อุตสาหกรรมไอทีในเอเชีย-แปซิฟิกได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์
กรุงเทพฯ--3 เม.ย.--พีซี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ คอนซัลติ้ง ผลการศึกษาชี้หากลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ในไทยได้ร้อยละสิบ จะช่วยสร้างงาน 3,500 ตำแหน่ง เพิ่มรายได้จากภาษี 40 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การคุ้มครองลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของเอเชีย-แปซิฟิกซึ่งกำลังอยู่ในภาวะชะงักงัน โดยจะช่วยสร้างงาน โอกาสทางธุรกิจ และเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษี ผลการศึกษาวิจัยทั่วโลกของไอดีซีชี้ว่าประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ การศึกษาในหัวข้อ การกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโลก: ประโยชน์จากการลดการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ (Expanding Global Economies: The Benefits of Reducing Software Piracy) ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มพันธมิตรธุรกิจซอฟต์แวร์ (บีเอสเอ) เป็นการประเมินผลกระทบของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศใน 57 ประเทศทั่วโลก (14 ประเทศในเอเชีย) ผลการศึกษาของไอดีซีระบุว่า ร้อยละสี่สิบ ของโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่จำหน่ายทั่วโลกเป็นซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย การลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์เหลือร้อยละสามสิบ จะช่วยสร้างงานเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านตำแหน่ง ทั้งยังช่วยเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจราว 400,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และทำให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น 64,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเงินภาษีดังกล่าวจะสามารถนำไปใช้สนับสนุนโครงการต่างๆ ที่มีประโยชน์ เช่น การศึกษา สาธารณสุข และการบังคับใช้กฎหมาย ประเทศในเอเชียได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลดการละเมิด เกือบร้อยละห้าสิบสี่ ของโปรแกรมซอฟต์แวร์ในเอเชีย เป็นซอฟต์แวร์ที่ผิดกฎหมาย หากสามารถลดอัตราการละเมิดลงร้อยละสิบ เหลือร้อยละสี่สิบสี่ ภายในปี 2549 จะช่วยสร้างงานได้ประมาณ 1.1 ล้านตำแหน่ง เพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจราว 170,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเพิ่มรายได้จากภาษี 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับประเทศไทยนั้น หากสามารถลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์จากร้อยละเจ็ดสิบเจ็ด เหลือร้อยละหกสิบเจ็ด ภายในระยะเวลา 4 ปี ก็จะช่วยให้อุตสาหกรรมไอทีมีการขยายตัวถึง 2 เท่า ทั้งยังสร้างงานทางด้านอุตสาหกรรมไฮเทคซึ่งมีค่าตอบแทนสูงประมาณ 3,500 ตำแหน่ง ช่วยเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษี 40 ล้านเหรียญสหรัฐ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการประเมินขององค์การความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ระบุว่ารายได้ดังกล่าวจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้: - จัดซื้อคอมพิวเตอร์กว่า 7 ล้านเครื่องสำหรับโรงเรียนต่างๆ ในเอเชีย หรือ - ให้บริการสาธารณสุขสำหรับประชากร 7.5 ล้านคนในเอเชีย หรือ - จัดการศึกษาระดับปริญญาตรีสำหรับประชากร 1.6 ล้านคนในเอเชีย หรือ - จัดหาบริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสำหรับประชากรกว่า 4.6 ล้านคนในเอเชีย เป็นระยะเวลา 4 ปี หรือ - จัดการศึกษาชั้นประถมสำหรับเด็กนักเรียนราว 930,000 คนในเอเชีย "จาก 57 ประเทศที่เราได้ทำการสำรวจ พบว่าหากสามารถทำให้อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ลดน้อยลงแม้แต่เพียงเล็กน้อย ก็จะก่อให้เกิดผลดีอย่างมากต่อเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์จะเอื้อประโยชน์อย่างมหาศาลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ" นางโรบิน เจียง ผู้จัดการฝ่ายวิจัย ส่วนธุรกิจด้านการวิจัยเชิงกลยุทธ์และการลงทุนด้านไอทีในเอเชีย-แปซิฟิกของไอดีซี กล่าว "ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ อุตสาหกรรมภายในประเทศจะได้รับประโยชน์มากกว่าบริษัทต่างชาติที่นำเข้าผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ ทั้งนี้เพราะบริษัทตัวแทนจำหน่ายและผู้ให้บริการในประเทศจะมีโอกาสได้รับประโยชน์ในส่วนนี้อย่างเต็มที่ ส่วนบริษัทซอฟต์แวร์ในประเทศซึ่งไม่สามารถกระจายความเสี่ยงไปยังประเทศอื่นๆ ที่มีอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ต่ำกว่า ก็จะได้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นและสามารถนำเงินดังกล่าวไปลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจต่อไป" นายโจนาธาน เซวาสกาเม ประธานบีเอสเอประจำประเทศไทยและอินโดนีเซีย กล่าวว่า "รายงานฉบับนี้เผยว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์นอกจากจะมีความสำคัญอย่างมากต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอเชียให้พัฒนาไปข้างหน้า อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มีอัตราการขยายตัวที่รวดเร็วกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ดังนั้นจึงนับเป็นกลจักรสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ" นายอาภรณ์ ศรีพิพัฒน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (เอทีเอสไอ) กล่าวว่า "ผลการศึกษานี้มีเนื้อหาที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ ซึ่งทางสมาคมฯ เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเสนอแนะที่ระบุไว้ในรายงานดังกล่าว การศึกษานี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะผลักดันให้เกิดการเติบโตของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์อย่างยั่งยืนและเข้มแข็ง ซึ่งเป็นหนึ่งในห้ากลยุทธ์หลัก ผลการศึกษานี้ได้ปฏิบัติและบังเกิดผลในที่อื่นๆ มาแล้ว ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมีกิจกรรมการป้องปรามและการให้ความรู้ความเข้าใจต่อทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็งในประเทศไทย การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการมีกำลังใจที่จะพัฒนานวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับชีวิต โดยผู้ประกอบการจะสามารถนำเอาแนวคิดของตนเองมาประกอบสร้างเป็นผลงานและนำมาใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ การเติบโตขององค์กรธุรกิจย่อมหมายถึงอัตราการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นสำหรับบุคลากรภายในประเทศ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ปริมาณการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผลักดันให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นอกจากนั้น รายได้จากการจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้นจะสามารถนำมาใช้จัดสรรเป็นงบประมาณในส่วนของภาครัฐ กล่าวโดยสรุปก็คือ ทุกๆ ฝ่ายจะได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงจากการลดการละเมิดลิขสิทธิ์" การลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์เร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมไอทีในเอเชียถึง 2 เท่า นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังระบุว่า การลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์จะช่วยเร่งการขยายตัวของอุตสาหกรรมไอที ซึ่งโดยมากแล้วเป็นผลมาจากการเติบโตของภาคธุรกิจซอฟต์แวร์และธุรกิจบริการที่เกี่ยวกับซอฟต์แวร์ ทั้งนี้ ในช่วงปี 2539-2545 อุตสาหกรรมไอทีทั่วโลกมีการขยายตัวในอัตราร้อยละยี่สิบหก และเป็นที่คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวจะเติบโตในอัตราร้อยละสามสิบสี่ ในช่วงปี 2544-2549 อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาของไอดีซีชี้ว่า เฉพาะในภูมิภาคเอเชีย คาดว่าอุตสาหกรรมไอทีจะเติบโตในอัตราร้อยละห้าสิบสี่ ในช่วงปี 2544-2549 แต่ถ้าหากสามารถลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ในเอเชียลงได้ร้อยละสิบ ก็คาดว่าการเติบโตของธุรกิจไอทีจะเพิ่มเป็นร้อยละเก้าสิบสาม ผลการศึกษาระบุอย่างชัดเจนว่า การลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ในทางปฏิบัติ โดยเท่าที่ผ่านมาพบว่า มีหลายประเทศที่ได้พยายามปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างจริงจัง และได้รับประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ประเทศเกาหลีใต้ สามารถลดอัตราการละเมิดได้ร้อยละยี่สิบสอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกาหลีใต้ได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจในด้านต่างๆ รวมทั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในอัตราที่สูงถึงร้อยละยี่สิบ ต่อปี จนมีขนาดเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่มีอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์สูงสุด จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ตัวอย่างเช่น ประเทศจีน ซึ่งหากสามารถลดอัตราการละเมิดจากร้อยละเก้าสิบสอง เหลือร้อยละแปดสิบสอง ก็จะทำให้อุตสาหกรรมไอทีของจีนมีการขยายตัวถึง 5 เท่าในช่วงระยะเวลา 4 ปี "ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมไอทีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีศักยภาพการเติบโตที่สูงมาก โดยคาดว่าจะสามารถขยายตัวจาก 175,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 350,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และหากสามารถลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ได้ร้อยละสิบ อุตสาหกรรมไอทีในเอเชียก็จะมีการขยายตัวเกือบ 2 เท่า ภายในระยะเวลา 4 ปี ข้อมูลของเราเผยให้เห็นว่า หากสามารถทำให้อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ลดน้อยลงแม้แต่เพียงเล็กน้อย ก็จะก่อให้เกิดผลดีอย่างมากต่อเศรษฐกิจโดยรวม ด้วยเหตุนี้ จึงสรุปได้ว่าการลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์จะเอื้อประโยชน์อย่างมหาศาลต่อระบบเศรษฐกิจ และมีส่วนอย่างมากในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคนี้" นางโรบิน เจียง ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและรองผู้อำนวยการของส่วนธุรกิจด้านการวิจัยเชิงกลยุทธ์และการลงทุนด้านไอทีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของไอดีซี รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมไอที นอกเหนือจากรายละเอียดเกี่ยวกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะได้รับจากการลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์แล้ว รายงานของไอดีซียังให้กรอบโครงสร้างสำหรับการแก้ไขปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำแนะนำสำหรับภาครัฐในการดำเนินมาตรการและปรับเปลี่ยนนโยบาย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ รายงานฉบับนี้ยังเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการให้เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องการเคารพทรัพย์สินทางปัญญา และเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน เพื่อให้เกิดสำนึกและความรับผิดชอบ และตระหนักถึงโทษภัยของการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งย่อมส่งผลเสียต่อผู้ประดิษฐ์คิดค้น เจ้าของลิขสิทธิ์ และเศรษฐกิจโดยรวม รัฐบาลของแต่ละประเทศสามารถที่จะกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจไอทีได้โดยการดำเนินมาตรการต่อไปนี้: - กำหนดและบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรัดกุมและเข้มแข็ง - ให้ความรู้แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ใช้ซอฟต์แวร์ คู่ค้า ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และอื่นๆ เกี่ยวกับประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้ซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง - ลงทุนในด้านการศึกษาและการฝึกอบรมด้านไอที - ส่งเสริมการนำเอาผลงานวิจัยที่รัฐให้ทุนสนับสนุนมาใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจ - เปิดเสรีภาคธุรกิจโทรคมนาคม เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม - ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทั้งในส่วนของสินค้าและบริการ - ส่งเสริมตลาดทุนที่มีศักยภาพในการแข่งขันและมีความยืดหยุ่นสูง - บังคับใช้กฎระเบียบด้านภาษีที่เป็นธรรมและเอื้อประโยชน์แก่นักลงทุน - ปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับแต่ละตลาด "เนื่องจากอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ดังนั้นจึงนับเป็นกลจักรสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังนับเป็นปัจจัยที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างสรรค์นวัตกรรมในประเทศไทย รายงานฉบับนี้เน้นย้ำถึงข้อเท็จจริงที่ว่าการลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์เป็นข้อแตกต่างสำคัญระหว่างประเทศที่มีภาคอุตสาหกรรมไอทีที่แข็งแกร่ง กับประเทศที่ยังไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ" นายโจนาธาน เซวาสกาเรม กล่าวเสริม รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการศึกษาดังกล่าวสามารถดูได้จากเว็บไซต์ของบีเอสเอ: www.bsa.org/IDCstudy ข้อมูลเกี่ยวกับบีเอสเอ: กลุ่มพันธมิตรธุรกิจซอฟต์แวร์ (www.bsa.org) เป็นองค์กรชั้นนำที่มีหน้าที่ส่งเสริมการใช้ระบบเครือข่ายอย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย บีเอสเอเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ระดับโลก รวมถึงคู่ค้าด้านฮาร์ดแวร์ โดยประสานงานร่วมกับภาครัฐและตลาดต่างประเทศ สมาชิกของบีเอสเอเป็นองค์กรธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก โครงการของบีเอสเอมุ่งส่งเสริมการสรรค์สร้างนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี โดยอาศัยการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนและการผลักดันให้มีการกำหนดนโยบายที่มุ่งเน้นการคุ้มครองลิขสิทธิ์ การสร้างระบบความปลอดภัยและการทำธุรกรรมบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมทั้งอี-คอมเมิร์ซ สมาชิกของบีเอสเอได้แก่ อะโดบี, แอปเปิล คอมพิวเตอร์, ออโตเดสก์, เอวิด เทคโนโลยี, เบนท์เลย์ ซิสเต็มส์ , บอร์แลนด์, ซิสโก้ ซิสเต็มส์, ซีเอ็นซี ซอฟต์แวร์/มาสเตอร์แคม, เอ็นทรัสต์, ฮิวเลตต์ แพคการ์ด, ไอบีเอ็ม, อินเทล, อินเทอร์เน็ต ซีเคียวริตี้ ซิสเต็มส์, อินทุย, แมคโครมีเดีย, ไมโครซอฟท์, เน็ทเวิร์ค แอสโซซิเอทส์, โนเวล, พีเพิลซอฟท์, โรเบิร์ต แมคนีล แอนด์ แอสโซซิเอทส์, ซีบียอนด์, โซลิดเวิร์คส์, ไซเบส, ไซแมนเทค และยูนิกราฟฟิคส์ โซลูชั่นส์ (อีดีเอส) เป็นต้น ข้อมูลเกี่ยวกับไอดีซี: ไอดีซีเป็นบริษัทที่ปรึกษาและวิจัยข้อมูลด้านการตลาดทั่วโลก โดยมีบทบาทสำคัญในการจัดหาข้อมูลข่าวสารเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มด้านเทคโนโลยีและอี-บิสซิเนส ช่วยให้ลูกค้าสามารถกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อย่างเหมาะสม ด้วยการผสานรวมขั้นตอนการทำงานทั้งในส่วนของงานวิจัยเบื้องต้นที่ละเอียดถี่ถ้วน การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึก และการทำงานร่วมกับลูกค้า ทำให้ไอดีซีสามารถคาดการณ์แนวโน้มของตลาดในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างแม่นยำ และสามารถให้บริการและคำปรึกษาที่เชื่อถือได้ นักวิเคราะห์กว่า 700 คน ใน 43 ประเทศทั่วโลก มีส่วนร่วมในการจัดหาข้อมูลของแต่ละท้องถิ่น ลูกค้าของไอดีซีประกอบด้วยผู้ผลิตและองค์กรชั้นนำด้านไอทีของโลก รวมถึงบริษัทด้านอี-บิสซิเนส และบริษัทด้านการเงินข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้จาก www.idc.com ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: คุณปราณี เฉลิมธนศักดิ์ บริษัทพีซี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ คอนซัลติ้ง จำกัด โทรศัพท์: 0 2971 3711 โทรสาร: 0 2521 9030 อีเมล์: [email protected] เยี่ยมชม Website BSA ได้ที่ www.bsa.org-- จบ-- -พห-