ILCT: มาตรการป้องกันการใช้บัตรเครดิตปลอมบนอินเตอร์เน็ต (2)

กรุงเทพฯ--27 ก.พ.--ที่ปรึกษากฎหมายสากล โดย ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ [email protected] ไอที กรุ๊ป บริษัท ที่ปรึกษากฎหมายสากล จำกัด ครั้งที่แล้วผมได้คุยถึงมาตรการการป้องกันการใช้บัตรเครดิตปลอมบนอินเตอร์เน็ตปรากฎว่าได้รับอีเมลล์จากท่านผู้อ่านหลายรายว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและอยากให้ช่วยอธิบายว่ามีวิธีการตรวจสอบทางเทคนิคหรือไม่ว่าหมายเลขบัตรเครดิตที่ใช้นั้นเป็นหมายเลขบัตรเครดิตปลอม วันนี้เราจะมาคุยเรื่องนี้กันครับ วิธีการป้องกันการใช้บัตรเครดิตปลอมวิธีการหนึ่งที่นิยมใช้คือการกำหนดวิธีการชำระเงินค่าซื้อขายสินค้าและบริการในข้อกำหนดและเงื่อนไข ( Terms & Condition)บนเว็บไซท์ให้มีความรัดกุมโดยเฉพาะในเรื่องการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการโดยอาจกำหนดให้ผู้ใช้บัตรเครดิตต้องรับผิดในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจพิสูจน์ได้ว่าการใช้บัตรเครดิตปลอมเกิดจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าของบัตรเครดิตเพราะกฎหมายที่ควบคุมเรื่องการใช้บัตรเครดิตทั่วโลกนั้นจะเหมือนกันคือให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภคหรือเจ้าของบัตรเป็นหลักเนื่องจากการทำธุรกรรมบนอินเตอร์เน็ตนั้นมีเรื่องของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์และแฮคเกอร์เข้ามาเกี่ยวข้องและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภคที่อยู่คนละประเทศกับผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ ดังนั้นเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและแก้ปัญหาเรื่องการใช้บัตรเครดิตปลอมบนอินเตอร์เน็ต ผู้ที่ต้องรับผิดชอบจากการใช้บัตรเครดิตปลอมบนอินเตอร์เน็ตตามกฎหมายจึงมักจะเป็นธนาคารหรือร้านค้าที่ขายสินค้าหรือให้บริการบนอินเตอร์เน็ตนั่นเอง ในส่วนของกฎหมายไทยก็มีหลักการเช่นเดียวกันโดยระบุไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ในส่วนของประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง การให้ธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2542 ข้อ 3 ระบุว่า "ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจมีข้อตกลงกับผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่ให้ผู้บริโภคสั่งซื้อสินค้าหรือใช้บริการที่ผู้บริโภคเพียงแจ้งความประสงค์ขอชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการโดยการแจ้งหมายเลขบัตรเครดิตด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษรให้แก่ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ ทำการเรียกเก็บเงินจากผู้ประกอบธุรกิจ ต้องมีข้อสัญญาดังต่อไปนี้ (ก) ถ้าผู้บริโภคทักท้วงว่าไม่ได้เป็นผู้สั่งซื้อสินค้าหรือไม่ได้เป็นผู้ขอรับบริการ จากผู้ขายหรือผู้ให้บริการดังกล่าว ผู้ประกอบธุรกิจจะระงับการเรียกเก็บเงินจากผู้บริโภคทันที หรือกรณีที่เรียกเก็บเงินไปแล้วจะคืนเงินให้กับผู้บริโภคทันที เว้นแต่ผู้ประกอบธุรกิจจะพิสูจน์ได้ว่าภาระหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของผู้บริโภคเองและใช้สิทธิเรียกคืนจากผู้บริโภคในภายหลัง (ข) ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้บริโภคที่จะขอยกเลิกการซื้อสินค้หรือรับบริการภายใน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่สั่งซื้อ หรือขอรับบริการ หรือภายใน 30 วัน นับแต่วันถึงกำหนดการส่งมอบสินค้าหรือบริการ ในกรณีที่มีการกำหนดระยะเวลาส่งมอบสินค้าหรือบริการที่เป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าผู้บริโภคพิสูจน์ได้ว่า 1) ไม่ได้รับสินค้า หรือไม่ได้รับบริการ หรือ 2)ได้รับแต่ไม่ตรงตามกำหนดเวลา หรือได้รับแล้วแต่ไม่ครบถ้วนหรือชำรุดบกพร่อง หรือไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ โดยผู้ประกอบธุรกิจจะระงับการเรียกเก็บเงินจากผู้บริโภค หรือในกรณีที่เรียกเก็บเงินไปแล้ว ....." จากหลักกฎหมายข้างต้นหาก บริษัท ก เปิดบริการขายสินค้าหรือให้บริการผ่านทางอินเตอร์เน็ตและนาย ข เข้ามาสั่งซื้อสินค้าโดยใช้หมายเลขบัตรเครดิตของนาย เอ ที่ได้มาโดยการขโมยหรือการแฮ็กมาจากระบบอินเตอร์เน็ต นายเอไม่ต้องรับผิดในจำนวนเงินที่ธนาคารหรือบริษัท ก เรียกเก็บแต่อย่างใด มาถึงจุดนี้จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการบนอินเตอร์เน็ตจึงต้องรับความเสี่ยงค่อนข้างสูง วิธีการที่ร้านค้าบนอินเตอร์เน็ตมักใช้ในการป้องกันการใช้บัตรเครดิตปลอมมี 2 วิธีครับ คือ 1) การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของหมายเลขบัตรเครดิตที่ใช้บนอินเตอร์เน็ตกับธนาคารเจ้าของบัตร (Verification Service) ซึ่งโดยส่วนใหญ่การใช้บัตรเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าหรือบริการบนอินเตอร์เน็ตมักใช้บัตรเครดิตในเครือข่ายของ วีซ่า (VISA) มาสเตอร์การ์ด (MASTERCARD) และ อเมริกันเอ็กเพรส ( AMERICAN EXPRESS) การตรวจสอบกับบริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิตดังกล่าวจึงแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่งโดยร้านค้าที่ขายสินค้าบนอินเตอร์เน็ตและต้องการได้รับการตรวจสอบความถูกต้องของบัตรเครดิตของลูกค้าที่ใช้บริการซื้อสินค้าหรือบริการต้องสมัครเพื่อใช้บริการตรวจสอบจากวีซ่าหรือมาสเตอร์การ์ด ท่านผู้อ่านที่สนใจบริการนี้อาจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซท์ www.visa.com www.americanexpress.com หรือ www.mastercard.com ครับ อย่างไรก็ตามการตรวจสอบดังกล่าวก็แก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นเพราะในกรณีที่ผู้ที่มีเจตนาทุจริตใช้หมายเลขบัตรเครดิตและวันหมดอายุจริงในการซื้อสินค้า การตรวจสอบดังกล่าวก็ไม่สามารถคลุมถึงเว้นแต่ผู้ใช้บริการบัตรเครดิตดังกล่าวจะใช้รหัสส่วนตัว (password)เพื่อยืนยันการทำธุรกรรมผ่านทางอินเตอร์เน็ตอีกครั้งหนึ่งซึ่งการใช้รหัสดังกล่าวจะทำให้แก้ไขปัญหาการใช้บัตรเครดิตปลอมรวมถึงปัญหาแฮกเกอร์บนอินเตอร์เน็ตได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น นาย ก ต้องการซื้อหนังสือผ่านเว็บไซท์อเมซอนดอทคอม นาย ก แฮ็กหรือขโมยหมายเลขบัตรเครดิตของนาย ข มาใช้ หาก นาย ข ใช้รหัสผ่านเพื่อยืนยันการใช้บัตรเครดิตอีกครั้ง นาย ก หากไม่ทราบรหัสดังกล่าว ก็ไม่สามารถทำการซื้อขายบนอินเตอร์เน็ตได้ 2) วิธีการตรวจสอบสถานที่ส่งมอบสินค้า วิธีนี้เป็นที่นิยมมากในอเมริกาเนื่องจากในอเมริกามีการให้บริการตรวจสอบว่าที่อยู่ที่จัดส่งสินค้าว่ามีอยู่จริงและเป็นที่อยู่เดียวกับเจ้าของบัตรหรือไม่ ในประเทศไทยบริการนี้ยังมีอยู่น้อยและเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างเยอะจึงไม่เป็นที่นิยมครับ ในส่วนของตัวบทกฎหมายที่อาจนำมาใช้ดำเนินคดีกับผู้ใช้บัตรเครดิตปลอมบ้างก็คงหนีไม่พ้นประมวลกฎหมายอาญาของเราคือ มาตรา 341 ความผิดฐานฉ้อโกง เนื่องจาก การใช้บัตรเครดิตปลอมถือว่าเป็นการหลอกลวงไปซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่นโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ครับซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนวิธีการดำเนินคดีก็ต้องตรวจสอบหมายเลขไอพีแอดเดรสหรือที่อยู่บนอินเตอร์เน็ตและหลักฐานอื่นๆเพิ่มเติมครับ จากสถิติปรากฎว่าประเทศไทยนั้นอัตราการใช้บัตรเครดิตปลอมนั้นยังไม่สูงมากนักหากเปรียบเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีค่านิยมในการใช้บัตรเครดิตแทนเงินสดที่สูงมาก คดีในประเทศไทยที่ผมรับทราบมาส่วนใหญ่มักเป็นคนใกล้ชิดกับเจ้าของบัตรเครดิตหรือบัตรเอทีเอ็มที่นำเอาบัตรเครดิตหรือบางทีบัตรเอทีเอ็มไปใช้ส่วนตัวโดยเจ้าของบัตรไม่ทราบซึ่งกรณีดังกล่าวเจ้าของบัตรก็อาจต้องรับผิดหากธนาคารเจ้าของบัตรพิสูจน์ได้ว่าเจ้าของบัตรประมาทเลินเล่อไม่ดูแลบัตรของตนให้ดี อีกคดีหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้วในไทยคือ กรณีที่พนักงานของธนาคารแห่งหนึ่งที่มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อยู่บ้างแก้ไขระบบโปรแกรมของครื่องเอทีเอ็มของธนาคารแห่งหนึ่งให้จำรหัสผ่านของผู้ที่ใช้บัตรเอทีเอ็มและบัตรเครดิตทุกคนที่เบิกถอนผ่านเครื่องเอทีเอ็มโดยเขียนเป็นภาษาโคบอลท์เพิ่มเติมเข้าไปเป็น 8 หลัก หลังจากนั้นนำบัตรพลาสติกที่ตนเองจัดเตรียมไว้ปั๊มแถบแม่เหล็กและรหัสของบัตรเครดิตและเอทีเอ็มลงบนแผ่นพลาสติกเปล่าและนำไปเบิกถอนเงินเป็นจำนวนหลายสิบล้านบาท สุดท้ายก็ถูกจับกุมและดำเนินคดีในที่สุดครับ สุดท้ายนี้ผมมีความเห็นว่า ทางแก้ไขที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการก็คือควรใช้เทคโลยีในการป้องกันการใช้บัตรเครดิตปลอมและพิจารณาการซื้อขายที่น่าสงสัยเป็นรายๆไปเหมือนที่เว็บไซท์ยาฮูดอทคอมแนะนำในครั้งที่แล้วครับ หรือไม่ก็ใช้โปรกรมคอมพิวเตอร์ซอพแวร์สำเร็จรูปที่บางบริษัทนำมาขายเพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงของการใช้บัตรเครดิตของผู้ซื้อแต่ละรายน่าจะแก้ไขปัญหาการใช้บัตรเครดิตปลอมได้ในระดับหนึ่งครับ--จบ-- -นห-

ข่าวล่าสุด