"แสงสุวรรณ" ใช้เทคโนโลยีแบบไทยพัฒนาตู้หยอดเหรียญน้ำแข็งอัตโนมัติ

กรุงเทพฯ--11 มี.ค.--แสงสุวรรณ น้ำแข็งหลอด ด้วยพื้นที่ของประเทศไทยที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร จึงต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว น้ำแข็งจึงนับเป็นปัจจัยที่ห้าที่คนไทยต้องบริโภคในแต่ละวัน และแม้ว่าความต้องการของตลาดจะมีสูง แต่ผู้ผลิตน้ำแข็งส่วนใหญ่แข็งขันธุรกิจกันด้วยการดัมพ์ราคาลง จนกระทั่งในปีหนึ่งๆ มีการปิดตัวของโรงน้ำแข็งไม่ต่ำกว่า 1-2 โรง และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ "บริษัทแสงสุวรรณ น้ำแข็งหลอด จำกัด " ต้องศึกษาแผนการตลาดใหม่เพื่อที่จะให้บริษัทอยู่รอด และมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นทุกปี ธุรกิจน้ำแข็งหลอดเกิดจากรุ่นพ่อแม่ นายชัยวัฒน์ สันติชีวะวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทแสงสุวรรณ น้ำแข็งหลอด จำกัด เล่าว่าธุรกิจน้ำแข็งเป็นธุรกิจครอบครัวทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อ-แม่หรือตั้งแต่ปี 2505 เป็นยี่ปั้วส่งน้ำแข็งมีรถเพียง 1 คัน จากนั้นกิจการเริ่มขยายตัวดีขึ้นมีรถส่งน้ำแข็งเพิ่มขึ้นเป็น 10 คันในปี 2515 แต่ก็ยังไม่มีโรงน้ำแข็งเป็นของตัวเอง จนกระทั่งปี 2527 ได้สร้างโรงงานผลิตน้ำแข็งขึ้นเป็นของตัวเอง แต่ด้วยความที่ไม่มีใจรักในธุรกิจครอบครัว กอปรกับจบการศึกษาระดับปวช.ด้านช่างยนต์ จึงพยายามออกหางานทำเองและถูกเพื่อนชวนให้ทำงานด้านโฆษณา จึงหันไปฝึกงานด้านโรงพิมพ์ งานถ่ายภาพ ซึ่งงานด้านนี้เองทำให้รู้สึกเป็นตัวเองมากขึ้น เริ่มเรียนรู้ พัฒนาตัวเองด้วยการไปเรียนและอบรมเทคโนโลยีการถ่ายภาพเพิ่มเติม ในที่สุดได้แยกการทำธุรกิจรับถ่ายภาพและรับทำโบรชัวร์ออกจากบริษัทของเพื่อนมาเปิดบริการเอง ในช่วงปี 2530-2532 ระหว่างนั้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยบูมมาก รายได้ประชาชาติโตขึ้นปีละ 7-9% ทุกปี จึงได้หันมาลงทุนซื้อขายหุ้นจนได้เงินจำนวนหนึ่ง จึงคิดเปิดธุรกิจล้าง-อัด-ขยายภาพ เพราะเห็นว่าธุรกิจที่เปิดทำด้านโฆษณาและถ่ายภาพจะต้องส่งร้านวันละ 15-20 ม้วน/วัน สอดคล้องกันทั้ง 2 ธุรกิจ แค่เพียงระยะเวลาไม่ถึง 6 เดือนได้กำไรจำนวนมาก พร้อมกับในช่วงนั้นเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ ตลาดบูมมากคนถ่ายรูปไม่ต่ำกว่า 2-3 ม้วน/วัน ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงทำธุรกิจนี้ ผันตัวเองสู่ธุรกิจโรงน้ำแข็ง การพลิกตัวเองจากธุรกิจถ่ายภาพมาสู่ธุรกิจโรงน้ำแข็งของครอบครัวนั้น เกิดจากพ่อและแม่ชวนให้มาทำธุรกิจของครอบครัว เพราะในช่วงปี 2538 การทำโรงน้ำแข็งมีกำไรมาก และจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแสงสุวรรณ น้ำแข็งหลอด จำกัด ด้วยทุน 3 ล้านบาท การเติบโตของธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นทุกปี จึงต้องใช้เงินลงทุนอย่างน้อยครั้งละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท แม้ว่าจะมียอดขายน้ำแข็งประมาณ 900,000-1,200,000 บาทต่อเดือน อัตราการเติบโตปีละ 20% ก็ตาม แต่การลงทุนก็ยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว เงินที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิตนำมาทุ่มกับการพัฒนาโรงงานหมด "เมื่อนึกถึงสภาพการดูแลกิจการโรงน้ำแข็งที่ไม่มีความถนัด ก็รู้สึกไม่ชอบ จึงพยายามปรับตัวเองด้วยการศึกษาธุรกิจของไลน์นี้เพิ่มเติม ด้วยการไปเรียนทางด้านสายการผลิตที่ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เนื่องจากความสามารถที่มีอยู่กับตัวนั้นเป็นงานด้านบริการไม่ใช่สายการผลิต พอสักระยะหนึ่งเริ่มรู้ว่า ควรจะเป็นอย่างไรจึงจะบริหารให้มีผลกำไร เพราะฉะนั้นจึงรู้ถึงสาเหตุปัญหาว่า 1.การทุ่มการลงทุนของบริษัทไม่รู้จบ เพราะตลาดโตขึ้นทุกวัน เราต้องโตตามไปด้วย ที่สำคัญธุรกิจนี้มีข้อแม้ว่าในช่วงฤดูหนาวต้องขายให้ได้ไม่เกิน 60% ของกำลังการผลิต เพื่อที่จะเดินเครื่องให้เต็ม 100% ในช่วงฤดูร้อน และ 2.ตลาดกลุ่มนี้ไม่มีความภักดี ยี่ปั้วสามารถเปลี่ยนไปรับน้ำแข็งรายอื่นได้ตลอดเวลา จากเหตุผลดังกล่าวจึงมีไอเดียที่จะทำธุรกิจน้ำแข็งแบบขายตรงขึ้น" จับมือ ITAP พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยี การเริ่มเข้าไปขอคำปรึกษาจากโครงการชุบชีวิตธุรกิจ กระทรวงอุตสาหกรรม ในปี 2540 ทำให้พบข้อผิดพลาดการบริหางานไม่มีกำไร ประสบปัญหาการเงิน จากสาเหตุการจัดการระบบการเงิน การผลิตไม่มีประสิทธิภาพเกิดการสูญเสียสูงในระบบผลิต และการออกแบบผังการผลิตไม่เป็นระบบ "แม้ว่าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงฟองสบู่แตก แต่ธุรกิจน้ำแข็งไม่ได้ตกเหมือนธุรกิจอื่น กลับจะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะธุรกิจน้ำแข็งไม่ได้อิงกับเศรษฐกิจ แต่อิงกับสภาพอากาศ และน้ำแข็งนับเป็นปัจจัยที่ห้า เมื่อศึกษาถึงขั้นนี้แล้ว จึงทราบว่าอนาคตน้ำแข็งหลอดเป็นสินค้าประเภทเดียวที่ยอมรับได้ในตลาด และน้ำแข็งบดนั้นมีความสกปรกมากกว่า ทำให้กล้าลงทุนที่จะพัฒนาโรงงานน้ำแข็งหลอดมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาลงทุนโดยไม่มีการวางระบบที่ดี เป็นผลให้สูญเสียเงินทุนแต่ละครั้งเป็นจำนวนมาก" ความต่อเนื่องของแนวคิดที่จะขายน้ำแข็งแบบขายตรงพบว่าจะได้กำไรเพิ่ม 3 เท่าตัว ทั้งยังไม่ต้องถูกกำหนดให้แข่งขันการขายด้วยราคาตามสภาพตลาด จึงได้ขอคำปรึกษาจากโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2544 จนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 โดยมีที่ปรึกษาเทคโนโลยีคือ อาจารย์สมานมิตร อยู่สุขสวัสดิ์ ผู้เชี่ยชาญด้านอิเลกทรอนิกส์ และอาจารย์ธวัชชัย วงศ์ช่าง ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบกลไก จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ จึงได้พัฒนา "เครื่องต้นแบบเครื่องจำหน่ายน้ำแข็งแบบหยอดเหรียญอัตโนมัติ" ขึ้น การช่วยเหลือของ ITAP ที่บริษัทขอความช่วยเหลือนั้นได้เข้าสู่ช่วงที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2545 จนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 คือการสร้างเครื่องตัวจริงเพื่อจำหน่าย รวมระยะเวลา 8 เดือน ทำให้การดำเนินงานของบริษัทเริ่มเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น จากเดิมแนวคิดที่ไร้การเรียบเรียง เมื่อได้รับการช่วยเหลือจาก ITAP ทำให้รู้ว่าขบวนการวิจัยจะต้องศึกษาจากพื้นฐานไปตามขั้นตอน มองตลาดอย่างมีวิสัยทัศน์และสอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต อย่างเช่นในปี 2547 เปิดให้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน บริษัทสามารถผลิตสินค้ารองรับกับความต้องการตลาดได้ทันที ซึ่งทั้งหมดนี้ ITAP ได้ชี้ให้เห็นว่าการผลิตเครื่องจำหน่ายน้ำแข็งแบบหยอดเหรียญนั้น ต้องนำงานวิศวกรรมเข้าไปเสริมให้เป็นเนื้อเดียวกัน ในที่สุดประเทศไทยก็ไม่ต้องนำเข้าโนว์ฮาวจากต่างประเทศ สามารถผลิตเครื่องจำหน่ายน้ำแข็งแบบอัตโนมัติได้เองและลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งบริษัทแสงสุวรรณนับเป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยขณะนี้ ที่ผลิตเครื่องดังกล่าวออกสู่ตลาดได้ เปิดบริษัทลูกสู่ธุรกิจขายตรง ยึดหลักบริหารงานแลล "บรรษัทภิบาล" นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้บริษัทแสงสุวรรณได้เปิดบริษัทลูกขึ้นอีกหนึ่งบริษัท โดยใช้ชื่อว่า คิว อาร์ แอนด์ ดี จำกัดในปี 2545 ด้วยทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาท ผลิตเครื่องจำหน่ายน้ำแข็งแบบหยอดเหรียญอัตโนมัติ เพื่อป้อนสินค้าให้กับบริษัทแสงสุวรรณฯ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ อย่างไรก็ดีการบริหารงานต้องมี "Goodgovernance" หรือการบริหารอย่างมีบูรณาการสานต่องานในอนาคตได้ ภายใต้การตลาดที่วางไว้ประกอบด้วย 1.การทำเฟรนไชส์ เนื่องจากตลาดธุรกิจน้ำแข็งในปัจจุบันแข่งขันด้วยการราคา จากมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท/ปี ทำให้แต่ละปีมีการปิดตัวโรงน้ำแข็งไม่ต่ำกว่า 1-2 โรง 2. การทำตลาดแบบ B to B (Bussiness to Bussiness) การลงทุนไม่ต้องทำทุกปี รับประกันสินค้า 2 ปี ลงทุนเพียงตู้ละ 125,000 บาท หากลูกค้าซื้อตู้ไปจำหน่าย 40 ตู้จะมีรายได้เดือนละ 720,000 บาท และ 3.B to C (Bussiness to Consumer) เป็นการทำตลาดทางเลือกสุดท้าย โดยตั้งยอดขายปีแรกไว้ที่ 100 ล้านบาท การใช้งบประมาณด้านการตลาดจะใช้กลยุทธ์ "มวลชนต่อมวลชน" ซึ่งชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของเครื่องจำหน่ายน้ำแข็งแบบหยอดเหรียญอัตโนมัติ คือ การพยายามคิดค้นผลิตผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และลงทุนต่ำเหมาะกับสภาพแวดล้อมของไทย ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นตู้เย็นรักษาอุณหภูมิ สามารถจำหน่ายสินค้าตามข้อกำหนดของตลาดเครื่อง 1 ตู้สามารถบรรจุน้ำแข็งเพื่อขายได้ 100 ถุง น้ำหนัก 1.4 กิโลกรัม/ถุง ราคา 6 บาท โดยราคาขายของเครื่องจำหน่ายน้ำแข็งแบบหยอดเหรียญอัตโนมัติอยู่ที่ 125,000 บาท/ตู้ "ผมมองว่าการทำธุรกิจต้องมีการมองตลาดอย่างมีวิชั่น มีระบบการจัดการที่ดีหรือทำทุกอย่างให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม มีบูรณาการที่ดี ไม่ทำอย่างสุกเอาเผากิน ไม่วิ่งใสธุรกิจอย่างไร้ทิศทาง การบริหารงานรูปแบบเช่นนี้ ทำให้ "แสงสุวรรณ น้ำแข็งหลอด" สามารถยืนหยัดในตลาดน้ำแข็งหลอดได้โดยไม่ต้องการแข่งขันตัดราคา แต่หันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อแข่งขันกับตลาด ซึ่งในวันนี้ก็สามารถทำได้แล้ว ภายใต้การสนับสนุนด้านแนวคิดเทคโนโลยีของ ITAP แต่ยังคงตระหนักตลอดเวลาว่า "แม้ว่าผลิตภัณฑ์ดี แต่ถ้าขาดการจัดการที่ดีก็ทำให้ธุรกิจเจ๊งได้เหมือนกัน" ด้านนายสมานมิตร อยู่สุขสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวว่า เครื่องจำหน่ายนำแข็งอัตโนมัติถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่คนไทยสามารถผลิตเครื่องได้เองในประเทศ โดยไม่ต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่ส่วนใหญ่ผ่านการใช้งานมาแล้วทั้งสิ้น เครื่อจำหน่ายน้ำแข็งอัตโนมัตินี้จึงถือเป็นเครื่องต้นแบบเครื่องแรกในประเทศที่สามารถพัฒนาเป็นเครื่องจำหน่ายสินค้าอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะเครื่องนี้จะมีระบบการทำงานซับซ้อนและยากกว่าเครื่องอื่นๆ หากจะนำไปดัดแปลงก็จะทำได้ยากกว่าการพัฒนาขึ้นมาใหม่ เครื่องจำหน่ายน้ำแข็งอัตโนมัตินี้ใช้เวลาพัฒนาทั้งสิ้นประมาณ 1 ปี มีขนาดกระทัดรัดคือ 1 X 1 เมตร สูงไม่เกิน 2 เมตรสามารถบรรจุน้ำแข็งขนาด 1. 4 กิโลกรัมได้ประมาณ 100 ถุงในแต่ละวัน โดยเครื่องจะสามารถกำหนดราคาขาย ทอนเหรียญ และตรวจสอบเหรียญปลอมได้อีกด้วย ซึ่งความน่าสนใจของเครื่องนี้ ก็คือ ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นในวงกว้างจากเดิมที่ บริษัทแสงสุวรรณ เป็นแค่โรงงานผลิตนำแข็ง แต่ปัจจุบันสามารถแตกไลน์ธุรกิจเติบโตเป็นอีกบริษัทที่ผลิตเครื่องจำหน่ายได้เอง และสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการอื่นที่สนใจธุรกิจนี้ ซึ่งแนวโน้มการตลาดรูปแบบนี้จะมาแรงต่อไปในอนาคต ด้านนางสาววลัยรัตน์ จังเจริญจิตต์กุล ที่ปรึกษาเทคโนโลยี โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) กล่าวว่า เครื่องจำหน่ายน้ำแข็งอัตโนมัติ ของบริษัท แสงสุวรรณน้ำแข็งหลอด จำกัด นี้ เป็นการดึงผู้เชี่ยวชาญมาช่วยพัฒนาเครื่องต้นแบบจำหน่ายน้ำแข็งอัตโนมัติ โดยที่ขนาดของตู้ไม่ควรจะใหญ่เกิน และระบบการทำงานต้องไม่ยุ่งยากทั้งในเรื่องของการบรรจุและจำหน่ายน้ำแข็ง โดยมีรูปแบบการดำเนินงานคือศึกษาความเป็นไปได้ในการออกแบบสร้างเครื่องจำหน่าย ซึ่งรูปแบบของตู้นี้จะเป็นการออกแบบใหม่ทั้งหมด ทั้งรูปแบบ กลไกภายใน และค่าความจุที่มีผลต่อมิติของเครื่อง ลักษณะของถุงบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งรูปแบบของการจัดวางตู้ที่จะทำการขายว่าควรจัดวางในลักษณะใดด้วยนอกจากนี้ยังมีเรื่องของปัญหาทางวิศวกรรมคำนวณและการกำหนดตัวแปรต่างๆที่จำเป็นต่อการสร้างตู้ เช่น ขนาดของระบบทำความเย็น การจัดวางคอนเด็นเซอร์ อีวาปอเรเตอร์ พัดลมระบายความร้อน คอมเพรสเซอร์ ขนาดความกว้าง ยาว และความสูงของตู้ การคำนวณและออกแบบระบบส่งกำลังในการจ่ายน้ำแข็ง ระบบการยอดเหรียญ การบุฉนวนกันความร้อน ความจุ ความร้อนจำเพาะของตู้โดยต้องลดวัสดุที่มีค่าความจุความร้อนจำเพาะสูงลงให้มากที่สุดแล้วใช้วัสดุที่มีความจุความร้อนต่ำๆมาทดแทน พร้อมทั้งออกแบบระบบไฟฟ้าต่างๆภายในตู้ ออกแบบระบบควบคุมในการหยอดเหรียญ ระบบจ่ายน้ำแข็ง และระบบป้องกันความผิดพลาดในการทำงานของตู้ ซึ่งขณะนี้แม้ว่าโครงการนี้ยังไม่แล้วเสร็จแต่ก็สามารถพัฒนาเครื่องต้นแบบได้แล้ว และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการผลิตเครื่องจำหน่ายน้ำแข็งอัตโนมัตินี้ในเชิงพาณิชย์ต่อไป ชื่อ บริษัทแสงสุวรรณ น้ำแข็งหลอด จำกัด ทุน จดทะเบียนปี 2538 จำนวน 3 ล้านบาท พนักงาน จากเดิม 8 คน ปัจจุบัน 33 คน รายได้ ประมาณ 9 แสน- 1.2 ล้านบาท/เดือน เปิดบริษัทลูก ปี 2545 ตั้งบริษัทคิว อาร์ แอนด์ ดี จำกัด ผลิต เครื่องจำหน่ายน้ำแข็งแบบหยอดเหรียญอัตโนมัติ ตั้งเป้ารายได้ 100 ล้านบาทในปี 2545--จบ-- -ศน-

ข่าว สถาบันเทคโนโลยีพระจอม ล่าสุด