“พงศ์เทพ” ชี้ทางเลือกใหม่ในกระบวนการยุติธรรม

กรุงเทพฯ--21 เม.ย.--กระทรวงยุติธรรม “พงศ์เทพ” ชี้ทางเลือกใหม่ในกระบวนการยุติธรรม “พงศ์เทพ” แนะทางเลือกใหม่ “กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ :วิสัยทัศน์ใหม่สำหรับเหยื่ออาชญากรรมและผู้กระทำผิดในสังคม เปลี่ยนจากการแก้แค้นทดแทนสู่การการฟื้นฟูผู้กระทำผิด และเหยื่อให้กลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างสงบสุขโดยสังคมมีส่วนร่วม ในวันนี้ (21 เมษายน 2546) นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ยุติธรรมเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์:วิสัยทัศน์ใหม่สำหรับเหยื่ออาชญากรรมและผู้กระทำผิดในสังคม ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ พร้อมบรรยายพิเศษเรื่อง “แนวคิดเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) กับระบบปฏิปักษ์ในกระบวนยุติธรรมไทย” โดยมีนักบริหาร นักวิชาการ ข้าราชการในกระบวนการ ยุติธรรม องค์กรเอกชนและประชาชนเข้าร่วมการสัมมนาประมาณ 150 คน รมว.ยุติธรรมกล่าวว่า ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบันพบว่ามีคดีขึ้นสู่ศาลเพิ่มขึ้น จึงส่งผลให้การพิจารณาคดีไม่สามารถดำเนินการได้เสร็จสิ้นในระยะเวลาอันสั้น ประกอบกับศาลต้องพิจารณาคดีครบองค์คณะ และพิจารณาคดีต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นได้ว่าการฟ้องคดีในขณะนี้ อาจจะได้พิจารณาคดีในอีก 2-3 ปี ข้างหน้าจึงอาจส่งผลกระทบต่อจำเลยที่ไม่ได้ประกันตัว นอกจากนี้ยังพบว่ามีบางคดีที่ไม่ควรเข้ามาสู่ระบบการพิจารณาของศาล ทั้งนี้เมื่อมีคดีเข้ามาสู่ศาลเป็นจำนวนมาก ส่งผลไปถึงกรมราชทัณฑ์ที่จะต้องรองรับ ผู้ต้องขังเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จนเกิดภาวะที่เรียกว่า คนล้นคุก ซึ่งประเทศไทยนับเป็นประเทศหนึ่งที่มีสัดส่วนผู้คุมที่ต้องดูแลผู้ต้องขังมากที่สุดในโลก กล่าวคือ ผู้คุม 1 คนต้องควบคุมผู้ต้องขังถึง 18 คน และในจำนวนนี้มีผู้ที่เข้ามาอยู่ในคุกเพียงเพื่อรอให้ศาลพิจารณาตัดสินคดี “ที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมในคดีอาญาไม่ได้คำนึงถึงเหยื่อ หรือผู้เสียหายมากนัก เพราะมุ่งเน้นการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ทั้งที่ผู้เสียหายเป็นบุคคลที่น่าสงสารที่สุด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องมาคิดต่อว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้กระทำความผิด ผู้เสียหาย สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างสงบสุขต่อไป และทำอย่างไรให้ผู้กระทำความผิดรู้สำนึกในการกระทำของตนว่าเขาได้ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและสังคม พร้อมกันนี้สังคมเองยังจะต้องเรียนรู้ถึงวิธีปฏิบัติต่อผู้เสียหายและผู้กระทำความผิด ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่ต้องการให้สังคมรื้อฟื้นเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเท่าใดนัก” กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เป็นแนวทางใหม่ซึ่งจะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 ฝ่าย คือ ผู้กระทำความผิด เหยื่อ และสังคม ได้เข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น และได้รับการเยียวยา ฟื้นฟูอย่างไรก็ตามกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ซึ่งจะนำมาใช้ในประเทศไทยนั้นควรต้องพิจารณาเป็นรายคดีไป อาทิ การทำความผิดของเด็กและเยาวชนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือ การกระทำผิดเพียงเล็กน้อยซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อเหยื่อและสังคมไม่มากนัก หลังจากนั้นเป็นการอภิปรายเป็นคณะ เรื่อง “กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในมุมมองของเหยื่ออาชญากรรม” โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เดชา สังขวรรณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศาสตราจารย์วิชา มหาคุณ ผู้พิพากษาศาลฎีกา รองศาสตราจารย์ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล ซึ่งมีพ.ต.ท.ดร.พงษ์ธร ธัญญสิริ สำนักงานกิจกรรมยุติธรรมเป็นผู้ดำเนินการอภิปราย ส่วนช่วงบ่ายเป็นการนำเสนอกรอบแนวคิดเรื่อง “การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” โดยอาจารย์จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พล.ต.ต.จุตติ ธรรมโน ผู้บังคับการกองวิชาการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายกุลพล พลวัน อธิบดีอัยการฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย นายมนตรี ศิลปมหาบัณฑิต ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจำสำนักงานศาลฎีกา นายนัทธี จิตสว่าง รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ โดยมีรองศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ดำเนินการวิพากษ์ ทั้งนี้ผลการประชุมทางวิชการในวันนี้จะนำไปสู่การสรุปและวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในการขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ที่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยต่อไป--จบ-- -พห-

ข่าว มหาวิทยาลัยธรรมศาส ล่าสุด