เรื่องย่อ SEXPHONE / คลื่นเหงา / สาวข้างบ้าน - newswit

กรุงเทพฯ--14 พ.ค.--อาร์.เอส.โปรโมชั่น เรื่องมันเริ่มต้นมาจากเพื่อนบ้านคู่หนึ่ง ที่ไม่เคยลงรอยกันเลย (แม้แต่นิดเดียว) ด้วยสไตล์การใช้ชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง "ดื้อ" (บีม-กวี ตันจรารักษ์) เป็นชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย อ่อนโยน รักธรรมชาติ รักต้นไม้ "ดื้อ" อาศัยอยู่กับคุณปู่ (สมชาย สามิภักดิ์) ที่อายุมากแล้ว ทำให้เขาต้องดูแลทุกอย่างภายในบ้านเอง ซึ่งสามารถก็ทำได้ดีกว่าผู้หญิงบางคนเสียอีกส่วน "เจ" (พอลล่า เทเล่อร์) หญิงสาวลูกครึ่งออสเตรเลีย มีครอบครัวอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ "เจ" ตัดสินใจมาใช้ชีวิตตามลำพังที่กรุงเทพฯ และเพราะความที่ถูกเลี้ยงดูมาในสไตล์ฝรั่ง "เจ" จึงเป็นหญิงสาวที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง และสามารถดูแตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ "เจ" ขาดก็คือการเป็นผู้หญิงในอุดมคติของ "ดื้อ" …บ้านเธอไม่เคยเน้นความเป็นระเบียบเรียบร้อย เธอพร้อม (ทุกเมื่อ) ที่จะแหกปากร้องคาราโอเกะในยามค่ำคืนที่เธอเหงาอย่างไม่ต้องเกรงใจใคร เธอคบเพื่อนชายมากหน้าหลายตา เพราะพยายามแสวงหารักแท้ และเพื่อนซี้ที่เธอคบ ก็ล้วนแต่เป็นชายหนุ่ม ซึ่ง "ดื้อ" ไม่รู้เลยว่าที่แท้จริงแล้ว ก็คือเหล่าเกย์ล้วนๆ ดังนั้นภาพที่ "ดื้อ" เห็นเป็นประจำ และสุดแสนจะเอือมระอาก็คือ สาวข้างบ้านที่เมากลับมาเมื่อใกล้ฟ้าสาง พร้อมกับขนเพื่อนชายมาเต็มบ้าน แน่นอนว่า มันทำให้ "ดื้อ" ตั้งหน้าตั้งตารังเกียจเพื่อนบ้านสาว ที่คอยสร้างเรื่องราวให้ได้กระทบกระทั่งกันไม่เว้นแต่ละวันเรื่องราวความไม่ลงรอยกันกลับทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก เมื่อเพื่อนเกย์ของ "เจ" ที่ชื่อ "เอ็มม่า" เกิดหมั่นไส้อาการอกหักเจียนตายของ "เจ" เลยเล่นตลกด้วยการฝากเบอร์โทร. บ้าน "เจ" เพื่อเล่นเกมแก้เซ็ง ในรายการวิทยุยอดฮิต นั่นคือสถานี "คลื่นเหงา" ของ "ดีเจ.แมน" (อนันต์ บุนนาค) ที่ "ดื้อ" เป็นผู้ช่วยดีเจ.อยู่ และคืนนั้นต้องเรียกว่าพรหมลิขิต เพราะเป็นคืนที่ "ดื้อ" ต้องเป็นดีเจ.จำเป็น จัดรายการสดๆเป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะดีเจ.แมนเกิดติดธุระกระทันหัน และด้วยการพูดผิดๆถูกๆของ "ดื้อ" ทำให้ "เจ" เข้าใจผิด คิดว่ากำลังถูกพวกโรคจิตก่อกวน เธอเลยแก้เผ็ดด้วยการทำเสียง SEXPHONE กลับไป …. แต่ทว่า…คำพูดโต้ตอบแบบเผ็ดร้อนของ "เจ" นั้น ถูกออกอากาศแบบสดๆ เพียงชั่วข้ามคืน …"เจ" ก็ดังไปทั้งเมือง และนั่น…คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวโรแมนติกสุดฮา ที่คุณจะต้องติดตามว่า ความป่วนของ SEXPHONE จะกลับกลายมาเป็นเรื่องรักๆแบบโรแมนติกได้อย่างไร ? และท้ายที่สุดสัมพันธภาพระหว่าง "หนุ่มขี้เหงา" กับ "สาวข้างบ้าน" จะลงเอยแบบไหน ? เตรียมหัวใจไว้รับมือ กับภาพยนตร์ที่จะทำให้หัวใจของคุณสดชื่นตลอดทั้งปี 6 มิถุนายนนี้ SEXPHONE / คลื่นเหงา /สาวข้างบ้าน ผลงานสร้างของ … "YOHO FILM" ในเครือ อาร์ เอส.โปรโมชั่น (มหาชน) นำแสดง โดย….กวี ตันจรารักษ์ , พอลล่า เทเล่อร์ , อนันต์ บุนนาค , เชษฐวุฒิ วัชรคุณ , สมชาย สามิภักดิ์ กำกับภาพยนตร์ โดย…เหมันต์ เชตมี , เฉลิมพล บุนนาค ดำเนินงานสร้าง โดย … ภัทธิรา ปาลวัฒน์วิไชย , ชัยยงค์ โกศลโพธิทรัพย์ ,เหมันต์ เชตม เครดิตภาพยนตร์ YOHO FILM และ อาร์ เอส. โปรโมชั่น (มหาชน) เสนอ ชื่อภาษาไทย : SEXPHONE / คลื่นเหงา / สาวข้างบ้าน ชื่อภาษาอังกฤษ : SEXPHONE & THE LONELY WAVE รายชื่อนักแสดง (STARING) 1. กวี ตันจรารักษ์ (KAWEE TANJARARAK) 2. พอลล่า เทเล่อร์ (PUNLAPA TAYLOR) 3. อนันต์ บุนนาค (ANANT BOONNAK) 4. สมชาย สามิภักดิ์ (SOMCHAI SAMIPAKDI) 5. เชษฐวุฒิ วัชรคุณ (CHEATHAVUTH WATCHARAKHUN) 6. อรุณ จันทร์วงศ์ (AROON CHANTAWONT) 7. ปัญญาพล เดชสงค์ (PANYAPOL DECHASONG) 8. โอฬาริก จารุวัฒน์ (ORARIJ JARUWAT) เพลงประกอบ (MUSIC BY) อัลฟาเบท สเกล (ALPHABAT SCALE) ลำดับภาพ (EDITOR) สุทธิพร ทับทิม (SUTHIPORN TABTIM) ออกแบบเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย (COSTUME DESIGNER) เอกศิษฎ์ มีประเสริฐสกุล (EKASIT MEEPRASEARTSAGOOL) กำกับศิลป์ (ART DIRECTOR) อัครวิทย์ วิรุฬหผล (AKARAVIT WIRULHAPOL) กำกับภาพ (DIRECTOR OF PHOTOGRAPHY) เรืองวิทย์ รามสูต (RUENGVIT RAMASOOTA) ถ่ายภาพโปสเตอร์ (POSTURE PHOTOGRAPHER) ณัฐพงศ์ พรหมวิรัตน์ (NATTAPONG POMVIRAT) เรื่อง (STORY) เหมันต์ เชตมี (HEMAN CHETAMEE) บทภาพยนตร์ SCREEN PLAY ณหรรษา สุนทรพจน์ NHAHANSA SOONPORNPOJ ดูแลงานสร้าง LINE PRODUCER สุทิศา ชูเวสศิริพร SUTISA CHUVESSIRIPORN สุวัฒนา ลวดทอง SUWATTANA LUADTHONGควบ คุมและดำเนินงานสร้าง PRODUCER ภัทธิรา ปาลวัฒน์วิไชย PATTIRA PALAWATVICHAI ชัยยงค์ โกศลโพธิทรัพย์ CHAIYONG KOSOLPOTISUB เหมันต์ เชตมี HEMAN CHETAMEE อำนวยการสร้าง EXECUTIVE PRODUCER เกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์ KRIANGKRAI CHETCHOTISAK สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ SURACHAI CHETCHOTISAK ภัทธิรา ปาลวัฒน์วิไชย PATTIRA PALAWATVICHAI กำกับภาพยนตร์ DIRECTOR เหมันต์ เชตมี HEMAN CHETAMEE เฉลิมพล บุนนาค CHALERMPOL BUNNAG บทสัมภาษณ์ "คุณโจ้-ภัทธิรา ปาลวัฒน์วิไชย" ผู้บริหาร YOHO FILM ประวัติการทำงาน จบการศึกษาจากรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นก็มาอยู่ อาร์ เอส. เลย ค่อนข้างจะคนละสายเลยนะคะ แต่พอดีว่ามีพี่ที่อยู่คณะวารสารแนะนำมา แล้วรู้สึกว่าเราอยากทำ พอเริ่มรู้สึกว่าอยากทำปุ๊บ ก็เลยมาขอเค้าทำงานตัวหนึ่ง แล้วก็นำงานนั้นมาส่ง เพราะว่าเราเรียนมาไม่ตรงไงคะ ก็เลยต้องทำอะไรเหมือนกับการพรีเซ็นต์ตัวเอง ซึ่งหลังจากที่ ทำงานส่งแล้ว ก็ได้เข้ามาทำงานที่ อาร์ เอส. นี่แหล่ะค่ะ เริ่มต้นงานที่ อาร์ เอส. ก็คือทำรายการโทรทัศน์ค่ะ เป็นผู้ช่วยครีเอทีฟ พอทำได้ปีนึง ก็เลื่อนมาเป็นครีเอทีฟ แล้วก็มาเป็นโปรดิวเซอร์ จากนั้นก็เป็นหัวหน้าแผนกรายการโทรทัศน์ เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ แล้วก็เป็นผู้จัดการ หลังจากนั้นก็มาเป็นผู้บริหารอย่างเต็มตัว ในฐานะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ เอส.เทเลวิชั่น จำกัด ขอบข่ายงานของอาร์ เอส. เทเลวิชั่น นี่ เมนๆเลยก็คือรับทำรายการของ อาร์ เอส. เป็นส่วนใหญ่ อย่างบริษัทอื่นๆ ก็มีรายการแค่ 2-3 รายการ แต่ของ อาร์ เอส. เทเลฯ มีอยู่ 8-9 รายการ นอกเหนือจากนั้นก็จะมีรับทำมิวสิกวิดีโอ แล้วก็งานนอก คืองานพรีเซ็นต์ต่างๆ แล้วก็ทำเทเลมูฟวี่ด้วยค่ะ สำหรับจุดแรกเริ่มที่อยากทำหนัง เริ่มจากชอบดูหนังรัก โรแมนติกมาก แล้วก็จริงๆแล้วทำงานเกี่ยวกับหนังให้กับ อาร์ เอส. ในส่วนของโปรโมทมาตลอดนะคะ ตั้งแต่เป็นครีเอทีฟฝ่ายรายการ จนมาเปิดบริษัท อาร์ เอส.เทเลวิชั่น ซึ่งพอมาตั้งเป็นบริษัทปุ๊บ ทางผู้บริหารก็เปิดกว้าง คืออยากทำอะไร ก็มาเสนอกัน ก็เลยปรึกษาว่าทำโปรโมทหนังมาตั้งเยอะแล้ว อยากทำหนังเองบ้าง ทางผู้บริหารก็บอกว่าอยากทำก็ไปคิดมาเสนอดู พอเสนอปุ๊บ ก็โอเค. ก็เลยเปิดมาเป็น โยโฮ ฟิล์ม (YOHO FILM) ซึ่งคำว่า "โยโฮ" นี่ จริงๆแล้วแปลว่าร่วมแรงร่วมใจ เป็นภาษาอังกฤษ ที่มีอยู่ในดิก ฯ แต่ว่ามีอยู่ไม่กี่เล่ม ซึ่งเหตุผลที่เลือกนี่ เพราะความหมายก็ดี แล้วก็มันออกญี่ปุ่นๆหน่อย นี่ก็ชอบ เปิดตัวหนังเรื่องแรกด้วย " SEXPHONE /คลื่นเหงา / สาวข้างบ้าน" ก็คือตอนที่เฮีย (คุณสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์-ประธานกรรมการบริหาร .อาร์ เอส.โปรโมชั่น จำกัด (มหาชน) ) โอเค. ก็บอกเฮียว่าขอทำหนังโรแมนติก คอเมดี้ คิดว่าถนัดที่สุด คือเริ่มต้นจากที่เราชอบ เพราะหนังคืองานใหม่ที่เราเพิ่งเริ่ม ก็เลยเลือกแนวที่เราชอบก่อน หลังจากนั้นก็มาคุยกับ "พี่พุ" (เหมันต์ เชตมี) ซึ่งเป็นคนกำกับฯ "ปอบ หวีด สยอง" คือพี่พุนี่ เมื่อก่อนอยู่ อาร์ เอส.อยู่แล้ว จริงๆแล้วเป็นพี่ที่นับถือคนหนึ่ง เพราะเค้าเก่ง เวลาติดอะไรก็จะถามเค้าตลอด ก็บอกเค้าว่าอยากทำหนังโรแมนติกเรื่องหนึ่ง เค้าก็ไปคิดมาเป็นแบบนี้ คือโจ้ให้คอนเซ็ปท์ไปว่าอยากได้แนวหนังแบบนี้ๆ พ่อแง่ แม่งอน แต่ไม่อยากทำให้ออกมาเป็นตลก พอเสนอเรื่องก็มาก็โอเค.ชอบ ก็มาคุยกันต่อ ก็ไปคุยกับทีมหนัง ในส่วนของนักแสดง อย่าง "บีม" นี่ ได้ดูงานของเค้าเยอะ รู้สึกว่าเค้ามีเสน่ห์ รู้สึกว่าเค้าเป็นคนโรแมนติกสุด แล้วก็พล็อตเรื่องพระเอกต้องมีความโรแมนติกอยู่แล้ว แล้วก็ต้องมความดื้อ บีมมีหมดเลย ตรงมาก ชื่อเรื่อง มันมาจากเรื่องของ SEX PHONE ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ คลื่นเหงา ก็คือคลื่นวิทยุ แต่ส่วนใหย่พอพูดถึงคลื่นเหงา คนจะนึกถึงคลื่นทะเล ส่วนสาวข้างบ้านก็คือสัมพันธภาพระหว่างคน 2 คนนี้ ที่อยู่บ้านติดกัน แต่ต้องคิดกันนานมากเลยค่ะ ซึ่งพอได้ชื่อนี้มา ก็ลงตัว แล้วก็คล้องจองกันดีด้วย เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ มองว่าตลอดทั้งปีนี้ หนังเรื่องนี้จะเป็นหนังที่ ดูแล้วจะสดชื่น อย่างตัวอย่างของภาพยนตร์ก็จะเขียนว่าพบกับภาพยนตร์ที่จะทำให้หัวใจคุณสดชื่นที่สุดในปีนี้ รู้สึกแบบนั้น เพราะดูแปลนหนังแล้ว ทั้งปีไม่มีหนังแนวนี้เลย แนวทางของโยโฮ ไมได้จำกัด เพราะมีโปรเจ็กต์เรื่องอื่น ก็ไม่ใช่แนวโรแมนติก ออกกองมั้ย ไม่ค่อยออกกอง เพราะต้องทำงานออฟฟิศด้วย งานส่วนใหญ่จะจบบนโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็นบท ประชุมกันทุกวัน แก้กันไป คือคุยเรื่องบทนี่นานมาก กว่าจะลงตัว เพราะหนังโรแมนติก อย่างพวกไดอะล็อก มันค่อนข้างจะยาก ใช้เวลานาน ส่วนถ่ายถ้าไป ก็คือไปเหมือนไปเยี่ยมเยียนมากกว่า เพราะว่าพี่พุ ดูแลโปรดั๊กชั่นทั้งหมดอยู่แล้ว ทำเรื่องแรก หนักใจมั้ย ไม่หนักใจเลย ทำงานตามเซ็นต์ อย่างบทของจบเอง ดูเองหมด ตามเซ้นต์เลย อย่างเราเป็นเรื่องแรก แต่คนเขียนบทนี่มืออาชีพ ก็จะมีปัญหาบ้าง เพราะเค้ามีประสบการณ์มากกว่า แต่สุดท้ายนี่ ถ้าตัดสินใจเองแล้ว ก็ต้องใช้เซ้นต์อย่างเดียวเลย เพราะเราบอกทุกคนหมดเลย คนเขียนบท พี่พุ หรือแม้กระทั่งฝ่ายโลเกชั่น ทุกอย่าง คอนเม้นต์ตามเซ้นต์ ตามความรู้สึกเลยว่า มันไม่ควรเป็นแบบนี้ ไม่น่าเป็นแบบนี้ วิธีอธิบาย พอตามเซ้นต์ปุ๊บ สมมติว่าเราติดไดอะล็อกนี้ เราก็จะถามว่าจริงเหรอ ? พระเอกพุดแบบนี้มา แล้วนางเอกจะตอบแบบนี้จริงเหรอ ? เราไม่เชื่อ ก็จะถามกันว่าถ้าเป็นเรา เราจะตอบแบบนี้หรือเปล่า ปรากฏว่าไม่ตอบ ไม่ตอบก็แสดงว่าเป็นบทภาพยนตร์ไม่ได้ เพราะหนังมันต้องจริงมากๆเลย พูดง่ายๆว่าใช้ความรู้สึกแรกตัดสิน ถ้าติดก็คือต้องมีการคุยกันส่วนใหญ่จะถ้าสิ่งที่เราคอมเม้นท์ สมมติว่าดอกไม้ทำไมต้องเป็นดอกนี้ ทั้งๆที่น่าจะเป็นดอกนั้น คือถ้าเค้าบอกว่าควรจะเป็นดอกนี้เพราะอย่างนี้ๆ แล้วเราเออวะ ยอมแพ้เหตุผล ถ้าจะเคาะก็คือเคาาะกันที่ยอมแพ้เหตุผลของแต่ละคน ขึ้นอยู่กับว่าเหตุผลของใครหนักแน่นกว่ากัน ถ้าเค้าตอบเราไม่ได้ ก็แสดงว่าไม่จริง ถ้าเค้าตอบเราได้ ก็แสดงว่าจริง ใช้เวลานานมากในการพิจารณาบท เพราะว่าเคาะกันทุกไดอะล็อก หรือแกระทั่งมุข ในขณะเดียวกันงานประจำก็ต้องทำ คืออย่างน้อยที่สุด เราไม่ได้ถ่ายเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะทำได้ ก็คืองานไหนที่สามารถเคาะได้บนโต๊ะ ก็ต้องทำ ช่วงนั้นก็หนักหนาสาหัสมาก โปรโมทหนังคนอื่นมาเยอะแล้ว กำไรมั้ย มีผลมาก มีผลกับการตัดสินใจทำหนังมาก คือเราตัดโปรโมทหนังมาเยอะ เราก็พอจะรู้ว่าอะไรคือข้อดี ข้อด้อย ได้เปรียบมั้ย ได้เปรียบตรงที่ว่าเราก็ไม่ต้องไปนั่งอธิบายให้ใครฟัง เพราะเราก็ทำเองคิดว่าช่วงเวลาเหมาะสมมั้ยคิดว่าเหมาะนะคะ เพราะช่วงนี้หนังแนวนี้ไม่มีเลย อย่างหนังรักเรื่องอื่นๆที่ผ่านมา ก็จะหนักๆหน่อย โตๆหน่อย ค่อนข้างจะออกดราม่าด้วยซ้ำ ความต่อเนื่องในการทำงาน ตอนนี้ก็มีโปรเจ็กต์ที่เตรียมไว้แล้ว แต่จะเป็นคนละแนวกับคลื่นเหงา ซึ่งก็ต้องดูความเหมาะสมก่อนว่าจะมากน้อยขนาดไหน แต่เท่าที่แปลนไว้ได้ ก็คือปีละเรื่อง ถ้าปีละ 2 เรื่อง ไม่ไหว ส่วนละคร ยังไม่มีโครงการจะทำ เพราะไม่ถนัด ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนังที่พล็อตเอง แต่ก็ต้องดูก่อนว่า เหมาะสมกับช่วงเวลานั้นๆแค่ไหน ตอนนี้ก็เตรียมคิดพล็อตเก็บไว้ ถ้าคิดว่าเรื่องไหนพัฒนาได้ ก็จะนำเสนอต่อไป แล้วพล้อตไหนที่เหมาะกับผู้กำกับฯคนไหน ก็ตะมีการติดต่อ แล้วก็จะมีการพัฒนาบุคลากรมาเป็นผู้กำกับฯเองด้วย ความคาดหวัง ปกติคนเราย่อมต้องมีหนังรักในใจ อยู่แล้ว ก็คาเดหวังว่าต่อไป ถ้าพูดถึงหนังนักในดวงใจ ก็อยากให้หนึ่งในนั้นเป็นหนังของเราก็แค่นั้น สัมภาษณ์ "คุณพุเหมันต์ เชตมี" ผู้กำกับ - ช่วงที่ผ่านมา จาก "ปอบ หวีด สยอง" ก็กลับมารับทำมิวสิกวิดีโอ เช่นเพลงของ "บิ๊ก" ที่เล่นกับ "ต้อง" อัลบั้ม"วัยร้ายเฟรชชี่" , เพลง "ขาดใจ" ของ "เอิร์น" ที่เล่นกับ "แบงค์" ,ของ "โมโน" ,โฆษณา - คุยกับ "พี่โจ้" บอกว่าอยากทำหนัง ถามเราว่ามีเรื่องอะไรมั้ย ที่อยากทำ ก็เลยเสนอเรื่อง "คลื่นเหงา" ซึ่งมีพล็อตอยุ่ในใจแล้ว เป็นพล้อตที่ต้องทำเป็นหนังถึงจะสนุก ถ้าเล่ามานี่ จะไม่สนุก เคยให้คนอื่นอ่านก็ไม่สนุก เพราะไม่มีหน้าหนังที่จะขาย แล้วก็เป็นคนพูดไม่เก่ง พรีเซ้นต์ไม่เก่งด้วย อธิบายไม่ได้ว่าสนุกนี่ สนุกยังไง คือมีความรู้สึกว่าอยากให้ตัวหนังมันทำงานมากกว่า ที่จะเอาหน้าหนังมาขาย แล้วตัวหนังไม่ทำงาน พอดีโจ้เค้าชอบโรแมนติก คอเมดี้อยู่แล้ว พอเล่าปุ๊บก็เก็ต ก็โอเค.ทำ แล้วก็ถามถึงนักแสดง ก็เลือก "บีม" เพราะรู้สึกว่าหน้าตาเค้าให้อยู่แล้ว คือไม่ใช่เป็นคนที่หล่ออะไรมากมาย หน้าใสๆ ตอนแรกที่เห็นเราก็ อุ๊ย!! หน้าใสๆนี่จะรอดมั้ยเนี่ย หน้าใสไปเปล่า เพราะในเรื่องต้องดื้อๆหน่อย แล้วก็โวยวายๆ แต่คิ้วเค้าก็เข้ม เวลาเค้าขมวดคิ้วก็ดูเอาเรื่องเหมือนกันนะ แต่มันติดที่หน้าใสอยู่ ก็เลยบอกว่าอีก 2 วันมาเจอกันใหม่ได้มั้ย ไว้หนวดไว้เครามาให้ดูหน่อย พออีก 2 วันมาดู เออ !! ใช่ ดูเป็นคนธรรมดาที่ไม่ค่อยใส่ใจกับตัวเองมาก ในเรื่องของหนวดเครา เสื้อผ้า อยากให้คนทั่วไปมาดู แล้วรู้สึกว่าเสื้อผ้าพวกนี้เราใส่ได้ แล้วบ้านที่อยู่ ก็เป็นบ้านคนธรรมดา รถที่ใช้ก็เป็นรถกระป๋อง อาชีพก็ไม่ได้เป็นอาชีพที่เท่ แค่ลูกน้องในสถานีวิทยุ คือคนสัมผัสในตัวบีมเรื่องนี้ได้ ไม่ได้เริ่ดหรูอะไร ส่วน "พอลล่า" ต้องเรียกว่าโชคดีมากที่ได้ "พอลล่า" เป็นธรรมชาติ แล้วก็เล่นได้น่ารักมาก แล้วเค้าก็สนุก แล้วก็ยอมให้หมด คือจะให้เล่นอะไรก็เล่นหมด เหมาะกับบุคลิกในเรื่องมาก เพราะในเรื่องเป็นสาวขี้วีน ตัวจริงก็วีน ภาษาในบทก็เป็นชีวิตของเค้าอยู่แล้วเพราะเป็นลูกครึ่ง ก็เป็นธรรมชาติของลูกครึ่งอยู่แล้วที่พูดไม่ชัด ในบทเป็นลูกครึ่งอยู่แล้ว เพราะว่าการที่ผู้หญิงจะต้องมาใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ซึ่งถ้าเป็นคนไทยมันก็คงแปลกๆ แล้งคาแรกเตอร์ในเรื่องก็จะต้องเป็นคนหัวคิดอิสระ คือถูกเลี้ยงมาไม่เหมือนคนไทยอยู่แล้วกับ "เอิ๊บ" แบ่งหน้าที่ยังไง - จริงๆแล้วผมเป็นโปรดิวเซอร์ ดูภาพรวมทั้งหมด เอิ๊บเป็นคนกำกับฯ แล้วผมก็ดูอีกทีว่าได้หรือไม่ได้ การตัดสินใจอยู่ที่ผม แต่ผมยกเครดิตให้ "เอิ๊บ" - ไม่มีฉากไหนลำบาก เพราะเป็นหนังที่ไม่ได้มีฉากที่เป็นโปรดั๊กชั่นที่ยาก จะมีปัญหาที่เรื่องคิวของนักแสดงมากกว่า คิวไม่ตรงกัน อย่างนางเอกก็เคลียร์คิวให้ แต่ก็ต้องเจอกันครึ่งทาง อย่างบางทีเค้าก็มีงานที่จะต้องไปสิงคโปร์ หรือฮ่องกง เราก็เบรคก่อนเพื่อให้พอลล่าไป สรุปแล้วใช้เวลาประมาณ 5 เดือน - เป็นหนังที่ยิ้มทั้งเรื่อง ไม่มีซีเรียส - เรื่องของ SEXPHONE มันเริ่มมาจากความคิดที่ว่า เวลาคนเราปวดท้องจะเข้าห้องน้ำ มันก็คงมีเสียงอะไรที่ชวนให้คนเข้าใจผิดได้ ก็เลยกลายมาเป็นแก๊กนี้ ซึ่งในเรื่องนางเอกจะเข้าใจผิด แล้วนางเอกเป็นคนแสบอยู่แล้วในเรื่อง ก็เลยกลายเป็นเรื่องขึ้นมา คือเป็นความคิด แล้วก็เข้าใจผิดของนางเอก ทำให้เรื่องดำเนินต่อไป - เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ ถามว่าแตกต่างกับหนังอื่นๆมั้ย เอาพูดให้แคบไปเลยดีกว่า เอาแค่เมืองไทย ไม่พูดถึงหนังเกาหลี หนังฮ่องกง หรือหนังฝรั่ง แต่เมืองไทยนี่ ถ้าสังเกตดูหนังแบบนี้มันไม่มีเลย นานแล้วตั้งแต่พวก "ซึม" เกือบ 10 ปีแล้ว ที่ไม่มีหนังรักใสๆแบบนี้ แล้วอีกอย่างหนึ่งที่อยากทำหนังแบบนี้ คือผมไม่ชอบเลิฟซีน คือเลิฟซีนแบบโจ๋งครึ่มนี่ไม่ชอบเลย อย่างใน "ปอบ" ก็ไม่มี อย่างมากสุดคือหอมแก้มกัน แล้วหนังเรื่องนี้ก็คือไม่มีเลิฟซีนเลย ซึ่งในความรู้สึกคิดว่าทำไมหนังเรื่องนึงต้องมีเลิฟซีน ซึ่งบางเรื่องก็ไม่มีเหตุผล ก็เลยอยากทำหนังที่ทุกคนดูได้ แล้วไม่มีฉากไหนที่ดูแล้วรู้สึกว่าส่อให้เห็นถึงเรื่องเพศ แล้วผมก็เชื่อว่าถ้าผมทำหนังเรื่องต่อๆไปก็จะไม่มีเลิฟซีน - หนังเรื่องนี้สาระเพียบ อย่างในเรื่องของคนแก่ถูกทิ้ง เรื่องของพ่อ-ลูกทะเลาะกัน ตอนพ่อตามหาลูก แล้วประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ความรัก อย่างในเรื่องนี้สุดท้ายสุดมันจะมีพูดนึงที่บอกว่า….เวลาที่จะบอกรักคนเนี่ย ให้บอกต่อหน้า อย่าบอกผ่านพวกอุปกรณ์สื่อสาร ซึ่งหนังถูกปูมาแบบนี้ตลอด ซึ่งมันจะโรแมนติกกว่า ที่เราจะฮัลโหล ผมรักคุณน่ะ สู้บอกรักกันต่อหน้าดีกว่า - ตั้งใจสะท้อนให้เห็นถึงความอบอุ่นในครอบครัว อย่างเวลาที่พ่อกับลูกทะเลาะกัน แล้วลูกหนีออกจากบ้านเนี่ย อยากให้คนที่หนีออกจากบ้าน คิดว่าพ่อเนี่ยจะมีความรู้สึกยังไง แล้วก็ในเรื่องของคนแก่ที่อยู่บ้านพักคนชรา ความรู้สึกมันน่าหดหู่ ว่าทำไมต้องไปทิ้งเค้า - กับเรื่องแรกการกำกับฯจะต่างกัน เพราะเรื่องนั้นเราจะเอาตลกอย่างเดียว บางทีมีการคิดมุขสดๆตรงนั้นตลกมั้ย ถ้าไม่ตลกเปลี่ยน แต่เรื่องนี้มันมีสคริปท์ของมันอยู่แล้ว แล้วก็ต้องทำให้ได้ในเรื่องของอารมณ์ของโรแมนติก แล้วก็เรื่องของความคาดหวัง คือเรื่องนี้ไม่ใช่หนังตลก เพียงแต่ดูแล้วอมยิ้ม มีความสุข - บทสนทนาจะเป็นธรรมชาติของคนพูดกัน จะไม่มีคำพูดอะไรที่เป็นคำเปรียบเทียบหรืออะไร แต่จะชอบอยู่ประโยคนึงที่บอกว่าถ้าเวลาโมโห แล้วคิ้วขมวด ให้เอานิ้วดัน - คาดหวัง คือนานแล้วที่ไม่มีหนังแบบนี้มาให้ดู ก็อยากให้มาดูกัน แล้วจะรู้สีกว่าสดชื่น แล้วก็มีความสุข คนทำก็ทำอย่างมีความสุข เพราะเป็นเรื่องที่เราคิดมาเอง ส่วนเรื่องแรกเป็นโจทย์ที่เค้าให้มาอยู่แล้ว - สัมภาษณ์ "เอิ๊บ-เฉลิมพล บุนนาค" ผู้กำกับ - ผลงานที่ผ่านมา ก็เคยทำงานประจำที่อาร์ เอส. มิวสิกวิดีโอ แล้วก็ออกมาเป็นฟรีแลนซ์ได้ประมาณ 4 ปี ก็ทำมาหลากหลาย อย่างสปอตโฆษณาบ้าง วิดีโอพรีเซ้นต์บ้าง หลังๆก็ทำรายการ โดย "พี่พุ เป็นคนชักนำ ก็มีรายการดีเอ็นเอ. ,เรด ซี้ด - อย่างการที่ได้เข้ามาทำหนังนี่ ก็คือหลังๆได้ร่วมงานกับ "พี่พุ" บ่อย พอ "พี่พุ" มีโปรเจ็กต์ที่จะได้ทำหนังเรื่องนี้ ก็ดึงเข้าไปช่วย - โครงเรื่องหลักๆมาจาก "พี่พุ" แล้วก็มาเขียนบท ระหว่างเขียนบทก็เอามาขายกัน ก็มีส่วนในการช่วยคิด ปรับปรุง ให้มันกลมที่สุด มีมิติที่สุด - การคัดเลือกนักแสดง ก็มีการสกรีนเทสต์กัน อย่าง "พอลล่า" ธรรมชาติเค้าเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองอยู่แล้ว มีความสดใส ร่าเริง สนุกสนาน ความต้องการคาแรกเตอร์แบบนี้ ซึ่งมันมีอยู่ในตัวนางเอกเนี่ย มันมีหลายอย่างที่ตรงกับเค้าอยู่แล้ว - เนื้อหาของเรื่อง พยายามจะดึงทุกส่วนที่เป็นนิสัยของคนไทยมาแอบแฝงๆไว้ เช่นการเคารพผู้ใหญ่ หรืออย่างเพื่อนบ้านก็ต้องมีการพึ่งพาอาศัยกัน แม้กระทั่งเรื่องของการดูแลผู้ใหญ่ในบ้าน ก็เห็นเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว ก็เลยเอามาแฝงไว้ในเรื่อง - ขั้นตอนการทำงาน พี่พุจะดูรวมๆทางด้านโปรดั๊กชั่น ส่วนผมจะเน้นเรื่องการแสดง แอ็คติ้ง แต่ก็มีการปรึกษากันตลอด โดยมีพี่พุเป็นเมน ผมจะอยู่หน้ามอนิเตอร์ ดูแอ็คติ้ง แล้วก็เข้าไปบรีฟแอ็คติ้งนักแสดง ขั้นตอนการตัดต่อให้คนตัดต่อ ส่วนเราแค่เข้าไปตรวจ - ระหว่างการถ่ายทำ ทุกอย่างคือสโคปของหนังค่อนข้างจะใหม่สำหรับผม หลายๆอย่างยังไม่ค่อยรู้เรื่อง ต้องปรึกษาผู้ชำนาญเฉพาะเรื่อง เช่นขบวนการฟิล์ม หรือแสง ส่วนรายละเอียดอื่นๆก็คล้ายๆกับที่ทำมา เพียงแต่ว่าสโคปมันใหญ่ขึ้นเท่านั้นเอง - การแอ็คติ้ง โค้ชนักแสดง อย่างนักแสดงหลักๆ 2 คนนี่ ก่อนจะถึงขั้นตอนการถ่ายทำ มีการให้เค้าไปเรียนเรื่องการแสดงมา เค้าก็จะได้ประสบการณ์จากที่เรียน หรือว่าวิธี ซึ่งตรงนี้ก็ช่วยเราได้เยอะอยู่แล้วนะครับ แล้วก็ผมเข้าไป ผมก็จะแค่เพิ่มเติมอีกนิดหน่อยว่ามากไป น้อยไป พยายามจะย้ำให้เค้าจำว่าตัวละครตัวนี้จริงๆแล้วเป็นยังไงเท่านั้นเอง แต่ไม่ถึงกับว่าต้องเล่นให้เค้าดู เพราะว่ายังอยากให้เค้าใช้ความเป็นตัวเอง พรีเซ้นต์ออกมาว่าถ้าเค้ามองว่าบทแล้วนี้ เค้าจะเล่นออกมายังไง ไม่ถึงกับว่าต้องก๊อบกันว่าต้องเล่นแบบนี้ แบบนี้นะ - เวลากำกับฯนักแสดงรุ่นเดอะ อย่าง "พี่เอ" หรือ "ลุงปุ๊ย-สมชาย" ผมกลับมองว่าพวกรุ่นเดอะนี่ จะมีตรงนี้ (อีโก้) น้อยกว่าด้วยซ้ำ เพราะเค้าจะเข้าใจว่าหน้าที่ใคร หน้าที่ใคร แล้วก็ไม่ค่อยมีปัญหา อย่าง "ลุงปุ๊ย" แล้วก็ "พี่เอ" ก็ผ่านงานมาเยอะ แล้วก็บทที่เค้าเล่นในเรื่อง ก็ไม่ถึงกับว่าซับซ้อนจนเค้างงหรืออะไร มีหลายๆส่วนที่มีอยู่ในความเป็นจริงที่ "พี่เอ" มีอยู่ อย่างความอบอุ่น ความน่ารัก หรือว่าความสนุกสนาน เค้ามีอยู่ในตัวอยู่แล้ว "ลุงปุ๊ย" ก็เป็นผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่งที่ดูแลหลานๆ ซึ่งก็ใกล้กับความที่แกมีอยู่ - "พี่เอ" ค้อนข้างจะมีบุคลิกเฉพาะตัว อย่างเรื่องของเสื้อผ้า ตั้งใจให้คาแรกเตอร์ออกมาเป็นคนธัมมธรรมโม เพื่อให้มีความขัดกันว่า คนหนึ่งธัมมธรรมโม แต่ต้องทำงานร่วมกับคนที่อย่าง "เต่า" เนี่ย เป็นคนชอบอ่านหนังสือโป๊ ซึ่งเรียกว่าค่อนข้างจะขัดแย้งกัน แต่เค้าก็อยู่ด้วยกันได้ ก็มาเจอกันตรงกลาง ในส่วนที่ความชอบส่วนตัวก็ไม่ได้ยุ่งกันมาก แต่อย่ามาเกินเลยกันในเรื่องของการทำงาน ซึ่งก็เป็นรายละเอียดที่น่ารักดี ที่คน 2 พวกที่น่าตะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่กลับต้องมาอยู่ในออฟฟิศเดียวกัน แล้วทำงานด้วยกันได้ อยากให้เห็นว่าจริงๆแล้วเรื่องแบบนี้มันเป็นไปได้ที่จะเจอในสังคมการทำงานจริงๆ - การทำให้ "พี่เอ" ไม่เหมือนเดิม ตอนแรกๆก็ห่วงเหมือนกัน ห่วงเรื่องลุกละครเหมือนกัน ภาพแรกกลัวจะเป็นแบบนั้น แต่พอผ่านการแสดงแล้ว "พี่เอ" ตีบทแล้ว "พี่เอ" ก็เล่นเป็น "พี่แมน" ได้อย่างสมบทบาท "พี่เอ" ไม่ได้เป็นคนตลกเกินไปอย่างในหนังเรื่องอื่นๆ "พี่เอ" ยังมีความเคร่งขรึม หลายๆบทเวลา พี่เอ" เล่น ยังเล่นขรึมเกินไป จนเราต้องบอกว่าพี่ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ คือเค้าค่อนข้างจะระมัดระวังว่า เวลาที่เค้ามาเล่นแล้ว เค้ากำลังจะเล่นเป็นคนที่ธัมมธรรมโม เค้ากลับมองลึกกว่าเราด้วยซ้ำว่า มันตลกไปรึเปล่า จริงๆแล้วมันต้องขรึมกว่านี้นะอะไรแบบนี้ คือไม่ต้องห่วงเลยว่าคาแรกเตอร์จะซ้ำกับเรื่องอื่นๆ เพราะ "พี่เอ" เค้าจะดึงให้เราอยู่แล้ว - "บีม" ตั้งใจมากๆ ก็คุยกับเค้า เค้าก็เปรยๆว่าเรื่องแรกเค้าแข็ง ผมยกความดีให้เรื่องของการเรียนแอ็คติ้งมาก่อน แล้วก็ความตั้งใจ หลายๆซีน เวลาเล่นไปแล้ว เค้าจะมาทวนว่าเค้าเล่นเป็นยังไง เราก็บอกว่าเออแบบนี้ๆ หลายครั้งเค้าก็ขอเทคเอง หลังจากนั้นพอเค้าเริ่มอินขึ้น มันก็จะง่ายๆขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญคือเค้ามีความพยายาม อย่างซีนที่เค้าของถ่ายใหม่ คือซีนที่เค้าอ้อนสาวในสถานีวิทยุตอนฝนตก เค้ารู้สึกว่าเค้าไม่เคยกับสถานการณ์แบบนี้ แบบบอกรักสาว มันไกลกว่าที่เค้าจะนึกถึง พอเล่นเสร็จ ก็ถามว่าคิดว่าไง เค้าก็บอกว่าเค้าขอลองใหม่ การลองใหม่หมายถึงในอีก 1 วันเลยนะ แล้วก็ดีขึ้นจริงๆด้วย - วิธีการทำงานก็คือผมจะพยายามให้เค้านึกถึงสิ่งที่มันผ่านมา หลังจากที่มันร้อยเป็นเรื่องแล้ว ว่าไอ้ตรงนี้อารมณ์มันถึงตรงนี้ เพราะว่ามันผ่านอะไรมาบ้าง เพราะบางทีซีนที่ถ่าย มันยังไม่ผ่านตรงนั้นมา หรือบางทีถ่ายข้ามไป-ข้ามมา เค้าต้องคิดตามให้ทันว่า ซีนนี้ มันผ่านเหตุการณ์อะไรมาแล้วบ้าง เค้าต้องไล่เรื่องเองว่า มันถึงตรงนั้นๆแล้ว แล้วรวบรวมเอามาเรียบเรียง ว่าถ้าคนๆนี้ เจอเหตุการณ์แบบนี้ พอถึงตรงนี้แล้ว เค้าจะทำยังไง ซึ่งพอมันมีเวลาที่จะได้ทบทวนเรื่องราว การบิ้วอารมณ์มันก็มีมากขึ้นมาเอง - หนังเรื่องนี้มีส่วนหนึ่งที่ค่อนข้างยาก ตรงที่ว่าการพูดโต้ตอบทางโทรศัพท์ มันไม่ได้พูดโต้ตอบด้วยตัวจริง อีกฟากหนึ่งเป็นอะไร อีกฟากหนึ่งต้องเล่นเอง บางทีถ้าคิวไม่ได้เจอกันนี่ พวกน้องที่เป็นทีมงานก็จะเป็นเสียงไกด์ให้ แต่บางทีมันก็ไม่ถึง บางทีถ้าคนหนึ่งถ่ายไปแล้ว ก็จะเพลย์ให้อีกคนดูว่าเค้าเล่นเป็นยังไง เวลาเราเล่น เราก็ต้องเล่นตอบเค้าแบบนี้นะ แต่ถ้าเกิดว่ามีโอกาสได้ร่วมซีนกันวันนั้น ก็จะเอาเค้ามานั่งถ่ายด้วยกัน เพื่อส่งฟิลล์ให้จริงๆเลย แต่บ่อยครั้งที่ต้องเล่นเองคนเดียว ซึ่งพอเป็นหนังที่พูดโต้ตอบทางโทรศัพท์แล้วถือว่ายาก - หนังสดชื่นมั้ย ? ดูแล้วยิ้มนะ ดูแล้วมีความสุขดี ด้วยเรื่องที่พาให้คน 2 คน ที่ไม่น่าที่จะมาลงเอยด้วยกันได้นี่ มันเหมือนเราพยายามช่วยลุ้นอยู่แล้วระดับนึง พอมันผ่านเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงมา จะดีกัน แล้วก็ไม่ดีกัน แต่จบแบบแฮปปี้นี่ พอเราตามแล้วเรารู้สึกโล่ง แล้วก็มีความสุข แล้วก็สดชื่น ยิ้ม บางทีเราแอบเอาไปคิดเผื่อตัวเองได้ว่า เวลาเราเจอปัญหาอ่อนลงบ้าง เราต้องทำความเข้าใจกับเค้าบ้าง ทำให้ส่วนนี้มันน่าจะดูแล้วชื่นใจ - ชอบฉากไหน ? ชอบฉากที่เมืองนอก ทำงานเมืองนอกสนุก อากาศมันดี อะไรก็สวยไปหมด ถ่ายยังไงก็สวย ตัวบ้านผม ก็ชอบ ผมชอบความที่มันดูว่าสามารถสะท้อนความจริงได้ เพราะส่วนตัวก็มีบ้านลักษณะคล้ายๆแบบนี้ อยู่ติดกับคนที่ไม่รู้จัก แล้วจะต้องมีปัญหา ซึ่งมันเกิดขึ้นได้จริงๆ แล้วกว่าจะได้บ้าน 2 หลังที่ติดกันจริง มันเป็นขั้นตอนหนึ่งที่ยากมากของการทำงาน เพราะว่าบางทีได้หลังหนึ่งที่ถูกใจ อีกหลังหนึ่งไม่สวย หรือสวย 2 หลัง แต่อีกหลัง ไม่ให้ มันก็เลยกว่าที่จะมาเจอตรงกลางว่า บรรยากาศโดยรวมใช่ บ้านหลังนี้ก็ใช่ หลังนี้ก็ใช่ แล้วก็ให้ทั้งคู่ ใช้เวลาตระเวนเยอะเหมือนกัน ก็มีการเพิ่มเติมของตกแต่งนิดหน่อย ไม่มาก - คาดหวัง คิดว่าคนที่เข้าไปดู แล้วมีความสุข แล้วก็บอกต่อๆกันเอง น่าจะได้ผลตอบรับที่น่าพอใจระดับหนึ่ง เพราะตัวบทเป็นบทที่น่ารัก ดูสบาย หนังแบบนี้ น่าจะมีคนหลายๆกลุ่มชอบ ผมว่าดูได้ทั้งครอบครัว - เรื่องเมืองนอก ตัวเรื่องมันจำเป็นต้องไปอยู่แล้ว เพราะว่าปมสุดท้ายที่ขมวดไว้ที่เค้ามีปัญหากันนี่ เป็นปมที่ค่อนข้างจะแรงนิดนึง แรงตรงที่ความรู้สึกที่เสีย กับคนที่ดีด้วย ซึ่งตัวนางเอก ด้วยความเป็นคนแข็ง และความที่เป็นคนเพื่อนน้อยนี่ ก็เป็นคนที่ไม่ค่อยมีคนที่รู้สึกดีด้วยเท่าไหร่ พอเจอตรงนั้นแล้วมันเหมือนเข้าใจกันผิดแล้วร้ายใส่กัน เค้าก็เลยรับไม่ได้ ก็เลยต้องหนีออกไปให้ไกล คือในเรื่องเค้าจะเป็นคนที่ชอบหนีปัญหาอยู่แล้ว ถ้าคนไม่ใช่ เค้าก็หนีไป พอมาถึงตรงนี้ทั้งๆที่เกือบจะใช่แล้วนี่ เค้าก็เลยจะหนีให้ไกลขึ้น แล้วก็ที่ที่เค้าไป เป็นที่ที่เค้าฝันอยากไปอยู่แล้ว พอมันเกิดตรงนั้นขึ้น เค้าก็เร่งตัวเองให้ไปเร็วขึ้น สัมภาษณ์ "พอลล่า" - ผลงานที่ผ่านมา หนังเรื่อง "999,9999 ต่อติดตาย" แล้วก็ละครเรื่อง "ละอองเทศ" - เล่นเป็น "เจ" เป็นสาวมั่น อยู่คนเดียว ไม่ถูกกับพระเอก ชอบโวยวาย ใจร้อน ส่วนที่คล้ายกับตัวเองก็คือใจร้อนเหมือนกัน แต่ไม่ถึงขนาดในเรื่อง มาเล่นเรื่องนี้แล้วชอบมาก สนุกมาก ชอบคาแรกเตอร์ของตัวละครในเรื่อง ทีมงานก็น่ารัก ทำงานไปหัวเราะตลอด ตอนแรกที่ติดต่อเข้ามา จะไม่รับอยู่แล้ว เพราะตั้งใจจะไปทำงานที่เมืองนอก ก็ปฎิเสธเลยว่าไม่เอา ไม่เล่น ไม่ดู ไม่อ่านอะไรทั้งนั้น แต่พี่ๆเค้าคะยั้นคะยอว่าไม่เล่นก้ได้ ขอให้อ่านหน่อยแล้วกัน เพราะบทตรงกับพอลล่ามากๆ พออ่านบทเสร็จก็ปิ๊งเลย ปิ๊งจริงๆค่ะ อ่านไปยิ้มไปทั้งเรื่อง แล้วก็หัวเราะด้วย ร้องไห้ด้วย จริงๆนะคะ เพราะว่าเรื่องมันน่ารัก พออ่านเสร็จยังนึกเลยว่าหนังออกมาต้องน่ารักแน่เลย แล้วก็รู้เลยว่าคาแรกเตอร์ค่อนข้างตรงกับตัวพอลล่ามากๆ เข้าใจคาแรกเตอร์ของตัวละครในเรื่องได้เลย แล้วก็ชอบคาแรกเตอร์ของ "เจ" มาก อยากเป็น "เจ" ไปนานๆ - ตอนอยู่เมืองนอก เคยเล่มเกมทางวิทยุเหมือนกัน ก็เป็นเกมตอบปัญหา ซึ่งคำถามมันง่ายมากๆ แต่พอลล่าตอบไม่ได้ แล้วมันออนแอร์ทั่ววิทยาลัยเลย เพื่อนๆก็ได้ฟัง อายมาก - ฉากที่ถ่ายที่ออสเตรเลีย น่ากลัวมาก เพราะเป็นฉากที่ถ่ายที่สี่แยกไฟแดง พี่บีมยืนอยู่กลางสี่แยก แล้วพอลล่าต้องวิ่งไปกอดที่กลางถนน ที่กลัวคือกลัวว่าเดี๋ยวไฟเขียวแล้วรถจะวิ่งมาชน กลัวมาก - ที่ออสเตรเลียถ่ายประมาณ 1 อาทิตย์ ตอนท้ายเรื่อง คุ้นเคยที่นี่ดีอยู่แล้วเพราะโตมาที่นี่ แต่ไม่ได้อยู่ที่ซิดนี่ย์ ที่ซิดนี่ย์มาเป็นครั้งที่ 2 แต่เป็นครั้งที่อยู่นานที่สุด - มีฉากที่ถ่ายที่ซูเปอร์มาร์เก็ตของคนจีน ต้องถูพื้น ทำความสะอาดร้าน ปกติก็เคยทำอยู่แล้ว เพราะเรียนที่เมืองนอกต้องช่วยตัวเอง - ฉากบอกรักในเรือ วิ่งไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา เขินมาก เพราะเป็นฉากแรกที่มีการถูกเนื้อต้องตัวกันกับพี่บีม แต่พอหลังๆก็หายเขิน พี่บีมชอบแกล้ง จนสนิทกัน - ซีนเต้นรำ ก็สนุกดี ทั้งคู่เต้นไม่เป็น ต้องพยายาม พอลล่าเต้นเก่งกว่าหน่อย ในเรื่องเจเองก็เต้นเก่งกว่า ส่วนดื้อจะขี้อาย ไม่อยากเต้น ไปแอบอยู่ในห้องน้ำ - ฉากปีนรั้ว ตกจริง แต่ว่ามีเบาะรอง เป็นเยาะนิ่มๆ ไม่เจ็บเท่าไหร่ แต่ว่าเล่นอยู่หลายครั้ง ลำบากเพราะว่าใส่กระโปรงด้วย ใส่ส้นสูงด้วย ตกประมาณ 5-6 รอบ แต่ก็ไม่บาดเจ็บอะไรมาก แต่ถ้าเป็นไปได้ ครั้งฟหน้าขอเยาะที่นิ่มกว่านี้หน่อย สัมภาษณ์ "บ๊วย" - ชื่อ "เต่า" เล่นเป็นผู้ช่วยดีเจ. เป็นคนขี้เกียจ ชอบข่มเหงคนอ่อนแอ รับใช้คนที่แข็งแรง คาแรกเตอร์ที่เห็นได้ชัดเจน คือชอบอ่านหนังสือโป๊ออกเสียง ตัวจริงอ่านในใจ - บีม เป็นคนอัธยาศัยดี เป็นแฟนของ ดีทูบีอยู่แล้ว ทำให้ผมได้ขนมจากแฟนเพลง ทีมงานก็น่ารักดี - พี่เอ เป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ กับพี่เอ เวลาเล่นก็รับ-ส่งมุขกันได้ดี พอลล่าจะออกแนวขำๆหน่อย เพราะภาษายังไม่แข็งแรง เสียงจะเหน่อๆ เป็นคนมีโลกส่วนตัวชอบปลีกวิเวก - เวลาอยู่ในกอง ชอบทำตัวเป็นคนเบื้องหลัง แหย่คนนั้นคนนี้ ดูทีมงานทำงาน ช่วยคิดมุขต่างๆด้วย ซื้อมั่งไม่ซื้อมั่ง - ผลงานที่ผ่านมา ปอบ หวีด ,องค์บาก - รับเล่นเรื่องนี้เพราะพี่พุเป็นผู้กำกับฯเรื่อง "ปอบ หวีด เล่าคาแรกเตอร์ให้ฟัง แล้วก็มาอ่านทรีตเม้นต์เล็กน้อย เรื่องแรกเล่นเป็นกระเทย เรื่องนี้ชอบอ่านหนังสือโป๊ ตอนแรกจะให้เล่นเป็นเกย์เพื่อนนางเอก แต่กลัวคาแรกเตอร์จะซ้ำ--จบ-- -พห-

ข่าว อาร์ เอส ล่าสุด