 1/2545 คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่คณะกรรมการกำกับ เร่งรัด และติดตามการให้ความช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในระยะเร่งด่วนเฉพาะหน้า สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) เป็นประธาน รายงานมติคณะกรรมการกำกับฯ ครั้งที่ 1/2545 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 โดยมีประเด็นการพิจารณา ดังนี้ 1. แนวทางการดำเนินการกำกับ เร่งรัด และติดตามการให้ความช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในระยะเร่งด่วนเฉพาะหน้า มติคณะกรรมการกำกับฯ เห็นชอบให้ใช้แนวทางและระเบียบปฏิบัติในการบริหารงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตามแนวทางที่มีอยู่เดิมของส่วนราชการต่าง ๆ ตลอดจนหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินพ.ศ. 2538 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2540 โดยการเสนอขอความช่วยเหลือผ่านกลไกในระดับพื้นที่ คือ 1) คณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ/กิ่งอำเภอ (ก.ช.ภ.อ./กิ่ง อ.) และให้ ก.ช.ภ.อ./กิ่ง อ. สรุปความเสียหายและความต้องการความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เสนอผ่านคณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) พิจารณาภายใน 1 สัปดาห์ 2) ให้ ก.ช.ภ.จ. สรุปความช่วยเหลือ เสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองในคณะกรรมการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งชาติเห็นชอบ ภายใน 1 สัปดาห์ 3) ให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาเรื่องเสนอความช่วยเหลือให้คณะกรรมการกำกับฯ พิจารณาภายใน 1 สัปดาห์ โดยประชุมในวันพุธ 4) ให้คณะกรรมการกำกับฯ พิจารณาในสัปดาห์เดียวกันในวันศุกร์ (สัปดาห์เดียวกับ 3)) หากเมื่อมีมติอนุมัติหรือเห็นชอบแล้ว ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบในวันอังคารถัดไป โดยถือเป็นมติคณะรัฐมนตรี 5) เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติแล้วให้สำนักงบประมาณพิจารณาในรายละเอียดค่าใช้จ่ายและอนุมัติเงินประจำงวดให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว พร้อมทั้งแจ้งกรมบัญชีกลาง หน่วยงานที่เสนอขอความช่วยเหลือและจังหวัดภายใน 1 สัปดาห์ เนื่องจากส่วนราชการต่าง ๆ เสนอโครงการและงบประมาณให้ความช่วยเหลือประชาชนเป็นจำนวนมาก จึงให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองในคณะกรรมการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งชาติ พิจารณาจัดลำดับความสำคัญของโครงการที่ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากภัยพิบัติตามความจำเป็นเร่งด่วน ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบอุทกภัยให้เป็นไปอย่างรวดเร็วทันกาล และสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องให้ความช่วยเหลือถึงมือราษฎรผู้เดือดร้อนภายในเวลา 1 เดือนภายหลังน้ำลด ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี 2. การเพิ่มวงเงินทดรองราชการในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย มติคณะกรรมการกำกับฯ เห็นชอบให้กระทรวงการคลังรับไปพิจารณาแก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2538 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2540 ที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการอนุมัติจ่ายเงินทดรองราชการในวงเงินตามจำนวนประชากรและพื้นที่ของจังหวัด โดยให้ครอบคลุมผู้มีอำนาจในการอนุมัติเงินทดรองราชการของส่วนราชการที่ได้รับมอบภารกิจในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 เช่น ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นต้น ซึ่งเดิมมิได้มอบอำนาจให้ไว้ 3. การจัดหาพัสดุเพื่อช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในระยะเร่งด่วนเฉพาะหน้า มติคณะกรรมการกำกับฯ ได้พิจารณาความล่าช้าในการจัดหาพัสดุ เพื่อช่วยเหลือราษฎร มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลังในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2538 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2540 กำหนดหลักเกณฑ์การจัดหาและควบคุมพัสดุที่ดำเนินการด้วยเงินทดรองราชการ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวิธีการซื้อ/การจ้างของส่วนราชการที่ดำเนินการด้วยเงินงบประมาณ รับไปพิจารณาซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีจัดหาพัสดุตามหลักเกณฑ์ของระเบียบดังกล่าว ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยได้ทันท่วงที 4. การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเป็นเงินทดแทนการจัดหาปัจจัยการผลิต มติคณะกรรมการกำกับฯ เห็นชอบในหลักการตามที่กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2538 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2540 จากวิธีการให้ความช่วยเหลือโดยการจัดหาปัจจัยการผลิตและสิ่งของต่าง ๆ ให้กับผู้ประสบภัยเป็นการช่วยเหลือเป็นเงินสด เพื่อให้ผู้ประสบภัยจัดหาสิ่งของโดยตรงตามความต้องการ ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ตามข้อเสนอของรัฐมนตรีว่าการฯ นายเนวิน ชิดชอบ) ที่จะให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยเป็นเงินแทนการจัดหาปัจจัยการผลิต โดยให้กระทรวงการคลังรับไปพิจารณาดำเนินการ เพื่อให้สามารถดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ 5. สถานการณ์อุทกภัยและมาตรการช่วยเหลือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มติคณะกรรมการกำกับฯ อนุมัติหลักการการใช้จ่ายเงินงบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น พ.ศ. 2546 ภายในวงเงิน 2,256,518,587 บาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ 6. การอนุมัติใช้เงินงบกลางเพื่อซ่อมทางหลวงที่ถูกอุทกภัยเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทางเป็นกรณีเร่งด่วนของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท มติคณะกรรมการกำกับฯ อนุมัติในหลักการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ที่ให้กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทใช้จ่ายจากเงินงบกลางรายการค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ (งบกลาง สกศ./45) สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงทางหลวง 1,028 สายทาง โดยให้กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทขอทำความตกลงในรายละเอียดค่าใช้จ่ายกับสำนักงบประมาณตามความจำเป็นของการปฏิบัติงานอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ ให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาแยกลักษณะของงาน/โครงการดังกล่าว ตามลำดับความจำเป็นเร่งด่วน อาทิ ถนนหรือสะพานขาด ซึ่งเป็นอุปสรรคในการสัญจรไปมาของประชาชน ให้สำนักงบประมาณเร่งดำเนินการอนุมัติงวดเงิน เพื่อให้กระทรวงคมนาคมสามารถแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จโดยเร็วก่อน 7. การขออนุมัติเงินงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มติคณะกรรมการกำกับฯ 1) โดยที่ปัจจุบันมีผู้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยการมอบถุงยังชีพเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่กำลังจะประสบกับสภาวะอากาศหนาวจึงอนุมัติในหลักการให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดำเนินการตามแผนการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยเพิ่มขึ้นตามที่เสนอในวงเงิน 30 ล้านบาท 2) สำหรับการเสนอของบกลางจำนวน226,837,700บาทนั้นโดยที่เรื่องนี้คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติอนุมัติให้ใช้งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 ไว้แล้ว แต่เนื่องจากงบกลางของปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 ไม่พอจ่ายเพื่อการนี้ จึงอนุมัติในหลักการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจากเงินงบกลางปีงบประมาณ 2546 ในวงเงิน ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอเพื่อให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 3) อนุมัติในหลักการวงเงิน 46,077,950 บาท เพื่อชดใช้เงินยืมทดรองราชการที่จังหวัดช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติไปแล้ว ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ 8. การขอสนับสนุนงบประมาณจากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 ของกระทรวงสาธารณสุข มติคณะกรรมการกำกับฯ อนุมัติในหลักการตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากงบกลางรายการเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยด้านการแพทย์และการสาธารณสุขเพื่อบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยในเบื้องต้นจนถึงภายหลังน้ำลดและปรับปรุงซ่อมแซมฟื้นฟูบูรณะหน่วยงาน/สถานบริการที่เสียหายให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วในขณะที่งบประมาณปกติ หรือเงินบำรุงของแต่ละสถานบริการมีจำนวนจำกัดและมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายตามแผนงาน/โครงการที่กำหนดไว้ จำนวน 68,759,500 บาท โดยเป็นงบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรคติดต่อ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมสุขภาพจิต ทั้งนี้ ให้กระทรวงสาธารณสุขขอทำความตกลงรายละเอียดค่าใช้จ่ายกับสำนักงบประมาณอีกครั้งหนึ่ง 9. การขออนุมัติเงินงบกลางเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยของกระทรวงมหาดไทย มติคณะกรรมการกำกับฯ โดยที่การขออนุมัติวงเงินงบกลางประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2546เพื่อเตรียมไว้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในวงเงิน 1,000 ล้านบาท ของกระทรวงมหาดไทยเป็นการเตรียมงบประมาณ โดยส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้ในการซ่อมแซมบูรณะสาธารณูปการในท้องถิ่นที่เกิดความเสียหายจากปัญหาอุทกภัยในครั้งนี้ และเกินขีดความสามารถและทรัพยากรที่มีอยู่ของท้องถิ่นที่จะดำเนินการด้วยตนเองได้ ตลอดจนเพื่อเตรียมงบประมาณไว้ในกรณีที่มีการขอความช่วยเหลือของราษฎรที่ประสบอุทกภัย ที่ผ่าน ก.ช.ภ.อ./กิ่ง อ./ก.ช.ภ.จ. ซึ่งบางพื้นที่สถานการณ์อุทกภัยยังไม่เข้าสู่สภาวะปกติและยังไม่อาจประเมินความเสียหายเพื่อเสนอความต้องการขอความช่วยเหลือในขณะนี้ได้ รวมทั้งเตรียมการสำหรับจังหวัดที่ยังไม่เกิดอุทกภัย จึงอนุมัติในหลักการตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยให้กระทรวงมหาดไทยขอทำความตกลงในรายละเอียดค่าใช้จ่ายกับสำนักงบประมาณตามความเหมาะสมและจำเป็นต่อไป 10. สรุปผลการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับฯ ในการให้ความช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในระยะเร่งด่วนเฉพาะหน้าในภาพรวม ในการประชุมครั้งที่ 1/2545 คณะกรรมการกำกับฯ ได้มีมติอนุมัติในหลักการการใช้จ่ายเงินงบประมาณจากงบกลางในวงเงิน6,589,468,291 บาท (หกพันห้าร้อยแปดสิบเก้าล้านสี่แสนหกหมื่นแปดพันสองร้อยเก้าสิบเอ็ดบาทถ้วน) สำหรับการช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในภาวะเร่งด่วนเฉพาะหน้า ตามข้อเสนอของ 5 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงสาธารณสุข โดยจำแนกตามรายการ ดังนี้ 1) งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 จำนวน3,628,193,737 บาท 2) งบกลางรายการค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ (งบกลาง สกศ./45) จำนวน2,961,274,554 บาท คณะกรรมการกำกับฯ พิจารณาเห็นว่า การเกิดอุทกภัยในปี 2545 นี้ มีความรุนแรงและมูลค่าความเสียหายสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึงประมาณ 3 เท่า ดังนั้น หากเงินงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 ไม่เพียงพอเบิกจ่าย ก็ให้พิจารณาใช้จากเงินงบกลางรายการค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจตามความเหมาะสมและจำเป็น โดยมอบให้สำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติร่วมกันพิจารณาต่อไป (ยังมีต่อ) -ศน-