วิจัย "ซีโอไลต์" จากผงซักฟอกสู่อุตฯปิโตรเลียม - newswit

กรุงเทพฯ--30 ต.ต.--สกว. "ซีโอไลต์" จากที่รู้จักกันเพียงว่าเป็นส่วนประกอบของผงซักฟอก วันนี้ อาจารย์เคมีจาก ม.เกษตร กำลังทำวิจัยด้านสมบัติของซีโอไลต์ เพื่อใช้เป็นสารเร่งปฏิกิริยาในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่มีมูลค่าในตลาดโลกนับล้านล้านบาท โดยเป็นการศึกษากลไกของปฏิกิริยาในระดับโมเลกุล อันจะนำไปสู่แนวทางใหม่ในการใช้สารเร่งชนิดนี้เพื่อเพิ่มผลผลิตและมูลค่าของผลิตภัณฑ์ในภาคอุตสาหกรรมที่อาจสร้างรายได้มหาศาลในตลาดโลก ( สามารถดาวน์โหลดรูปซีโอไลต์,นักวิจัย และเนื้อข่าวได้ที่ http://pr.trf.or.th ) หลายคนอาจรู้จัก"ซีโอไลต์" (Zeolite) ว่าเป็นสารชนิดหนึ่งที่ใช้ทดแทนฟอสเฟตในผงซักฟอกที่ช่วยรักษาสภาพแวดล้อม แต่อีกด้านหนึ่งซีโอไลต์เป็นสารประกอบที่ก่อให้เกิดการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์อย่างมหาศาลในเชิงอุตสาหกรรมในตลาดโลก รศ.ดร. จำรัส ลิ้มตระกูล จากห้องปฏิบัติการวิจัยเคมีคอมพิวเตอร์และเคมีประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ได้รับรางวัลเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ประจำปี 2545 กล่าวว่า ณ วันนี้ ซีโอไลต์ ได้กลายเป็นสารประกอบที่สถาบันวิจัยทั่วโลกโดยเฉพาะภาคเอกชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มสารประกอบที่ถูกนำมาใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมสำคัญหลายชนิด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเลียม"ในอุตสาหกรรมการผลิตเกือบทุกชนิด สารเร่งปฏิกิริยา ถือว่าเป็นตัวสำคัญที่ช่วยทำให้ได้ผลผลิตจากปฏิกิริยาเคมีจำนวนมากขึ้น มีคุณภาพสูงขึ้น เร็วขึ้นและช่วยลดต้นทุนในการผลิต ซึ่งหากจะมองมูลค่าของผลผลิตในท้องตลาดที่ได้จากปฏิกิริยาที่ใช้สารเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการผลิตแล้วจะพบว่า เฉพาะในสหรัฐอเมริการมีมูลค่าสูงถึงปีละ 32 ล้านล้านบาทไทย (32,000,000 ล้านบาท) และแม้แต่ประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทย ก็ยังต้องนำเข้าสารตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมปีละกว่าพันล้านบาท" รศ. ดร. จำรัส เป็นนักวิจัยคนแรกๆ ของประเทศไทย ที่ให้ความสนใจและศึกษาถึงการออกแบบและนำซีโอไลต์มาใช้ในเชิงอุสาหกรรมโดยเฉพาะสารเร่งปฏิกิริยา ถึงแม้ว่าจะเป็นกลุ่มงานวิจัยพื้นฐานแต่ผลงานวิจัยที่ออกมาได้รับการยอมรับในระดับสากล "ปกติสารเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ในอุตสาหกรรมทั่วไปมักจะอยู่ในรูปของเหลวหรือก๊าซ ที่ต้องมีการสังเคราะห์ใหม่ทุกครั้ง หรือหากจะรีไซเคิลก็จะมีขบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อน และอาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ซีโอไลต์จะอยู่ในรูปของแข็งที่มีจุดหลอมเหลวสูง คงทนกว่าและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ง่ายกว่ามาก จึงไม่สิ้นเปลืองพลังงานและเป็นมิตรกับธรรมชาติ" รศ. ดร. จำรัส กล่าว ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา รศ. ดร. จำรัสและทีมงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการวิจัยเคมีคอมพิวเตอร์และเคมีประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ค้นคว้าถึงการนำซีโอไลต์เป็นสารเร่งปฏิกิริยามาอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ ในการศึกษาเชิงลึกของสารกลุ่มนี้ รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ และได้รับการยอมรับและได้รับเกียรติยศทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติสาขาเคมีและเภสัช จนล่าสุดได้รับการประกาศให้เป็นเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ประจำปี 2545 เพื่อพัฒนาทีมงานวิจัย นักวิจัยรุ่นใหม่ เพื่อสร้างศักยภาพเชิงปัญญาของชาติ เพื่อก่อให้เกิดงานวิจัยในด้านนี้อย่างต่อเนื่องและกว้างขวางมากขึ้น จากผลงานวิจัยที่ผ่านมาทำให้ห้องปฏิบัติการได้รับความเชื่อถือในระดับนานาชาติ เมื่อไม่นานมานี้ บริษัท Dow Chemical ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ชื่อว่า "โพลีสไตรีน" อันอยู่ในรูปของเม็ดพลาสติก ที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์นับพันนับหมื่นชนิดในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ตั้งแต่ ปากกา แปรงสีฟัน ขวดน้ำ รถยนต์ เก้าอี้ เครื่องบิน คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ซึ่งมูลค่าในเชิงพาณิชย์มหาศาลในตลาดโลก ได้ทำความตกลงในความร่วมมือเพื่อทำวิจัยเกี่ยวกับสารเร่งปฏิกิริยากลุ่มซีโอไลต์ กับเมธีวิจัยอาวุโสท่านนี้ รศ. ดร. จำรัส กล่าวว่า งานกลุ่มที่ตนจะพัฒนาร่วมกับบริษัทนี้ และเป็นหนึ่งในกลุ่มงานวิจัยที่ทำภายใต้ทุนเมธีวิจัยอาวุโสก็คือ การศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการหาแนวทางใหม่ในการทำปฏิกิริยาเพื่อผลิตสารสำคัญที่ใช้ในกระบวนการผลิตเม็ดพลาสติกโพลีสไตรีนที่มีต้นทุนการผลิตถูกกว่าเดิม ซึ่งหากสำเร็จอาจถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติการผลิตเม็ดพลาสติกเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีกลุ่มงานวิจัยเพื่อหาวิธีการสังเคราะห์ซีโอไลต์ชนิดใหม่ ๆ และที่สำคัญคือความพยายามที่จะเข้าใจถึง กลไกการเร่งปฏิกิริยา ปัยจัยที่มีผลต่อสมบัติการเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาอันจะนำไปสู่การเป็นสารเร่งปฏิกิริยาชนิดใหม่ๆที่มีสมบัติตรงตามที่ต้องการ โดยงานทั้งหมดนี้เป็นการร่วมมือกันของกลุ่มนักวิจัยจากสถานศึกษาหลายแห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง "สิ่งที่ทางทีมวิจัยคาดหวังจะให้เกิดในระยะเวลา 3 ปีของการวิจัยภายใต้ทุนเมธีวิจัยอาวุโสนั้น นอกเหนือจากงานวิชาการและการค้นพบความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับสารเร่งปฏิกิริยาในกลุ่มนี้แล้ว ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถพัฒนานักวิจัยที่มีคุณภาพในสาขานี้ให้มากขึ้น ซึ่งประโยชน์ในเบื้องต้นก็คือ องค์ความรู้ที่จะให้แก่ภาคอุตสาหกรรมของเราเพื่อให้สามารถเลือกใช้สารหรืออุปกรณ์เพื่อเร่งปฏิกิริยาที่เหมาะสมและคุ้มค่าในเชิงธุรกิจมากที่สุด ขณะเดียวกันจะทำให้เราสามารถค้นคว้าวิธีการใหม่ในการสังเคราะห์สารที่มูลค่ามหาศาลในตลาดโลกต่อไปในอนาคต" รศ. ดร. จำรัส กล่าวสรุป ดาวน์โหลดข่าวและภาพประกอบได้ที่ http://pr.trf.or.th หรือติดต่อประชาสัมพันธ์ สกว.--จบ-- -ศน-

ข่าว ห้องปฏิบัติการ ล่าสุด