บอร์ดตลท.ปรับเกณฑ์หุ้นหมวด REHABCO พร้อมอนุมัติหลักการจัดกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่
กรุงเทพฯ--27 มี.ค.--ตลาดหลักทรัพย์ฯ คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ มีมติปรับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม REHABCO ให้มีความเข้มงวดมากขึ้น พร้อมอนุมัติแนวทางเพิกถอนบริษัทที่อยู่ในหมวด REHABCO ครบ 2 ปี หากไม่คืบหน้าเรื่องการฟื้นฟูกิจการ รวมถึงอนุมัติหลักการในการจัดกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหลักทรัพย์ฯเป็น 8 กลุ่มในอีกประมาณ 3 ปีข้างหน้า โดยให้มีระยะเวลาดำเนินการให้เพียงพอกับการทำความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม พร้อมฟังความเห็นจากบริษัทสมาชิกและบริษัทจดทะเบียน นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ในวันพุธที่ 26 มีนาคม 2546 ว่า เพื่อให้ผู้ลงทุนเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ลงทุนในบริษัทที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ คณะกรรมการฯได้มีมติให้ปรับปรุง หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนในหมวดบริษัทที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการหรือ REHABCO ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทที่อยู่ในหมวดดังกล่าวจำนวน 53 บริษัทจากบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 399 บริษัท “คณะกรรมการฯได้มีมติปรับหลักเกณฑ์เพื่อเพิ่มความเข้มงวดเรื่องการอนุญาตให้บริษัทจดทะเบียนพ้นจากหมวด REHABCO โดยบริษัทที่จะพ้นจากหมวดนี้ จะต้องมีส่วนของผู้ถือหุ้นมากกว่าศูนย์ มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในธุรกิจหลัก 3 ไตรมาสติดต่อกันหรือ 1 ปี มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทเป็นบวก และบริษัทต้องปรับโครงสร้างหนี้ได้เกินกว่าร้อยละ 75 และชำระหนี้ให้เจ้าหนี้สถาบันการเงินได้ตามกำหนดเวลา รวมทั้งแสดงได้ว่าบริษัทจะมีฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่มั่นคงตามสภาพธุรกิจ นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ได้เพิ่มหลักเกณฑ์ห้ามขายหุ้นสำหรับ Strategic Shareholders ที่ถืออยู่ทั้งหมดเป็นเวลา 1 ปี โดยในช่วง 6 เดือนแรกนับจากวันเปิดซื้อขาย สามารถขายได้ร้อยละ 25 และใน 6 เดือนถัดไปอีกร้อยละ 25” นายกิตติรัตน์กล่าว สำหรับการอนุญาตให้เปิดซื้อขายหุ้นในหมวด REHABCO คณะกรรมการฯได้มีมติให้ใช้แนวทางเดียวกับการขอย้ายกลับสู่หมวดปกติ สำหรับบริษัทที่มีการเปิดซื้อขายอยู่ในปัจจุบันหากมีฐานะการเงินและผลการดำเนินงานลดต่ำลงโดยมีส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำกว่าศูนย์หรือติดลบมากขึ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension) เพื่อพักการซื้อขายของบริษัทดังกล่าว โดยจะเริ่มพิจารณาจากงบการเงินประจำปีที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2546 เป็นต้นไป กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯกล่าวว่า “เพื่อกระตุ้นให้บริษัทที่มีแนวโน้มว่าฟื้นฟูกิจการได้ เร่งแก้ปัญหาฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน รวมทั้งมีแผนปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสม คณะกรรมการฯได้กำหนดแนวทางดำเนินการเพิกถอนบริษัทในหมวด REHABCO ครบ 2 ปีดังนี้คือ 1. ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะติดตามและพิจารณาการแก้ไขปัญหาของบริษัทในหมวด REHABCO โดยให้บริษัทรายงานความคืบหน้าทุก 6 เดือน 2 . ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเสนอคณะกรรมการเพื่อสั่งเพิกถอนบริษัท โดยใช้เกณฑ์ดังนี้ - บริษัทไม่มีทรัพย์สินหลักในการประกอบธุรกิจต่อไปหรือธุรกิจหลักที่มีอยู่ไม่สามารถทำให้บริษัทดำรงอยู่ต่อไปได้ หรือ - แผนการปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทไม่คำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อย หรือลดมูลค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมเหลือศูนย์ หรือ - ผู้บริหารหรือเจ้าหนี้ของบริษัทไม่มีความตั้งใจที่จะปรับโครงสร้างหนี้ให้บริษัทดำเนินกิจการต่อไปได้ หรือ - บริษัทไม่มีความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสม ชัดเจน หรือมีภาระหนี้และภาระผูกพันภายหลังการปรับโครงสร้างหนี้คงเหลือจำนวนมากจนทำให้บริษัทไม่สามารถดำเนินงานต่อไปได้ อย่างไรก็ตามบริษัทที่มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาจะต้องดำเนินการให้มีส่วนของผู้ถือหุ้นมากกว่าศูนย์ หรือมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในธุรกิจหลัก ภายใน 3 ปีนับจากวันที่ใช้หลักเกณฑ์นี้ มิฉะนั้น ตลาดหลักทรัพย์จะเสนอคณะกรรมการฯ สั่งเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทต่อไป โดยแนวทางใหม่นี้จะเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2546 เป็นต้นไป” นายกิตติรัตน์ กล่าวถึงมติคณะกรรมการฯ ต่อว่า “คณะกรรมการฯ ได้มีมติอนุมัติในหลักการให้มีการจัดกลุ่มอุตสาหกรรมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้สามารถสะท้อนภาพรวมที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจ และให้ภาพที่ชัดเจนของธุรกิจในประเทศไทยจากปัจจุบัน 30 หมวด (ไม่รวม REHABCO) เป็น 8 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มเกษตรและ อุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food Industry) กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products) กลุ่มธุรกิจการเงิน (Financials) กลุ่มวัตถุดิบและสินค้าอุตสาหกรรม (Industrials) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Property & Construction) กลุ่มทรัพยากร (Resources) กลุ่มบริการ (Services) และกลุ่มเทคโนโลยี (Technology)” “ในการปรับเปลี่ยนกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว จะดำเนินการเป็น 3 ระยะ เพื่อสร้างความคุ้นเคยและความพร้อมในการจัดระบบงานของทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯและผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง รวมระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนประมาณ 3 ปีเศษโดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2547 ถึง ปี 2549” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์กล่าว สำหรับระยะที่ 1 จะเริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2547 โดยในระยะนี้ จะยังไม่มีการปรับเปลี่ยนกลุ่มอุตสาหกรรม แต่จะนำกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีลักษณะธุรกิจที่สอดคล้องกัน มาจัดไว้ภายใต้กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อจัดกลุ่มสินค้าให้มีความกระชับมากขึ้น โดยที่ยังคงกลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 30 กลุ่มไว้เช่นเดิม สำหรับระยะที่ 2 จะเริ่มในวันที่ 1 มกราคม 2548 จะมีการปรับชื่อและคำจำกัดความของกลุ่มอุตสาหกรรมบางกลุ่มที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้มีความเหมาะสม ชัดเจน และสอดคล้องกับโครงสร้างโดยรวม พร้อมกับให้ครอบคลุมถึงธุรกิจประเภทใหม่ ๆ ซึ่งในขั้นตอนนี้ อาจต้องมีการย้ายบริษัทจดทะเบียนไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่เหมาะสม ส่วนระยะที่ 3 จะเริ่มในวันที่ 1 มกราคม 2549 เมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องมีความคุ้นเคยแล้ว จะมีการยกเลิกกลุ่มอุตสาหกรรมในปัจจุบัน เพื่อให้โครงสร้างกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหลักทรัพย์ฯโดยรวมมีความกระชับมากขึ้น ซึ่งจะทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีจำนวนน้อยลงจนสอดคล้องกับกลุ่มเศรษฐกิจหรือสาขาอุตสาหกรรมหลักของประเทศ” นายกิตติรัตน์กล่าวเสริมว่า “การจัดกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ดังกล่าว จะมีส่วนช่วยให้สินค้าในตลาดหลักทรัพย์สามารถสะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจ ทำให้สามารถจัดให้บริษัทจดทะเบียนอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เหมาะสม และยังสามารถรองรับประเภทธุรกิจแบบใหม่ ๆ ที่มีหลากหลายมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯจะจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากบริษัทสมาชิก และบริษัทจดทะเบียน รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในแต่ละระยะต่อไป” นายกิตติรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการฯ มีมติให้โอนศูนย์บริการปฏิบัติการหลักทรัพย์ (Back Office Service Bureau) ซึ่งเดิมเป็นหน่วยงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปยังบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด เนื่องจากบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ฯ มีงานที่เกี่ยวข้องและต่อเนื่องกับงานหลังการซื้อขายหลักทรัพย์ของศูนย์บริการปฏิบัติการหลักทรัพย์ ซึ่งการโอนย้ายหน่วยงานดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพงานของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ฯ อีกทางหนึ่ง ทั้งในด้านการลดต้นทุนการดำเนินงานและลดความซ้ำซ้อนของบุคลากรที่จะปฏิบัติงานดังกล่าว โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไป นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาคำขออุทธรณ์ของนายกิตติพัฒน์ เยาวพฤกษ์ ที่อุทธรณ์มติคณะกรรมการฯ ที่ให้ใส่ชื่อในบัญชีรายชื่อบุคคลที่ไม่สมควรเป็นผู้บริหารเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2546 ประกอบกับความเห็นของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ให้ยืนตามมติของคณะกรรมการดังกล่าวแล้ว จึงมีมติให้ยืนตามมติเดิม และให้บมจ.รอยเนท เปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัท เพื่อให้มี คุณสมบัติในการดำรงสถานะในการเป็นบริษัทจดทะเบียนภายใน 45 วัน นับจากวันได้รับแจ้งจากคณะกรรมการฯ--จบ-- -ศน-