ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศวิสัยทัศน์และภารกิจระยะยาว

กรุงเทพฯ--11 ก.ย.--ตลาดหลักทรัพย์ฯ นายวิจิตร สุพินิจ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยในโอกาสเข้าดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าจะปรับวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ใหม่ให้มีความชัดเจนต่อการกำหนดภารกิจในระยะยาว และจะสานต่องานตามแผนแม่บทพัฒนาตลาดทุน โดยเน้นงานหลักด้านการให้ความรู้ผู้ลงทุน และการเพิ่มปริมาณและคุณภาพตราสาร พร้อมทั้งเตรียมปรับโครงสร้างองค์กร เพิ่มความสำคัญด้านการให้ความรู้ผู้ลงทุน โดยตั้งสายงานใหม่รองรับ เผยไม่เน้นการดำเนินงานเพื่อเพิ่มกำไร แต่เน้นนำรายได้ไปพัฒนางานให้ก้าวหน้า นายวิจิตรกล่าวว่าวิสัยทัศน์เดิมมีที่มาจากภารกิจ “การเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่เกื้อหนุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และมีความสามารถในการแข่งขันระดับสากล” และตลาดหลักทรัพย์ได้ดำเนินงานอย่างมุ่งมั่นสอดคล้องกับแนวทางดังกล่าวอย่างดี มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว จึงจะมีการปรับวิสัยทัศน์ที่มีความชัดเจนต่อการกำหนดภารกิจในระยะยาวใหม่ ดังนี้ "มุ่งมั่นสู่การเป็นตลาดรองที่มีสภาพคล่องของหลักทรัพย์เพื่อการระดมทุนที่มีความหลากหลายและมีคุณภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายโดยมุ่งเน้นให้ 1.มีระบบซื้อขายหลักทรัพย์และระบบสนับสนุนที่เชื่อถือได้ตามมาตรฐานสากลโดยใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ 2.ให้บริการด้านการเปิดเผยข้อมูลที่รวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน พร้อมทั้งการให้ความรู้ และความเข้าใจในเรื่องการลงทุนอย่างทั่วถึง 3.มีการปฏิบัติงานโดยให้ความสำคัญเชิงประสิทธิภาพ ทั้งในด้านความรวดเร็ว ความมีคุณภาพ การมีต้นทุนที่ต่ำ และการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุมขององค์กร ของบริษัทย่อย และของผู้เกี่ยวข้อง 4.ทำหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติต่างๆ ตามเจตนารมณ์ของข้อกำหนดที่ยึดหลักการของความมีจริยธรรม" วิสัยทัศน์ใหม่นี้ จะมีความชัดเจนต่อผู้ปฏิบัติงานทุกด้าน และจะมีผลต่อการทำงานทั้งในเชิงปริมาณ และ คุณภาพ รวมทั้งในเชิงประสิทธิภาพและประสิทธิผลอีกด้วย นายวิจิตรกล่าวต่อไปว่า จะสานต่องานตามแผนแม่บทพัฒนาตลาดทุน 6 ประการ ได้แก่ การมุ่งสู่ตลาดทุนที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี การเพิ่มปริมาณและคุณภาพ ตราสารเพื่อการลงทุน การสร้างฐานผู้ลงทุนให้ กว้างขวาง เข็มแข็ง และมีโครงสร้างของผู้ลงทุนประเภทต่าง ๆ ที่มีความสมดุล การสร้างความแข็งแกร่งของสถาบันตัวกลาง การปรับโครงสร้างการกำกับดูแล และการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบซื้อขาย และระบบงานที่เชื่อมต่อกัน โดยจะเน้นงานที่สำคัญที่สุด 2 ด้านหลัก คือ การสร้างความรู้ความเข้าใจของผู้ออม และ ผู้ลงทุน และ การเพิ่มปริมาณ และคุณภาพของตราสารเพื่อการลงทุน “แม้งานทุกด้านจะมีความสำคัญ แต่ด้านที่ต้องมุ่งมั่นเป็นพิเศษ 2 ด้านคือ การสร้างความรู้ความเข้าใจของ ผู้ออมและผู้ลงทุน ซึ่งจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ถาวรต่อตลาดทุนของประเทศ โดยจะมีการทำงานตั้งแต่ระดับ นักเรียน ประถม มัธยม อุดมศึกษา และประชาชนทั่วไป ซึ่งถ้าผู้ออมและผู้ลงทุนส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจที่ดี ตั้งแต่ การจัดสรรเงินออม มีการฝากเงิน การลงทุนในตราสารประเภทต่าง ๆ การออมผ่านกองทุนรวมประเภทต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับวัย ความสามารถในการมีรายได้ และมีความพร้อมต่อความเสี่ยง รวมทั้งสามารถเลือกลงทุน และใช้บริการกับสถาบันที่มีความเป็นบรรษัทภิบาล และมีความเป็นมืออาชีพ มาตรฐานของการปฏิบัติต่าง ๆ ในตลาดทุนจะได้รับการพัฒนาขึ้นทั้งระบบ ส่วนการเพิ่มปริมาณและคุณภาพของตราสารเพื่อการลงทุนนั้นเห็นว่า ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศกำลังเติบโต แต่ผลตอบแทนจากการฝากเงินยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก จึงต้องเร่งหาทางเลือกในการออมและการลงทุนให้กับประชาชนทั่วไปในวงกว้างสำหรับตราสารประเภทหุ้นทุน ซึ่งเป็นภารกิจหลักของตลาด หลักทรัพย์ฯ นอกจากจะเป็นทางเลือกให้กับผู้ออมและผู้ลงทุนแล้ว ยังเป็นการสร้างความแข็งแกร่งของฐานทุนให้กับบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในระบบการบัญชี และการชำระภาษีที่ถูกต้องอีกด้วย” ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าว ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังกล่าวด้วยว่า ได้มีการเตรียมปรับโครงสร้างองค์กรตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเน้นความสำคัญด้านการให้ความรู้ผู้ลงทุนให้มากขึ้น หลังจากในระยะเวลา 3 - 4 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯได้มีการปรับองค์กรหลายครั้ง เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามนโยบายและภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความคล่องตัว ซึ่งในปัจจุบัน ได้มีการจัดสายงานออกเป็น 6 ด้าน (32 ฝ่ายงาน) ได้แก่ สายงานศูนย์ระดมทุนและตลาดหลักทรัพย์ใหม่ สายงานกำกับตลาด สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ สายงานการเงินและบริหาร สายงานกิจกรรมองค์กร และสายงาน กลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ โดยมีบริษัทย่อยที่มีภารกิจเฉพาะด้านอีก 4 บริษัทคือ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด บริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด และบริษัท แฟมมิลี่ โนฮาว จำกัด “ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมแยกงานด้านการให้ความรู้ผู้ลงทุนออกจากสายงานศูนย์ระดมทุนฯ เป็น "สายงาน การให้ความรู้" ซึ่งจะประกอบด้วย 4 ฝ่ายงาน คือ สถาบันพัฒนาบุคลากรธุรกิจหลักทรัพย์ (TSI) โครงการพัฒนาเยาวชน (SET-Junior Achievement Thailand: SET-JAT) ศูนย์ประสานงานการให้ความรู้นิสิต นักศึกษา และฝ่ายสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งเดิมอยู่ในสังกัดของสายงานศูนย์ระดมทุนฯ โดยมีอีก 4 ฝ่ายงานที่สำคัญรวมอยู่ด้วย คือ ฝ่ายการตลาดผู้ออกหลักทรัพย์ ฝ่ายการตลาดผู้ลงทุน ฝ่ายบริการบริษัทสมาชิก และฝ่ายสื่อสารองค์กร” นายวิจิตรกล่าว ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กล่าวย้ำว่าพร้อมที่จะสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนในวงกว้าง ทั้งในด้านการจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าฯ ซึ่งได้มีการให้ยืมบุคลากรหลักไปปฏิบัติงานเต็มเวลา จำนวน ประมาณ 10 คน และขอให้หน่วยงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสนับสนุนในช่วงการเตรียมการจัดตั้ง นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการจัดตั้งตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน โดยได้มีการอนุมัติวงเงินสนับสนุนการจัดตั้งไปแล้ว 300 ล้านบาท พร้อมสนับสนุนบุคลากรในช่วงการเตรียมการจัดตั้งตลาดฯ และวางระบบงานที่เกี่ยวข้อง ในขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะสนับสนุนการทำระบบการซื้อขายหุ้นกู้ของบริษัทจดทะเบียน และพันธบัตรรัฐบาล เพื่อผู้ลงทุนรายย่อย ซึ่งปัจจุบันได้จัดทำระบบซื้อขายเรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะเริ่มให้บริการการซื้อขายแก่ผู้ลงทุนได้ภายในปีนี้ พร้อมทั้ง ยังเน้นที่จะสนับสนุนและส่งเสริมการออมของ ประชาชนทั่วไปผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน โดยได้มีการอนุมัติวงเงินลงทุนไปแล้ว จำนวน 600 ล้านบาท เพื่อร่วมลงทุนในกองทุนรวม 13 กองทุน ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่จะมีการทำงานร่วมกันของบริษัท หลักทรัพย์จัดการลงทุน และบริษัทสมาชิกในการให้บริการกับผู้ออมทั่วไป นายวิจิตรกล่าวเน้นว่า “ช่วงเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องเน้นการเพิ่มกำไร และมีนโยบายที่จะนำรายได้จากการดำเนินงานไปพัฒนางานให้ก้าวหน้าโดยเร็ว ซึ่งปัจจุบันรายได้ของตลาดหลักทรัพย์ฯ มาจากด้านต่าง ๆ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมหลักทรัพย์จดทะเบียน ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ ค่าบริการข้อมูลรายได้จากบริษัทย่อย และรายได้จากเงินลงทุน ซึ่งรายได้ในปี 2545 มีจำนวนรวมกันทั้งสิ้น 1,430 ล้านบาท มีผลกำไรรวม 464 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2546 ครึ่งปีมีรายได้ 732 ล้านบาท มีผลกำไรรวม 205 ล้านบาท โดยคาดว่าทั้งปีก็จะยังมีกำไรอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ส่วนทุนของตลาดหลักทรัพย์ที่มีทุนอยู่ในระดับ 12,649 ล้านบาทเมื่อกลางปี 2546 จะมีกำไรจากเงินลงทุนที่ยังไม่ได้แสดงตามบัญชีอยู่อีกถึงกว่า 400 ล้านบาท” ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ย้ำว่าจะพยายามกำกับงานของฝ่ายจัดการให้บริหารจัดการให้มีรายได้ ที่ดี เพื่อจะนำรายได้ไปเร่งพัฒนางานด้านต่าง ๆ ให้ก้าวหน้า โดยขณะนี้ฝ่ายจัดการอยู่ในระหว่างการจัดเตรียมแผนธุรกิจ และงบประมาณเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการประชุมปลายเดือนตุลาคม นี้ เอกสารแนบ ประวัติ ชื่อ-สกุลนายวิจิตร สุพินิจนายวิจิตร สุพินิจ ตำแหน่งประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การศึกษาปริญญาบัตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (รุ่นที่ 31) M.A. Yale University, USA. B.A. (Econ.) Hons. University of Manchester, England Southend College of Technology, England คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตำแหน่งงานอื่นในปัจจุบัน -ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง -ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ -ประธานกรรมการ บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน กระทรวงการคลัง -ประธานคณะทำงานนโยบายเศรษฐกิจ กระทรวงการคลัง -กรรมการ คณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ -กรรมการ คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม -กรรมการที่ปรึกษาวิปรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร -ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร -กรรมการ สถาบันนโยบายสังคมและเศรษฐกิจ ประสบการณ์การทำงาน -ผู้ว่าการและประธานกรรมการ ธนาคารแห่งประเทศไทย -สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เลขานุการคณะกรรมาธิการการคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน -กรรมการ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) -ประธานกรรมการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย -กรรมการ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย -ประธานกรรมการอำนวยการ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ -วุฒิสมาชิก เลขานุการคณะกรรมาธิการการคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา -ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อฝ่ายสื่อสารองค์กร ลดาวัลย์ กันทวงศ์ โทร. 0-2229-2036 / รุ่งรัชนี อริยภิญโญ โทร. 0-2229-2659 / กุลวิดา จินตกะวงส์ โทร. 0-2229 - 2037 / ณัฐพร บุญประภา โทร. 0-2229-2049--จบ-- -นห-

ข่าว วิจิตร สุพินิจ ล่าสุด