บสท. ประสานความร่วมมือปรับโครงสร้างหนี้ไทยคอปเปอร์อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) - newswit
กรุงเทพฯ--31 ต.ค.--บสท. บสท. ประสานความร่วมมือทุกฝ่ายอนุมัติปรับโครงสร้างหนี้ไทยคอปเปอร์อินดัสตรี่ เพื่อให้ โรงงานผลิตทองแดงบริสุทธิ์แห่งแรกในประเทศไทยสามารถดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งจะสร้างการจ้างงานมากกว่า 500 อัตรา และช่วยสงวนเงินตราต่างประเทศจากการลดการนำเข้าทองแดงบริสุทธิ์จาก ต่างประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท ระบุถ้าปล่อยทิ้งไว้โรงงานและเครื่องจักรที่ได้ลงทุนไปแล้วกว่า 15,000 ล้านบาท จะกลายเป็นซากปรักหักพังทางเศรษฐกิจ ด้านไทยคอปเปอร์อินดัสตรี่ยอมลดทุน ที่เรียกชำระแล้ว 4,500 ล้านบาทลงทั้งหมด เพื่อร่วมรับความเสียหายที่เกิดขึ้นในอดีต และจะระดมทุนใหม่จากสถาบันการเงิน และนักลงทุนอีกประมาณ 10,764 ล้านบาท นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) เปิดเผยว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ได้ประสานความร่วมมือตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปี ระหว่างสถาบันการเงินเจ้าหนี้ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัทไทยคอปเปอร์อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน)และผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ฯ เพื่อฟื้นฟูให้บริษัท ฯ สามารถดำเนินโครงการผลิตทองแดงบริสุทธิ์ต่อไปได้ โดยมีบริษัทไพร้ส์วอเตอร์เฮ้าส์ คูเปอร์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร บสท. และ IFCT ได้มีมติเห็นชอบ ในแผนการปรับโครงสร้างหนี้ของ บริษัทไทยคอปเปอร์อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ กรรมการผู้จัดการ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) กล่าวถึง รายละเอียดของการปรับโครงสร้างหนี้ว่า บริษัทไทยคอปเปอร์อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) ต้องทำการ ลดทุนที่เรียกชำระแล้วทั้งหมดจำนวน 4,500 ล้านบาทลงเหลือศูนย์ เพื่อร่วมรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ในอดีต โดยเจ้าหนี้จะปรับโครงสร้างหนี้ที่มีอยู่กว่า 11,833 ล้านบาท ด้วยการคงหนี้ที่สามารถชำระได้ (Serviceable Debt) ไว้จำนวนประมาณ 2,456 ล้านบาท และแปลงหนี้จำนวนประมาณ 2,903 ล้านบาท เป็นทุนของบริษัท ฯ ในราคาตามมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท ส่วนภาระหนี้ที่คงเหลืออีก 6,474 ล้านบาท และดอกเบี้ยค้างชำระยังคงค้างไว้จนกว่าบริษัท ฯ จะสร้างโรงงานแล้วเสร็จ มีผลประกอบการเชิงพาณิชย์ อย่างน้อย 1 ปี และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงจะได้รับการลดหนี้ในส่วนนี้ นายประเสริฐ เอื้อกมลสุโข ผู้อำนวยการฝ่ายปรับโครงสร้างกิจการ และนายสมชาย จอมสง่าวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการสินทรัพย์ 1 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ในฐานะผู้บริหารของ บสท. ที่ รับผิดชอบโดยตรงในการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งนี้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า“แผนการปรับโครงสร้างหนี้ มีเงื่อนไขที่สำคัญคือบริษัท ฯ ต้องระดมเงินทุนใหม่อีกประมาณ 10,764 ล้านบาท เพื่อดำเนินการก่อสร้าง โรงงานผลิตทองแดงบริสุทธิ์แห่งแรกของประเทศไทย และติดตั้งเครื่องจักรให้แล้วเสร็จ ซึ่งเงินทุนนี้ แบ่งเป็นเงินกู้ระยะยาว และเงินทุนหมุนเวียนจำนวนประมาณ 7,395 ล้านบาท (170 ล้านดอลลาร์ สรอ.) โดยบริษัท ฯ ได้แต่งตั้งให้บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และเป็นการเพิ่มทุนใหม่ จากนักลงทุนอีกประมาณ 3,369 ล้านบาท” นายสมชายกล่าวเพิ่มเติมว่า “เพื่อเป็นการยืนยันว่าการดำเนินการต่างๆนั้นเป็นไปอย่างโปร่งใส บริษัท ฯ ได้ยินยอมให้เจ้าหนี้แต่งตั้งที่ปรึกษามาทำการตรวจสอบสินทรัพย์ต่างๆ ตลอดจนสัญญา และภาระต่างๆที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ฯ เพื่อให้แน่ใจว่าเอกสารสัญญาต่างๆที่บริษัทมีภาระผูกพันในอดีตมีความสมบูรณ์ และในกรณีที่เจ้าหนี้พบรายการที่มีความผิดปกติในสาระสำคัญก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมเงื่อนไขในการปรับโครงสร้างหนี้ได้” นอกจากนี้เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท ฯ ที่ต้องมีภาระในการ จัดหาเงินทุนเข้ามาใหม่อีกประมาณ 10,764 ล้านบาท เพื่อทำการก่อสร้างโรงงานให้แล้วเสร็จ อีกทั้ง ต้องมีผลประกอบการเชิงพาณิชย์อย่างน้อย 1 ปี รวมถึงการผลักดันให้บริษัท ฯ ต้องเข้าจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทฯ ได้ตกลงที่จะออก Warrant จำนวน 40 ล้านหน่วยแก่ ผู้ถือหุ้นเดิมที่ไม่ใช่สถาบันการเงินตามสัดส่วนการถือหุ้น โดย Warrant ดังกล่าวจะสามารถใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทได้ในราคาหุ้นละ 1 สตางค์เมื่อบริษัท ฯ มีผลประกอบการเชิงพาณิชย์ได้อย่างน้อย 1 ปี และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ “การปรับโครงสร้างหนี้ของ ไทยคอปเปอร์อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) ครั้งนี้ถือเป็นทางออกที่ดี ที่สุด (win-win situation) สำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะถ้าการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งนี้ไม่สำเร็จ เท่ากับว่าเงินที่ลงทุนในการสร้างโรงงาน และเครื่องจักรประมาณ 15,000 ล้านบาท จะกลายเป็น ซากปรักหักพังทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังทำให้เจ้าหนี้เดิมทุกรายมีโอกาสได้รับชดเชยส่วนสูญเสียจากการปรับโครงสร้างหนี้กลับคืนมาจากส่วนเกินมูลค่าหุ้น นอกจากนี้การฟื้นฟูกิจการของบริษัท ฯ ยังก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นมากกว่า 500 อัตรา และที่สำคัญคือช่วยให้ประเทศไทยสงวนเงินตราต่างประเทศ จากการลดการนำเข้าทองแดงบริสุทธิ์จากต่างประเทศลงได้ปีละไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท ” นายสมชายกล่าว นายสมเจตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า“การที่ บสท. สามารถบรรลุข้อตกลงในการปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทไทยคอปเปอร์อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) ได้ส่วนหนึ่งมาจากความร่วมมืออย่างดี และ ความรับผิดชอบของคุณประยุทธ มหากิจศิริ ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ยอมให้ บสท. ลดทุนที่เรียกชำระแล้วลงเหลือศูนย์ เพื่อร่วมรับความเสียหายที่เกิดขึ้นในอดีต รวมถึงการยอมรับภาระที่จะทำการระดม เงินทุนใหม่ประมาณ 10,764 ล้านบาท เพื่อให้การก่อสร้างโรงงานผลิตทองแดงบริสุทธิ์แห่งแรกของไทย เกิดขึ้น และสามารถดำเนินการผลิตได้ บริษัท ไทยคอปเปอร์อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2537 โดยกลุ่มนักลงทุนไทย นำโดยนายประยุทธ มหากิจศิริ มีวัตถุประสงค์เพื่อก่อสร้างโรงงาน ดำเนินกิจการผลิต และจำหน่ายทองแดงบริสุทธิ์ 99.99% เพื่อทดแทนการนำเข้าทองแดงบริสุทธิ์จากต่างประเทศ ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็น โรงงานผลิตทองแดงบริสุทธิ์แห่งแรกในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง โดยต้องใช้เงินลงทุนใน โครงการทั้งสิ้นประมาณ 600 ล้านดอลลาร์ สรอ. ทั้งนี้โรงงานมีกำลังการผลิตทองแดงบริสุทธิ์ปีละประมาณ 165,000 ตัน อีกทั้งยังได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แต่เมื่อเกิดผลกระทบจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศในปี 2540 ทำให้โรงงานที่ก่อสร้าง แล้วเสร็จประมาณ 65% ต้องหยุดการดำเนินงานเป็นการชั่วคราว ความต้องการทองแดงบริสุทธิ์ภายในประเทศ คือใช้ในการผลิตสายไฟฟ้า ทำท่อทองแดงสำหรับเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น รวมถึงวัสดุก่อสร้างอื่นๆ ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2532 มีการนำเข้าทองแดงบริสุทธิ์จากต่างประเทศประมาณ 30,000 ตัน และเพิ่มขึ้นเป็น 160,000 ตัน ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ความต้องการได้ลดลงในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจระหว่างปี 2541-2542 และในปี 2544ได้ฟื้นตัวจนความต้องการใช้กลับมาที่ปริมาณเดิมคือ 160,000 ตัน ทั้งนี้คาดว่าความต้องการใช้ทองแดงจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งโครงการผลิตทองแดงบริสุทธิ์ของบริษัทจะสามารถช่วยประเทศในการสงวนเงินตราจากการทดแทนการนำเข้าทองแดงได้เกือบทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมพื้นฐานของประเทศ ก่อให้เกิดการพัฒนา อุตสาหกรรมต่อเนื่องในอนาคต--จบ-- -ศน-