(ต่อ1) ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546

กรุงเทพฯ--6 มี.ค.--ศูนย์ปชส. กระทรวงคมนาคม 3. เรื่อง การคัดเลือกเอกชนลงทุน บริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้า C3 ท่าเรือแหลมฉบัง คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ให้ส่งคืนเรื่องผลการคัดเลือกเอกชนลงทุน บริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้า C3 ท่าเรือแหลมฉบัง ให้คณะกรรมการตรวจสอบและกลั่นกรองการประกวดราคาให้เอกชนลงทุนบริหาร และประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้า C3 ท่าเรือแหลมฉบัง การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)เพื่อพิจารณาทบทวนความเห็นแล้วนำผลการพิจารณาเสนอให้คณะรัฐมนตรีตัดสินชี้ขาดต่อไป ซึ่งผลกระทบของการมีมติคณะรัฐมนตรี มีดังนี้ 1. ให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน บริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้า C3 ของท่าเรือแหลมฉบัง ตามนโยบายของรัฐบาล 2. ภายในระยะเวลา 16 เดือน หลังจากการลงนามในสัญญาฯ ท่าเรือแหลมฉบังจะมีขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่าปีละ 600,000 ทีอียู สามารถรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการขนส่งสินค้าทางทะเลของประเทศ รวมทั้งเป็นการกระตุ้นการลงทุนและการจ้างงานภายในโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออกและของประเทศโดยรวม 3. เป็นการประหยัดเงินลงทุนของรัฐ ในโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการคัดเลือกเอกชนลงทุน บริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้า C3 ท่าเรือแหลมฉบัง ดังนี้ 1. สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การท่าเรือแห่งประเทศไทย และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้แจ้งให้กระทรวงคมนาคมตรวจสอบการดำเนินโครงการดังกล่าว สรุปสาระสำคัญได้ 3 กรณี คือ 1) การจัดทำประกาศประกวดราคาไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ข้อ 6 (5) คือ ประกาศประกวดราคาไม่ได้กำหนดวัน เวลา และสถานที่เปิดซองของเอกสารประกวดราคา 2) การเก็บรักษาและการเบิกซองเอกสารประกวดราคา ไม่เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ 3) คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนฯ พิจารณาผลการประกวดราคาไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน TOR ข้อ 4.7 กระทรวงคมนาคมจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและกลั่นกรองการประกวดราคาให้เอกชนลงทุนบริหาร และประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้า C3 ท่าเรือแหลมฉบัง การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสารโครงการดังกล่าว ข้อชี้แจง ข้อพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. คณะกรรมการตรวจสอบกลั่นกรองฯ ได้รายงานผลการตรวจสอบและกลั่นกรองฯ มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้ 1) การจัดทำประกาศประกวดราคาไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2537 ออกตามความในพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ข้อ 6 (5) คือประกาศประกวดราคาไม่ได้กำหนดวัน เวลา และสถานที่เปิดซองเอกสารประกวดราคา ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการในส่วนนี้ว่า ในวันที่ 11 ตุลาคม 2545 ตามประกาศประกวดราคากำหนดให้ยื่นซองประกวดราคา กทท. ได้มีหนังสือแจ้งกำหนดการเปิดซอง (เอกสารนอกซอง) ในวันพุธที่ 30 ตุลาคม 2545 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 17 ห้อง 1701 อาคารที่ทำการ การท่าเรือฯ กรุงเทพฯ ให้ผู้ยื่นซองประกวดราคาทุกรายทราบแล้ว กรณีจึงไม่น่าจะถือว่า การที่การท่าเรือฯ ไม่ได้กำหนดวัน เวลา และสถานที่ในประกาศประกวดราคาดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบหรือไม่เป็นธรรมกับผู้ยื่นซองการประกวดราคารายหนึ่งรายใด 2) การเก็บรักษาและการเบิกซองเอกสารประกวดราคาไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียบปฏิบัติ คณะกรรมการตรวจสอบและกลั่นกรองฯ มีข้อสังเกตให้การท่าเรือฯ พิจารณาหาแนวทางหรือมาตรการที่จะป้องกัน โดยพิจารณาซองข้อเสนอการประกวดราคามาพิจารณาซองฯ ทุกซองอยู่ในสภาพเรียบร้อยสามารถให้ผู้ยื่นซองทุกรายตรวจสอบได้ เพื่อมิให้เกิดปัญหา หรือโดยการกำหนดวิธีปฏิบัติให้ชัดเจนเพื่อมิให้เป็นช่องว่างสำหรับการกระทำใด ๆ จนเกิดการร้องเรียนขึ้นได้ในกรณีต่อไป 3) คณะกรรมการคัดเลือกฯ พิจารณาผลการประกวดราคาไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารประกวดราคา (TOR) ข้อ 4.7 "4.7 ข้อเสนอผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติม (Additional Fee) ผู้ประกวดราคาต้องจัดทำรายละเอียดผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติมเพื่อชำระให้ PMB โดยกำหนดจำนวนผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติมในแต่ละปีตลอดอายุสัญญา และนำผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติมทั้งหมดมาคำนวณเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value -NPV) โดยนับผลประโยชน์ตอบแทนของแต่ละปีย้อนหลังมาถึงวันเริ่มต้นของสัญญา โดยใช้อัตราส่วนลดร้อยละ 12(สิบสอง) ต่อปี ผลประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวนี้จะต้องปรากฏในแผนการดำเนินธุรกิจที่เสนอด้วย" คณะกรรมการตรวจสอบและกลั่นกรองฯ เห็นว่าเมื่อได้นำข้อเสนอผลตอบแทนที่อยู่นอกแผนดำเนินธุรกิจ และผิดจากเงื่อนไขข้อกำหนดมาร่วมกับข้อเสนอผลประโยชน์ตอบแทน ทำให้บริษัทฯ ได้เปรียบผู้เข้าประกวดราคารายอื่น จึงไม่สมควรรับข้อเสนอดังกล่าว 4) บริษัทไทยแหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด ร้องเรียนคณะกรรมการคัดเลือกฯ ที่ได้มีมติไม่รับข้อเสนอของบริษัทฯ ในกรณีขอสงวนสิทธิที่จะจัดตั้งบริษัทใหม่ เพื่อบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้า C3 คณะกรรมการตรวจสอบและกลั่นกรองฯ เห็นว่า ตามข้อกำหนดเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR)ยินยอมให้จัดตั้งบริษัทใหม่เฉพาะแต่ผู้ยื่นข้อเสนอที่ดำเนินการร่วมกันในลักษณะ "ร่วมค้า" (Joint Venture) เท่านั้น หากการท่าเรือฯ รับข้อเสนอของบริษัทฯ ที่ได้กำหนดเงื่อนไขในข้อเสนอทางเทคนิคไว้ อาจส่งผลให้การท่าเรือฯ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือข้อจำกัดใดๆของบริษัทที่จัดตั้งใหม่นั้นด้วยจึงเห็นพ้องด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการคัดเลือกฯ ที่พิจารณาว่าเป็นการยื่นข้อเสนอผิดเงื่อนไขในการประกวดราคาที่เป็นสาระสำคัญ และไม่ผ่านการคัดเลือก ดังนั้น คณะกรรมการตรวจสอบและกลั่นกรองฯ จึงเห็นควรนำข้อพิจารณาและความเห็นดังกล่าวข้างต้นเสนอประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อส่งเรื่องคืนคณะกรรมการคัดเลือกฯ พิจารณาทบทวนความเห็นตามนัยมาตรา 21 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนร่วมงาน หรือดำเนินการในหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2535 ต่อไป 3. เรื่องแต่งตั้ง 1. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนดหกปีตามวาระ ดังนี้ 1) นายโกวิทย์โปษยานนท์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต่อไปอีกวาระหนึ่ง 2) นางเกษรี ณรงค์เดช เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบัญชี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นไป 2. คณะกรรมการตรวจสอบภาคราชการประจำกระทรวง คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภาคราชการประจำกระทรวงที่สรรหาทดแทนตำแหน่งที่ว่างจำนวน 2 ราย คือ กระทรวงยุติธรรม นางพิไล เปี่ยมพงศ์สานต์ และกระทรวงสาธารณสุข นายทำนุ ธรรมมงคล และให้กระทรวงการคลังเป็นผู้นำรายชื่อคณะกรรมการตรวจสอบภาคราชการจำนวน 80 ราย ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการตรวจสอบภาคราชการประจำกระทรวงต่าง ๆ จำนวน 16 คณะ มาปรับใหม่ให้สอดคล้องกับโครงสร้างส่วนราชการที่มี 20 กระทรวง และสำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภาคราชการครั้งต่อ ๆ ไปให้คณะกรรมการสรรหาฯ เสนอรายชื่อคณะกรรมการตรวจสอบภาคราชการที่สรรหาได้ในลักษณะรายชื่อรวมเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ส่วนการจัดคณะกรรมการตรวจสอบภาคราชการประจำแต่ละกระทรวง ให้กระทรวงการคลังดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด ดังนี้ 1. การกำหนดจำนวนกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบของแต่ละกระทรวง ให้มีจำนวนกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบที่เพียงพอและเหมาะสมที่จะทำให้เกิดผสมผสานกันในด้านความรู้ ประสบการณ์ และการใช้ดุลยพินิจโดยให้นำปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงในการบริหารงานของกระทรวง เช่น บทบาทภารกิจ งบประมาณและขนาดของแต่ละกระทรวง ฯลฯ เป็นต้น มาพิจารณาในการกำหนดจำนวนกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบของแต่ละกระทรวง ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบแต่ละกระทรวงต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน และไม่เกิน 7 คน ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2542 2. การจัดองค์ประกอบของคณะกรรมการตรวจสอบในแต่ละกระทรวง คณะกรรมการตรวจสอบของแต่ละกระทรวงควรประกอบด้วย กรรมการตรวจสอบที่มีความรู้และประสบการณ์หลาย ๆ ด้าน เพื่อให้การพิจารณาประเด็นปัญหาและการให้ข้อเสนอแนะเป็นไปอย่างกว้างขวางและมีความหลากหลาย องค์ประกอบของคณะกรรมการตรวจสอบแต่ละกระทรวงควรประกอบด้วยกลุ่มบุคคลที่มีคุณสมบัติต่าง ๆ ดังนี้ 2.1 กรรมการตรวจสอบที่มีความรู้และประสบการณ์ในด้านการเงิน การคลัง การบัญชี การตรวจสอบการควบคุมภายใน การบริหาร การประเมินผล หรือมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกระทรวงที่จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ และ 2.2 กรรมการตรวจสอบที่มีความรู้ในภารกิจของกระทรวงที่จะให้เข้าไปกำกับดูแลและรับผิดชอบ หรือ 2.3 กรรมการตรวจสอบที่มีความรู้และมีความเข้าใจในสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมของระบบราชการ--จบ-- -ศน-

ข่าว กระทรวงการคลั ล่าสุด