สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ประจำวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 - newswit

กรุงเทพฯ--13 พ.ค.--ศูนย์ปชส. กระทรวงคมนาคม คณะรัฐมนตรีได้มีผลการประชุมเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 ที่ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ซึ่งสรุปผลการประชุมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ดังนี้ 1. เรื่อง การปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการพิจารณาสิทธิพิเศษของหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการพิจารณาสิทธิพิเศษของหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจ โดยมีอำนาจหน้าที่คงเดิม ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ กระทรวงการคลังรายงานว่า เนื่องจากปัจจุบันได้มีการตราพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวงกรม พ.ศ. 2545 ประกอบกับกระทรวงการคลังได้มีการแบ่งกลุ่มภารกิจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2545 และกรมบัญชีกลางได้ปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการใหม่ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2545 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2545 จึงเป็นผลให้รายชื่อคณะกรรมการพิจารณาสิทธิพิเศษของหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2544เปลี่ยนแปลงไป จึงเห็นสมควรปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาสิทธิพิเศษฯ ให้สอดคล้องกับภารกิจและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป 2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดเงื่อนไขในใบอนุญาตประกอบการขนส่ง พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดเงื่อนไขในใบอนุญาตประกอบการขนส่ง พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมรายงานว่า ในปัจจุบันผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งประเภทการขนส่ง ประจำทาง การขนส่งไม่ประจำทาง และการขนส่งโดยรถขนาดเล็ก (การขนส่งสาธารณะ) ใช้หรือยินยอมให้ผู้อื่น (เจ้าของรถร่วม) ใช้รถที่มิได้จดทะเบียน รถที่ค้างชำระภาษีประจำปี และรถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง มาใช้ทำการขนส่งในกิจการของตนเอง เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุหรือถูกจับกุม ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งมักจะปฎิเสธความรับผิดเนื่องจากไม่มีการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวไว้ในใบอนุญาต จึงสมควรกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวในใบอนุญาตโดยการออกเป็นกฎกระทรวง สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีดังนี้ 1. ในการออกใบอนุญาตประกอบการขนส่ง ให้นายทะเบียนโดยอนุมัติของคณะกรรมการกำหนดเงื่อนไขดังต่อไปนี้ในใบอนุญาต 1.1 ผู้ประกอบการขนส่งต้องไม่ใช้หรือยินยอมให้ผู้ใดนำรถดังต่อไปนี้มาใช้ทำการขนส่งในกิจการที่ตนเองได้รับใบอนุญาตได้แก่ รถที่ไม่ได้จดทะเบียนและเสียภาษี รถที่ค้างชำระภาษีประจำปี รถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง หรือมีเครื่องอุปกรณ์ส่วนควบไม่ถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง รถที่ไม่ได้รับการบรรจุในบัญชีรายละเอียดของรถที่ใช้ในการขนส่ง (บัญชี ขส.บ.11) ของผู้ประกอบการขนส่ง 1.2 ผู้ประกอบการขนส่งต้องนำรถที่ใช้ในการประกอบการขนส่งเข้ารับการตรวจสภาพจาก พนักงานตรวจสภาพหรือสถานตรวจสภาพรถที่ได้รับอนุญาตตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรมการขนส่งทางบกประกาศกำหนด 2. ใบอนุญาตประกอบการขนส่งประเภทการขนส่งประจำทาง การขนส่งไม่ประจำทาง และการขนส่งโดยรถขนาดเล็กที่ได้ออกไว้แล้ว ให้นายทะเบียนโดยอนุมัติคณะกรรมการกำหนดเงื่อนไขข้างต้นไว้ในใบอนุญาตด้วย 3. เรื่อง การยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การปราบปรามข้าราชการเล่นการพนันสลากกินรวบและการปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง แนวทางลงโทษข้าราชการเล่นการพนันและเสพสุรา คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 26 ธันวาคม 2498 เรื่อง การปราบปรามข้าราชการเล่นการพนันสลากกินรวบ และเห็นชอบให้ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 28 สิงหาคม 2496 เรื่อง แนวทางลงโทษข้าราชการเล่นการพนันและเสพสุรา ตามข้อเสนอของสำนักงาน ก.พ. จาก "๑. การพนันประเภทที่กฎหมายห้ามขาด ถ้าข้าราชการผู้ใดเล่น ควรวางโทษถึงให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากราชการ" เป็น "๑. การพนันประเภทที่กฎหมายห้ามขาด ถ้าข้าราชการผู้ใดเล่น ควรวางโทษถึงปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ" ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนอ ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. พิจารณาความเห็นของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงมหาดไทยแล้วเห็นว่า การเล่นสลากกินรวบเป็นการพนันประเภทหนึ่ง ซึ่งมีมติคณะรัฐมนตรีวางแนวทางการลงโทษข้าราชการผู้กระทำผิดไว้แล้ว และระดับโทษในมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวก็มีความยืดหยุ่น เหมาะสมกับการที่ผู้บังคับบัญชาจะใช้ดุลพินิจในการสั่งลงโทษผู้กระทำผิดตามประเภทและความร้ายแรงแห่งกรณีได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีการกำหนดแนวทางการลงโทษเกี่ยวกับการเล่นสลากกินรวบซ้อนอีกชั้นหนึ่ง 4. เรื่อง รายงานการจัดสรรงบประมาณของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการจัดสรรงบประมาณของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2546 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ดังนี้ 1. ภาพรวม การจัดสรรงบประมาณของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 (ณ วันที่1 พฤษภาคม 2546) มีจำนวนทั้งสิ้น 936,366.7 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 93.6 ของวงเงินงบประมาณ จำนวน 999,900.0 ล้านบาท โดยการจัดสรรงบประมาณสำหรับรายจ่ายลงทุนมีจำนวน 154,612.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 75.5ของงบประมาณรายจ่ายลงทุน และรายจ่ายประจำมีจำนวน 781,754.6 ล้านบาท หรือร้อยละ 98.3 ของงบประมาณรายจ่ายประจำ 2. งบรายจ่าย จากการจัดสรรจำนวน 936,366.7 ล้านบาท จำแนกได้ ดังนี้ วงเงินจัดสรรแล้ว ร้อยละของงบประมาณ รวม (ล้านบาท) 936,366.70 999,900 งบบุคลากร 306,608.00 100 งบดำเนินการ 96,007.10 99 งบลงทุน 93,249.10 81.8 งบเงินอุดหนุ 197,920.20 96.9 งบรายจ่ายอื่น 242,582.30 87.2 5. เรื่อง สรุปสถานการณ์และรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปสถานการณ์และรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ สรุปจนถึงขณะนี้ไม่พบผู้ป่วย SARS ที่ติดเชื้อในประเทศไทย และยังไม่มีการแพร่ระบาดในชุมชน มาตรการและผลการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อป้องกันประชาชนในประเทศให้ปลอดภัยจากโรคดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขได้มีมาตรการพิเศษหลายประการในอันที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคในประเทศไทย แม้จะมีการพบผู้ป่วยในประเทศแล้ว จำนวน 7 ราย แต่ทั้งหมดเป็นผู้ป่วยมาจากต่างประเทศทั้งสิ้น ด้วยความร่วมมือในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่และประชาชนทุกภาคส่วนของประเทศ จึงยังไม่ปรากฏการแพร่กระจายเชื้อต่อไปในชุมชน องค์การอนามัยโลกจึงรายงานว่าประเทศไทยไม่มีการแพร่ระบาดของโรคภายในประเทศ มาตรการสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขได้มีการดำเนินงานอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด คือ การเฝ้าระวังค้นหาผู้ที่มีอาการสงสัยว่าอาจป่วยเป็นโรคให้ได้โดยเร็วทั้งในผู้เดินทางมาจากต่างประเทศและในหมู่คนไทย ให้การดูแลผู้สงสัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้ออย่างเคร่งครัด และรีบรับผู้ป่วยเข้ารักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการ โดยมีรายละเอียดคือ 1. มาตรการขอความร่วมมือทุกหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค 2. มาตรการเฝ้าระวังผู้เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ทั้งทางเครื่องบิน ทางเรือ รถยนต์ และรถไฟ ณ จุดผ่านแดนทุกแห่ง โดยขอความร่วมมือสายการบินให้ตรวจสอบผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่อง และเมื่อเข้าประเทศให้มีการตรวจสุขภาพผู้เดินทางทุกราย ณ จุดผ่าน หากพบผู้มีอาการสงสัยให้แยกกักเพื่อสอบสวน ติดตามสังเกตอาการ และให้การรักษาโดยทันที ส่วนผู้ที่ไม่มีอาการขอให้หยุดงาน/หยุดเรียนเฝ้าสังเกตอาการที่บ้าน 10 วัน ผลการปฏิบัติงานเฝ้าระวังโรค ณ ด่านควบคุมโรคทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม - 29 เมษายน 2546 มีการตรวจผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาจาก 5 พื้นที่เสี่ยง ทางเครื่องบิน เรือ รถยนต์ รถไฟ และเดินเท้า ทั้งหมด 243,040 ราย (เฉลี่ยวันละประมาณ 14,000 ราย) เป็นชาวต่างชาติ 187,070 คน และคนไทย 55,970 คน พบผู้ที่ต้องสังเกตอาการที่ด่านฯ 70 คน มีอาการสงสัยโรคซาร์สต้องส่งเข้าสังเกตอาการในโรงพยาบาล 23 คน 3. มาตรการรักษาผู้ป่วยและผู้สงสัยในโรงพยาบาลทุกราย โดยเน้นการแยกผู้ป่วย/ผู้สงสัยอย่างเคร่งครัด และให้มีการป้องกันโรคแก่บุคลากรอย่างเข้มงวด 4. มาตรการค้าหาผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยทันทีตลอด 24 ชั่วโมง แยกพักสังเกตอาการที่บ้าน และให้มีการติดตามอย่างใกล้ชิดโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกวัน ติดต่อกัน 10 วัน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปในชุมชน 5. มาตรการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เพิ่มเติมชื่อโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความโดยอาศัยความตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2523 และออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 3/2546, 4/2546, 4/2546 เพิ่มเติม และฉบับที่ 5/2546 เพื่อขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรค รวมทั้งมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ 6. เผยแพร่คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไปและประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้ที่ถูกต้องเข้าใจวิธีป้องกันโรค และลดความตื่นตระหนกจนเกินเหตุ โดยเน้นการใช้ผ้าปิดปากและจมูก หรือหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อไอ/จาม หรือมีอาการของโรคหวัด และเน้นการล้างมือบ่อย ๆ อยู่เสมอ โดยผ่านสื่อต่าง ๆ ได้แก่ แผ่นปลิว หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และบริการตอบข้อซักถามประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน 1669, โทรศัพท์ 0-2590-1991 และเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข WWW.moph.go.th ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยมีผู้โทรศัพท์สอบถามขอข้อมูลและคำแนะนำในช่วงต้นเดือนเมษายนเฉลี่ยวันละประมาณ 1,000 ราย แต่ในช่วงหลังสงกรานต์จำนวนผู้โทรศัพท์สอบถามเริ่มลดลง ขณะนี้เฉลี่ยประมาณวันละ 200 ราย 7. เสริมความพร้อมของโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน โดยจัดทำแนวทางปฏิบัติเผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ และจัดการฝึกอบรม เพื่อการเตรียมพร้อมทั้งในด้านวิชาการและด้านสถานที่ อุปกรณ์ บุคลากร ระบบงาน ให้สามารถรองรับผู้ป่วยที่สงสัยได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และป้องกันการแพร่เชื้อสู่บุคลากรและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 8. ขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/ ปลัดกระทรวงมหาดไทย/ ปลัดกระทรวงกลาโหม/ ปลัดกรุงเทพมหานคร/ ผู้ว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทย/ ผู้ว่าการท่าอากาศยานทุกแห่ง/ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน/ ภาคเอกชนด้านธุรกิจการท่องเที่ยว และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อการป้องกันโรคดังกล่าว 9. ขอรับการสนับสนุนงบกลาง เพื่อการดำเนินกิจกรรมเฝ้าระวังและป้องกันโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงเป็นกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม - 30 เมษายน 2546 วงเงิน 88,190,000 บาท 10. ร่วมประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และรัฐมนตรีสาธารณสุขของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2546 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ได้มีข้อเสนอร่วมกันในการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค หนึ่งในข้อเสนอดังกล่าว คือ การขอให้ประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบประสานเครือข่ายระบาดวิทยาในการเฝ้าระวังและควบคุมโรค SARS ของภูมิภาคอาเซียนนี้ 11. ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศในการจัดประชุมผู้นำอาเซียนกับผู้นำสาธารณรัฐประชาชนจีนสมัยพิเศษว่าด้วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลับรุนแรง (Special ASIAN Leaders' Meeting on SARS) ในวันที่ 29 เมษายน 2546 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อเร่งแสวงหามาตรการร่วมกันในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดและผลกระทบของโรค SARS ต่อระบบสังคมและเศรษฐกิจ 6. เรื่อง โครงการก่อสร้างทางหลวงวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ ช่วงสุขสวัสดิ์ - บางพลี คณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการก่อสร้างทางหลวงวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ ช่วงสุขสวัสดิ์ - บางพลี ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แล้วมีมติเห็นชอบให้ 1. ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2543 ที่มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการก่อสร้างทางหลวงวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ช่วงสุขสวัสดิ์ - บางพลี โดยวิธีจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ 2. มอบให้กรมทางหลวงรับไปพิจารณาดำเนินการยกเลิกการประกวดราคาคัดเลือกผู้รับจ้างดำเนินโครงการก่อสร้างทางหลวงวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ช่วงสุขสวัสดิ์ - บางพลี และให้กระทรวงคมนาคมรับไปพิจารณาแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการทางการเงินให้เหมาะสม โดยมิให้เป็นภาระต่อรัฐบาล และเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะ ทั้งนี้ ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว 3. เห็นชอบให้กรมทางหลวงโอนความรับผิดชอบและการดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงการนี้ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้หารือกับสำนักบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง แล้วได้รับทราบว่าสถานะทางด้านการเงินของประเทศในปัจจุบันมีสภาพคล่องในระบบการเงินสูง หากรัฐดำเนินการกู้เงินเอง จะสามารถหาแหล่งเงินทุนได้ง่ายและมีค่าใช้จ่ายทางด้านการเงินถูกกว่าการดำเนินการกู้เงินโดยเอกชน เป็นจำนวนประมาณ 5,300 ล้านบาท ด้านค่าใช้จ่ายโครงการฯ ในส่วนของค่าก่อสร้าง ได้รับทราบว่าในปัจจุบันกรมทางหลวง ได้ทำการออกแบบรายละเอียดโครงการดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว ได้แบบซึ่งมีผลทางวิศวกรรมจราจรที่ดีขึ้น กล่าวคือ จุดตัดขึ้น - ลง ที่ถนนสุขุมวิท เป็นระบบทางต่างระดับที่สมบูรณ์แบบ และสามารถลดความลาดชัน ของสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาลงได้ ส่งผลให้การลื่นไหลของยานพาหนะในระบบสะดวกดียิ่งขึ้น อีกทั้งจากการประเมินเบื้องต้นของกรมทางหลวงพบว่าค่าก่อสร้างของโครงการทั้งหมดจะมีวงเงินที่ลดลงด้วย เมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่ต้องการให้โครงการดังกล่าวแล้วเสร็จทันต่อการเปิดใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิภายในวันที่ 29 กันยายน 2548 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งเหลือระยะเวลาประมาณ 2 ปีเศษ เปรียบเทียบกับระยะเวลาการก่อสร้างโครงการฯ เดิม หากดำเนินการด้วยวิธีจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จที่ต้องใช้ระยะเวลาถึง 3 ปีครึ่ง แล้ว มีความเห็นว่า สมควรที่รัฐบาลจะได้พิจารณาดำเนินการก่อสร้างในวิธีอื่นที่มีความรวดเร็วกว่า นอกจากนี้ ภายหลังจากที่มีการปฏิรูประบบราชการที่มีวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารราชการ โดยให้มีหน่วยงานที่มีภารกิจในลักษณะเดียวกันอยู่ภายใต้การบริหารงานของกระทรวงเดียวกัน จึงทำให้กระทรวงคมนาคมมีการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ซึ่งมีภารกิจในการให้บริการแก่ผู้ใช้ทางพิเศษ ในลักษณะการเก็บเงินค่าผ่านทาง ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการของประเทศมิให้เกิดความซ้ำซ้อน จึงเห็นควรมอบหมายให้ กทพ. เป็นผู้ลงทุนก่อสร้างโครงการดังกล่าวต่อไป--จบ-- -นห-

ข่าว กระทรวงสาธารณ ล่าสุด