ฟิทช์ให้อันดับเครดิตภายในประเทศ A-(tha) แก่หุ้นกู้ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
กรุงเทพฯ--27 ก.พ.--ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้อันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาวที่อันดับ "A-(tha)" แก่หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน ไม่ด้อยสิทธิ ของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ("SCC") ครั้งที่ 1/2546 ครบกำหนดไถ่ถอน ปีพ.ศ. 2550 มูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 6.0 พันล้านบาท เพื่อทดแทนการใช้เงินกู้ระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ ฟิทช์ยังให้อันดับเครดิตนี้กับหุ้นกู้ชุดอื่นๆที่มีอยู่ของ SCC ได้แก่ ครั้งที่1/2542 ครบกำหนดไถ่ถอน พ.ศ.2547 ครั้งที่2/2542 ครบกำหนดไถ่ถอน พ.ศ.2547 ครั้งที่4/2542 ครบกำหนดไถ่ถอน พ.ศ.2548 ครั้งที่5/2542 ครบกำหนดไถ่ถอน พ.ศ.2546 ครั้งที่6/2542 ครบกำหนดไถ่ถอน พ.ศ.2547 ครั้งที่1/2543 ครบกำหนดไถ่ถอน พ.ศ.2549 ที่ได้ออกไปในปี 2542 และ 2543 อันดับเครดิตของ SCC สะท้อนถึงความเป็นผู้นำทางด้านส่วนแบ่งตลาดของบริษัทในธุรกิจหลัก (ประกอบด้วยธุรกิจซีเมนต์ ธุรกิจปิโตรเคมี และธุรกิจกระดาษและบรรจุภัณฑ์) รวมถึงชื่อเสียงของบริษัทที่เป็นที่รู้จักอย่างดีในกลุ่มลูกค้า ช่องทางการจัดจำหน่ายที่กว้างขวาง โครงสร้างผู้ถือหุ้นและโครงสร้างการบริหารการจัดการที่แข็งแกร่ง นอกจากนั้น การที่ SCC มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ยังเป็นปัจจัยบวกต่ออันดับเครดิตของบริษัท การที่ SCC เข้าไปลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจกระดาษและบรรจุภัณฑ์เป็นธุรกิจหลัก มีส่วนช่วยเพิ่มความสมดุลของรายได้โดยการกระจายฐานรายได้หลักของ SCC และช่วยลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจปูนซีเมนต์และธุรกิจวัสดุก่อสร้าง อีกทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ในรูปสกุลเงินดอลลาร์ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของกลุ่มธุรกิจหลัก ซึ่งมีส่วนมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศโดยเฉพาะภาคธุรกิจก่อสร้าง สืบเนื่องมาจากแผนปรับโครงสร้างบริษัท SCC ได้รวมสองบริษัทในธุรกิจเหล็กกับบริษัท NTS Steel เพื่อก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Millennium Steel เสร็จสิ้นในเดือน พฤศจิกายน 2545 เป็นผลให้มีกำไรจากรายการพิเศษ (Extraordinary Gain) เป็นจำนวน 2.3 พันล้านบาท และมีหนี้สินรวมลดลง 5.3 พันล้านบาทในขณะที่ภาระหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (Contingent Liabilities) ของ SCC เพิ่มขึ้นอ้างอิงตามจำนวนดังกล่าว ในเดือน มกราคม 2546 SCC ประกาศเข้าซื้อกิจการบริษัท เยื่อกระดาษสยาม จำกัด (มหาชน) (SPP) เพิ่มอีก 9.46% คิดเป็นเงินลงทุนทั้งสิ้น 2.9 พันล้านบาท ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของ SCC เพิ่มเป็น 96.87% ด้วยสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของ SPP ฟิทช์เชื่อว่า SPP จะยังคงเป็นส่วนสำคัญต่อการเพิ่มขึ้นของผลประกอบการโดยรวมของ SCC อันดับเครดิตยังได้พิจารณาถึงระดับหนี้สินที่ค่อนข้างสูงของ SCC และความเสี่ยงที่เกิดจากการเข้าไปค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัทที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวน 14.5 พันล้านบาท ณ สิ้นปีพ.ศ. 2545 ซึ่งสะท้อนอยู่ในรูปภาระหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของภาระหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตนี้โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการค้ำประกันเงินกู้ของ SCC หลังจากที่มีการโอนหนี้สินจากสองบริษัทในธุรกิจเหล็กไปยัง Millennium Steel อย่างไรก็ตาม ฟิทช์เห็นว่าความมุ่งมั่นของ SCC ที่จะลดภาระหนี้สิน อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของรายได้และรวมถึงการที่บริษัทมีความสามารถสูงในการระดมเงินเพื่อการชำระหนี้ (Refinancing Ability) จะช่วยลดความเสี่ยงจากการที่บริษัทยังมีระดับหนี้สินที่ค่อนข้างสูง ฟิทช์คาดว่าสัดส่วนหนี้สินของ SCC จะลดลงอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการดำเนินงานภายใน 2 ปีข้างหน้านี้จากรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น ถึงแม้ว่า SCC จะมีนโยบายเข้าไปลงทุนเพิ่มในธุรกิจหลัก SCC มีเป้าหมายที่จะลดระดับหนี้สินให้ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท และลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และ ค่าตัดจำหน่าย (Net Debt/EBITDA) ให้อยู่ที่ระดับ 3.0 เท่า ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2547 ณ สิ้นปีพ.ศ. 2545 อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่าย (EBITDA/Interest expense) ของบริษัท มีระดับดีขึ้นเป็น 2.7 เท่า เทียบกับ 2.2 เท่าในปีพ.ศ. 2544 ขณะที่อัตราส่วน Net Debt/ EBITDA มีความแข็งแกร่งขึ้นอยู่ที่ระดับ 4.6 เท่า เทียบกับ 5.9 เท่าในปีพ.ศ. 2544 เมื่อรวมเงินปันผลรับจากบริษัทร่วม EBITDA/Interest expense และ Net debt/EBITDA ในปีพ.ศ. 2545 จะอยู่ที่ระดับ 2.9 เท่าและ 4.3 เท่าตามลำดับ ในปีพ.ศ. 2545 กำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และ ค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ SCC อยู่ที่ระดับ 2.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อนหน้า โดยผลประกอบการของธุรกิจปูนซีเมนต์ ธุรกิจปิโตรเคมี และธุรกิจกระดาษและบรรจุภัณฑ์ คิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 77% ของยอดขายสุทธิ และ 84% ของ EBITDA ณ สิ้นปี พ.ศ. 2545 SCC มีหนี้สินรวมเท่ากับ 1.3 แสนล้านบาทซึ่งประกอบด้วยหนี้สินระยะสั้น 28% และหนี้สินระยะยาว 72% สถานะทางการเงินและสภาพคล่องทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นของบริษัท รวมถึงปัจจัยบวกที่ได้รับจากความมีชื่อเสียงที่ดี โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่แข็งแกร่ง และการบริหารงานที่ดี น่าจะสนับสนุนให้บริษัทสามารถระดมเงินเพื่อการชำระหนี้ได้ในอนาคต ติดต่อ: วสันต์ ผลเจริญ, นักวิเคราะห์, Corporates + 662 655 4763 ภิมลภา สิมะโรจน์, ผู้ช่วยกรรมการ, Corporates + 662 655 4761 Vincent Milton, กรรมการผู้จัดการ + 662 655 4759 หมายเหตุ : การจัดอันดับเครดิตภายในประเทศ (National Ratings) ใช้วัดความน่าเชื่อถือของบริษัทในประเทศที่อันดับเครดิตของรัฐบาลในประเทศนั้นอยู่ในระดับต่ำกว่า 'AAA' ในระดับการจัดอันดับเครดิตแบบสากล (International Ratings) อันดับเครดิตภายในประเทศจึงไม่สามารถเปรียบเทียบกับอันดับเครดิตแบบสากล เนื่องจากอันดับเครดิตของบริษัทที่ดีที่สุดของประเทศได้จัดไว้ที่ระดับ "AAA" และการจัดอันดับเครดิตอื่นในประเทศ จะเป็นการเปรียบเทียบความเสี่ยงกับบริษัทที่ดีที่สุดนี้เท่านั้น อันดับเครดิตภายในประเทศจะมีสัญลักษณ์ที่กำหนดไว้ต่อท้ายจากอันดับเครดิตสำหรับประเทศนั้นๆ เช่น "AAA(tha)" ในกรณีของประเทศไทย--จบ-- -นห-