(ต่อ2) สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 - newswit

7. เรื่อง รายงานผลการดำเนินการโครงการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่อง คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพลังงานรายงานผลการดำเนินการโครงการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่อง สรุปได้ดังนี้ การป้องกันและปราบปรามน้ำมันเถื่อนตามแนวชายฝั่งทะเลของประเทศได้สำเร็จโดยโครงการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่อง (12-24 ไมล์ทะเล) หรือ โครงการน้ำมันเขียว ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่สามารถปราบปรามน้ำมันเถื่อนที่ลักลอบนำเข้าน้ำมันทางทะเลโดยไม่เสียภาษีตามกฎหมาย ซึ่งมีวิธีการลักลอบได้หลายทาง คือ ใช้เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่จอดอยู่ในน่านน้ำสากลจำหน่ายน้ำมันให้เรือประมง และเรือประมงดัดแปลงสำหรับการลักลอบนำน้ำมันกลับเข้ามาขายที่ฝั่งใหม่ เป็นต้น โดยหน่วยงานหลักของภาครัฐซึ่งได้แก่ กรมสรรพาสามิต กรมศุลกากร กรมสรรพากร กรมธุรกิจพลังงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และหน่วยงานสนับสนุนคือ กรมประมง กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี รวมทั้งภาคเอกชนซึ่งได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) โรงกลั่นน้ำมัน ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 6 สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ได้ประสานความร่วมมือและผลักดันให้ดำเนินโครงการสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี จนทำให้สามารถขจัดเรือน้ำมันเถื่อนที่เคยมีอยู่จำนวนมากในพื้นที่ท้องทะเลของประเทศไทยให้หมดสิ้นไปในที่สุด ซึ่งตั้งแต่พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไป จะไม่มีเรือน้ำมันเถื่อนในบริเวณชายฝั่งน่านน้ำประเทศไทย ทั้งอ่าวไทยและอันดามันอีกต่อไป เพราะเรือน้ำมันเถื่อนไม่สามารถจำหน่ายน้ำมันได้เนื่องจากเรือประมงทุกลำได้เข้ามาใช้บริการน้ำมันเขียวกันหมด แนวทางการดำเนินการที่ผ่านมา 1. เดิมชาวประมงมีการซื้อขายน้ำมันดีเซลที่ไม่เสียภาษีหรือน้ำมันเถื่อนในทะเลซึ่งจะมีเรือน้ำมันจากต่างประเทศมาให้บริการโดยเรือประมงเหล่านี้จะออกไปเติมน้ำมันในเขตน่านน้ำสากลเพื่อใช้ในการทำประมง เพราะน้ำมันดังกล่าวมีราคาต่ำกว่าราคาบนฝั่งประมาณลิตรละ 2 บาท 2. และจากราคาที่ต่ำกว่าจึงทำให้มีการลักลอบนำขึ้นมาจำหน่ายบนฝั่ง ส่งผลให้ประชาชนทั่วไปที่ใช้น้ำมันได้รับเดือดร้อนส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์อันเนื่องมาจากน้ำมันมีคุณภาพต่ำกว่าน้ำมันในประเทศ และทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีหลานพันล้านบาทต่อปี 3. เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวและจากความต้องการน้ำมันที่มีราคาต่ำเพราะค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของชาวประมงเป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิง จึงได้เกิดความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงและแก้ไขระเบียบเพื่อให้ชาวประมงสามารถซื้อขายน้ำมันโดยไม่มีภาระภาษีและเงินเข้ากองทุนต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 4. เรือประมงที่เข้าโครงการต้องมีการปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนดขึ้นโดยต้องเป็นเรือประมงที่มีอาชญาบัตรในการทำประมงอย่างถูกต้อง และมีการจดทะเบียนเรือจึงจะสามารถเข้าร่วมโครงการได้โดยสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยจะต้องให้การรับรอง 5. ส่วนเรือขนส่งน้ำมันและ เรือสถานีบริการย้ำมันจะต้องจดทะเบียนเรือไทยโดยจะมีการตรวจสอบคุณสมบัติของเรือ และมาตรฐานความปลอดภัยและการป้องกันด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่รัฐกำหนด 6. การขอนุญาตขนถ่ายน้ำมันเพื่อนำไปจำหน่ายในเขตต่อเนื่องได้มีหลักเกณฑ์ให้น้ำมันดังกล่าวต้องมีการเติมสีเขียว และสาร Marker ที่โรงกลั่นหรือคลังน้ำมัน เพื่อให้สามารถแยกแยะน้ำมันที่ได้รับการยกเว้นภาษีได้ 7. การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงต้องจำหน่ายในเขตต่อเนื่อง (12-24 ไมล์ทะเล) เท่านั้น และห้ามนำเข้ามาจำหน่ายในทะเลอาณาเขตอย่างเด็ดขาด หากฝ่าฝืนจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย 8. ชาวประมงที่สามารถออกไปรับน้ำมันโครงการจะต้องใช้ในทะเลเท่านั้นห้ามนำขึ้นบกอย่างเด็ดขาดหากพบการกระทำผิดจะมีการดำเนินคดีตามกฏหมายที่เกี่ยวข้องทั้งสรรพสามิตและศุลกากร 9. ภาครัฐได้ดำเนินโครงการ "รวมพลังต้านน้ำมันเถื่อน" เพื่อกระตุ้นและสร้างทัศนคติให้ประชาชนร่วมกันต่อต้านน้ำมันเถื่อนอย่างจริงจัง โดยได้รับความร่วมมือจากประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านทางเว็บไซด์ของโครงการ ความสำเร็จของโครงการ 1. ช่วยสกัดน้ำมันเถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามาทางทะเลอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่สามารถตัดต้อตอของการค้าน้ำมันเถื่อนให้หมดไป เนื่องจากมีการลดต้นทุนด้วยการยกเว้นภาษีและตัดคุณภาพที่ไม่จำเป็นบางประการสำหรับเรืออกไป 2. เป็นการช่วยเหลือให้ชาวประมงได้ใช้น้ำมันในราคาถูก น้ำมันมีคุณภาพดีทำให้ประหยัดเงินในการซ่อมบำรุงเรือ และเต็มตามจำนวนที่ซื้ออีกทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นกับเรือที่กระทำผิดที่ไม่สามารถนำเรือเข้าฝั่งเพื่อซ่อมแซม 3. โรงกลั่นสามารถจำหน่ายน้ำมันที่เป็นส่วนเกินจากความต้องในประเทศให้กลับชาวประมงในโครงการได้เพิ่มขึ้นแทนที่จะต้องส่งออกไปขายในต่างประเทศซึ่งมีราคาต่ำ ทำให้โรงกลั่นสามารถเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมันดีเซลได้ถึงวันละ 100 ล้านลิตร เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 8 คิดเป็นเงินกว่าหมื่นล้านบาท 4. กรมสรรพสามิตสามารถเก็บภาษีน้ำมันดีเซลได้เพิ่มขึ้น โดยปีงบประมาณ 2545 รัฐจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลได้ 36.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2544 จำนวน 3 พันล้านบาท หรือร้อยละ 9.53 5. ประชาชนไม่ต้องเสี่ยงกับน้ำมันเถื่อนที่มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน เพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 6. ประเทศชาติลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศได้ปีละ 12,000 ล้านบาท 7. ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง 8. เรื่อง ข้อพิจารณาเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายในการแก้ปัญหารถจักรยานยนตร์รับจ้าง คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อพิจารณาเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายในการแก้ปัญหารถจักรยานยนตร์รับจ้าง ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ สรุปได้ว่า การแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพรถจักรยายนต์สาธารณะให้ครบถ้วนจำเป็นต้องแก้ไขพระราชบัญญัติรถยนต์ฯ สำหรับข้อพิจารณาเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายในการแก้ปัญหารถจักรยานยนตร์รับจ้างมีดังต่อไปนี้ 1. มาตรการในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ในระหว่างที่ร่างพระราชบัญญัติรถยนต์ฯ ซึ่งกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการควบคุมรถจักรยานยนตร์สาธารณะยังไม่มีผลใช้บังคับและอาจต้องใช้ระยะเวลานาน ถ้าหากมีความจำเป็นรัฐบาลอาจกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหารถจักรยานยนตร์สาธารณะโดยอาศัยกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันได้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวอาจจำแนกได้เป็น 2 แนวทาง ดังนี้ 1) แนวทางที่หนึ่ง เป็นการ "จัดระบบ" ในการใช้รถจักรยานยนตร์สาธารณะ โดยอาศัยบทบัญญัติตามกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถโดยตรง ซึ่งขณะนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติจัดระเบียบการจอดยานยนต์ในเขตเทศบาลและสุขาภิบาล พ.ศ. 2503 อย่างไรก็ตาม โดยที่กฎหมายที่กล่าวถึงยังไม่มีบทบัญญัติโดยตรงในเรื่องนี้ การใช้มาตรการตามกฎหมายนั้นจึงต้องใช้หลายมาตรการควบคู่กันซึ่งจะทำให้รัฐเข้ามาดูแลการประกอบการของรถจักรยานยนตร์สาธารณะได้ ดังนี้ ก) การควบคุมทางทะเบียน โดยการกำหนดให้มี "ป้ายทะเบียน" ขึ้นเป็นการเฉพาะสำหรับรถจักรยานยนตร์สาธารณะ ซึ่งสามารถกระทำได้ดังนี้ 1. ออกกฎกระทรวงแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2524) (ข้อ 1 (4)) โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 (1) แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 เพื่อกำหนดลักษณะ ขนาด หรือกำลังของเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนตร์สาธารณะแยกจากรถจักรยานยนตร์ส่วนบุคคล 2. ออกกฎกระทรวงแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 25 (พ.ศ. 2539) (ข้อ 2) เพื่อกำหนดลักษณะแผ่นป้ายทะเบียนรถสำหรับรถจักรยานยนตร์ทั้งสองประเภทให้แตกต่างกัน โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 (4) แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 กรณีดังกล่าวนอกจากจะสามารถใช้เป็นมาตรการในการควบคุมลักษณะทางกายภาพของรถจักรยานยนตร์สาธารณะแล้วยังจะทำให้ทางราชการมีข้อมูลของผู้ประกอบอาชีพรถจักรยานยนตร์สาธารณะ และจะทำให้มีเครื่องหมายประจำรถที่สามารถจำแนกได้ชัดเจนว่ารถจักรยานยนตร์ใดใช้ในการรับจ้าง เมื่อได้มีการกำหนดแยกประเภทรถจักรยานยนตร์ออกเป็นรถจักรยานยนตร์ ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนตร์สาธารณะแล้ว ก็จะทำให้การใช้รถต้องเป็นไปตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งได้กำหนดห้ามมิให้ใช้รถไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียนไว้ดังนั้น หากผู้ใดนำรถจักรยานยนตร์ที่จดทะเบียนที่จดทะเบียนเป็นประเภทรถจักรยานยนตร์ส่วนบุคคลไปใช้รับจ้างบรรทุกคนโดยสารก็จะมีความผิดตามมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ในทางกลับกันเพื่อไม่ให้เป็นภาระของผู้ใช้รถจักรยานยนตร์สาธารณะ การใช้รถยนตร์สาธารณะในกิจการส่วนตัวก็สามารถทำได้โดยออกกฎกระทรวงตามมาตรา 21 (4) แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 นอกจากนี้ การแยกประเภทรถจักรยานยนตร์ยังจะเป็นพื้นฐานในการกำหนดมาตรการที่ใช้เฉพาะรถจักรยานยนตร์สาธารณะ โดยอาศัยอำนาจของพนักงานจราจรที่จะกำหนดเป็นข้อบังคับการจราจรได้ ข) การคุ้มครองความปลอดภัยของคนโดยสาร โดยที่พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 7 (1) กำหนดให้รถที่จะจดทะเบียนได้ต้องเป็นรถที่มีส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถครบถ้วนถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ดังนั้น ในการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้โดยสารรถจักรยานยนตร์สาธารณะจึงสามารถออกกฎกระทรวงแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 22 (พ.ศ. 2537) (ข้อ 6) โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5(2) และมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 กำหนดให้รถจักรยานยนตร์สาธารณะต้องมีเครื่องอุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยของคนโดยสารได้ ประกอบกับเมื่อ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 20 ได้กำหนดให้ผู้ขับขี่รถบรรทุกทุกคนต้องจัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้คนโดยสารตกจากรถ เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายอันอาจเกิดแก่คนโดยสาร หากผู้ขับขี่ฝ่าฝืนบทบัญญัตินี้จะมีโทษตามมาตรา 148 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ค) การกำหนดสถานที่จอดรถจักรยานยนตร์สาธารณะ เพื่อประโยชน์ในการจัดระบบให้มีสถานที่จอดรถและจัดระบบการปล่อยรถจักรยานยนตร์สาธารณะ สมควรกำหนดและจัดให้สถานที่จอดรถจักรยานยนตร์สาธารณะ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบการจอดยานยนต์ในเขตเทศบาลและสุขาภิบาล พ.ศ. 2503 ซึ่งกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจตราข้อบังคับท้องถิ่นเพื่อกำหนดและจัดให้มีสถานที่จอดในทางหลวงหรือในที่สาธารณะ กำหนดระเบียบการจอดในที่จอด โดยกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจอดรถได้ด้วย และหากมีการฝ่าฝืนจะมีความผิดตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งปัจจุบัน กรุงเทพมหานครได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบการจอดยานยนต์ในเขตเทศบาลและสุขาภิบาล พ.ศ. 2503 ประกอบกับมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ตราข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การจัดระเบียบการจอดยานยนตร์ พ.ศ. 2536 ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีอำนาจออกประกาศ กรุงเทพมหานคร กำหนดที่จอดและอัตราค่าธรรมเนียมจอดได้ (ข้อ 5) ดังนั้น ในการกำหนดสถานที่จอดรถจักรยานยนตร์สาธารณะในกรุงเทพมหานครจึงสามารถกระทำได้โดยการออกประกาศกรุงเทพมหานคร ส่วนในต่างจังหวัดก็สามารถกระทำได้โดยการตราข้อบัญญัติท้องถิ่น เมื่อได้มีการกำหนดสถานที่จอดรถแล้ว การควบคุมก็จะเป็นไปตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งได้กำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่จอดรถบนทางเท้าหรือในลักษณะกีดขวางการจราจร และเจ้าพนักงานจราจรจะมีอำนาจสั่งให้ผู้ขับขี่ย้ายรถที่จอดโดยฝ่าผืนได้ ตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 นอกจากนี้ผู้ฝ่าฝืนยังมีความผิดตามมาตรา 148 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 จากบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นจึงอาจกำหนด "เขต" ที่ให้รถจักรยานยนตร์ซึ่งมีทะเบียนเป็นรถจักรยานยนตร์สาธารณะต้องจอด ณ บริเวณที่กำหนด และสามารถกำหนดจำนวนรถที่จะจอดได้ในแต่ละคราว อันเป็นกรณีที่รัฐสามารถเข้าไปดูแลการจอดและปล่อยรถได้ (2) แนวทางที่สอง ซึ่งเป็นการ "ควบคุมการประกอบกิจการ" ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม พุทธศักราช 2515 โดยในข้อ 3 (9) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวได้ให้อำนาจในการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการอันกระทบกระเทือนถึงความปลอดภัยหรือผาสุกของประชาชนที่จะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ดังนั้น จึงอาจอาศัยอำนาจในข้อ 3 (9) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้การประกอบกิจการรถจักรยานยนตร์รับจ้างเป็นกิจการที่จะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้อาจจะไม่สอดคล้องกับนโยบายที่ต้องการให้การขนส่งคนโดยสารโดยรถจักรยานยนตร์สาธารณะเป็นเพียงระบบการขนส่งชั่วคราวก่อนที่จะมีระบบการขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพต่อไป 9. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... (เพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการควบคุมรถจักรยานยนตร์สาธารณะ) คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (เพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการควบคุมรถจักรยานยนต์สาธารณะ) กระทรวงคมนาคม และคณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้ตรวจพิจารณาเสร็จแล้ว ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่..) พ.ศ. …. (เพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการควบคุมรถจักรยานยนต์สาธารณะ) มีสาระสำคัญ ดังนี้ 1. เพิ่มนิยามคำว่า "รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล" และ "รถจักรยานยนต์สาธารณะ" 2. กำหนดการควบคุมการรับจ้างบรรทุกคนโดยสาร โดยใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะในลักษณะเดียวกับรถยนต์รับจ้าง (TAXI) และให้ผู้ประสงค์จะประกอบการแจ้งสถานที่รอรับคนโดยสารเป็นปกติต่อนายทะเบียนและให้นายทะเบียนออกหนังสือรับรองการแจ้งไว้เป็นหลักฐาน 3. ให้อำนาจนายทะเบียนสั่งพักและเพิกถอนใบอนุญาตขับรถได้ และผู้ถูกสั่งเพิกถอนต้องส่งคืนใบอนุญาตนั้นแก่นายทะเบียน เพื่อป้องกันการนำใบอนุญาตไปใช้ 4. กำหนดห้ามผู้ขับรถเรียกเก็บค่าโดยสารผิดไปจากอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงตามความประสงค์ของผู้แทนกรมการขนส่งทางบก (ประเด็นนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่เห็นด้วยและเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาทบทวน) 5. แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติส่วนอื่นให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติม 6. เพิ่มบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถจักรยานยนตร์ที่ได้ออกใช้ก่อนร่างพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและกรณีรถจักรยานยนตร์ที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อนที่ร่างพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้สามารถใช้ได้ต่อไป--จบ-- -นห-

ข่าว กระทรวงตามมาตรา ล่าสุด