(ต่อ5)ภาพยนตร์เรื่อง "MATCHSTICK MEN" อัจฉริยะตุ๋น...เรือพ่วง - newswit

กรุงเทพฯ--29 ส.ค.--วอร์เนอร์บราเดอร์ส พิกเจอร์ส จิอานนิน่า ฟาซิโอ (ร่วมอำนวยการสร้าง) นับเป็นงานชิ้นแรกของเธอในการอำนวยการ สร้างภาพยนตร์ กับเรื่อง Matchstick Men. ภายใต้ชื่อ Cara Films ซึ่งเป็นบริษัทโปรดักชั่นของ เธอเอง และกำลังมีงานสร้างเรื่อง Alles Bob ร่วมกับสก็อต ฟรี และกำกับการแสดงโดยชารอน แมกไกวร์ (Bridget Jones' Diary) จากการออกทุนของ Intermedia Films และจะร่วมกันกับ ริดลีย์ สก็อต ในการสร้างหนังดัดแปลงเรื่องตำนานกุชชี่ ซึ่งเธอจะอำนวยการสร้างให้กับ Sony Pictures โดยการกำกับของสก็อต ฟาซิโอยังมีผลงานสร้างร่วมกับสก็อต ฟรี ในหนังดัดแปลงจาก นิยายของโจ แลนสเดล เรื่อง "The Big Blow" และกำกับการแสดงโดยเจค สก็อต (Plunkett and Macleane) ขณะนี้กำลังมีงานสร้างเรื่อง Tristan & Isolde, ซึ่งจะเริ่มการถ่ายทำหลักในวันที่ 1 กันยายน 2003 และกำกับการแสดงโดยเควิน เรย์โนลด์ส (The Count of Monte Cristo) และแสดงโดยเจมส์ ฟรังโก (James Dean, Spiderman I และ II) การทำงานสร้างของเธอ ยังเกี่ยวเนื่องไปถึงเน็ตเวิร์คโทรทัศน์ ซึ่งเธอมีโปรเจ็คดราม่าความยาว 1 ช.ม. เรื่อง F H 2 เกิดที่คอสตา ริก้า และย้ายมาอยู่วอชิงตัน ดีซี ตั้งแต่ยังเล็กมากเมื่อบิดาของเธอ ดำรงตำแหน่งเอกทูตแห่งคอสตา ริก้า ในอเมริกา เธอกลับไปยังบ้านเกิดในอีกสิบปีต่อมา ก่อนย้าย ไปอยู่อิตาลีเมื่ออายุได้ 14 ซึ่งเธอเรียนจบ และเข้าเรียนต่อด้านศิลปะ การเต้น และภาษา เธอจบ การศึกษาในอันดับเกียรตินิยมในฐานะล่ามสี่ภาษา แต่ความปรารถนาของเธอยังคงเป็นงานด้าน ศิลป์เริ่มอาชีพการทำงานด้วยการเป็นนักเต้น ในครั้งแรกกับ National Company of Italy ก่อนเข้าร่วมทำงานกับคณะเต้นแห่งชาติคอสตา ริก้า และได้รับรางวัลของอิตาลี เมื่อมีงาน ภาพยนตร์ 17 เรื่องและรายการโชว์โทรทัศน์อีก 2 เธอจึงเปลี่ยนมาทำงานสร้างอย่างเต็มตัว แต่บางทีเราอาจจะได้เห็นฟาซิโอกับ "เสน่ห์นำโชค" ของเธอ กับบทบาทในหนังหกเรื่องของริดลีย์ สก็อต จอห์น แมทธีสัน, B.S.C. (ผู้กำกับภาพ) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ จากหนัง อันเป็นตำนานของริดลีย์ สก็อต Gladiator เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล American Society of Cinematographers Outstanding Achievement Award และได้รับรางวัล BAFTA, และรางวัล AFI Cinematography Prize และยังได้รับเกียรติ Los Angeles Film Critics จากฝีมือ การถ่ายทำภาพยนตร์ของเขา เป็นชาวสก็อตโดยกำเนิด และไต่เต้าสู่อันดับด้วยฝีมือของตนเอง เริ่มต้นจากการเป็น คนใส่ฟิล์มให้กับภาพยนตร์ของ ดีเร็ค จาร์แมน และหลังจากนั้นได้เป็นผู้ช่วยของเกเบรียล เบริสเทน จากนั้นทำงานมิวสิควิดีโอและได้เป็นที่รู้จักจากผลงานชุด "Peekaboo," โดย Siouxsie and the Banshees หลังจากเจ็ดปีให้หลัง เขาได้ถ่ายทำมิวสิควิดีโอและสป็อตทีวีกว่า 350 ชิ้น รวมทั้งโฆษณาของ BMW X-5 และหนังคลาสสิครีเมคของมาดอนน่าโดย ดอน แมคลีน เรื่อง "American Pie" เขาได้พบกับลูกชายของริดลีย์ สก็อต เจค ผู้ซึ่งเป็นผู้กำกับเช่นเดียวกัน ในการร่วมทำงาน เรื่อง Plunkett & Macleane เมื่อปี 1999 และต่อมาได้ร่วมทีมกับสก็อตผู้พ่อ ในเรื่อง Hannibal ซึ่งเป็นภาคต่อของหนังที่ประสบความสำเร็จ และได้รับรางวัลออสการ์เมื่อปี 1991 - Silence of the Lambs และยังได้ร่วมงานกับโทนี่ สก็อต ในซีรี่ส์ไพล็อตทาง HBO series - The Hunger ผลงานเรื่องล่าสุดของเขา ได้แก่ K-Pax, ซึ่งกำกับการแสดงโดยเอียน ซอฟท์ลีย์ และแสดง โดยเควิน สเปซี่ และเจฟ บริดเจ็ดส์ ในบรรดาภาพยนตร์ที่เป็นผลงานของเขา ได้แก่ Twin Town; Love is the Devil; Pigalle; และ Vigo: A Passion for Life, หนังของผู้กำกับ จูเลียน เท็มเพิล เรื่องราวของผู้กำกับแห่งตำนาน Jean Vigo ในปี 1995 ทำงานกับหนังฝรั่งเศสเรื่อง Bye, Bye ของ Legion d'Honneur, ซึ่งทำให้เขาได้รับ Chevalier des Arts et des Letters ทอม โฟเดน (ผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์) เริ่มงานออกแบบให้กับมิวสิควิดีโอ และงานโฆษณา ทางโทรทัศน์ และได้รับรางวัลจาก งานออกแบบที่ทำให้ไมเคิล แจ็คสัน, เจเน้ต แจ็คสัน, Nine Inch Nails, เลนนี่ กราวิทซ์ และมาดอนน่า จากการร่วมงานมิวสิควิดีโอที่ได้รับรางวัลกับ Gus Van Sant ใน "Weird" เพื่อวงป็อพ Hanson ที่ทำให้เขาได้ทำงานในภาพยนตร์เรื่อง Psycho โฟเดนได้รับชื่อเสียงจากผลงานที่ โดดเด่นของเขาในภาพยนตร์เรื่องต่อมา กับหนังไซโคระทึกขวัญของทาร์เซม ซิงก์ เรื่อง The Cell, และตามมาด้วย One Hour Photo ของมาร์ค เรมาเน็ค และทั้งสองเรื่องได้เข้าชิงรางวัล Art Directors Guild for Excellence in Production Design โดดี้ ดอร์น (ผู้ลำดับภาพ) เคยได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ และ AFI Film Awards และ American Cinema Editor (A.C.E.) Eddie Awards จากผลงานที่ทำให้กับหนังระทึกขวัญ ของคริสโตเฟอร์ โนแลน Memento ในปีเดียวกันนั้น และเข้าชิงรางวัล Emmy และ A.C.E. Eddie ในการลำดับภาพให้กับมินิซีรี่ส์ที่ได้รับรางวัล Life with Judy Garland: Me and My Shadows ล่าสุดเพิ่งได้ร่วมงานอีกครั้งกับโนแลนให้หนังดราม่าอาชญากรรมเรื่อง Insomnia นำ แสดงโดย อัล ปาชิโน, โรบิน วิลเลียมส์ และ ฮิลารี สแวงค์ นอกจากนี้เธอยังลำดับภาพ ให้กับผู้เขียนบท ออเดรย์ เวลส์ ในผลงานกำกับการแสดงเรื่องแรก Guinevere, ซึ่งแสดงโดย สตีเฟน รี และซาร่า พอลลี่ (ออกฉายเมื่อปี 1999 ที่งาน Sundance Film Festival) และสารคดีของ เคอร์บี้ ดิค Sick: The Life and Death of Bob Flanagan, Supermasochist, (ได้รับรางวัล Special Jury Prize ที่ Sundance และ Best Film จาก L.A. Independent Film Festival เมื่อปี 1997) การทำงานของเธอนั้น แวดล้อมไปด้วยรวมโปรเจ็คที่หลากหลายด้วยกัน รวมถึง I Woke Up Early the Day I Died, หนังสมัยใหม่ที่สร้างจากสคริปท์ของเอ็ด วู้ด; หนังกวีสั้นของบริตต้า โจเกรน, A Small Domain (ชนะรางวัล Grand Prize - Best Short ในปี 1996 จาก Sundance Film Festival); Murderous Decisions,หนังโทรทัศน์ของยุโรป; และ Chanticleer Discovery Program, Tuesday Morning Ride, (เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 1996 - Best Short); และงานภาพยนตร์ ของไมเคิล ลินด์เซย์-ฮอกก์ ที่ดัดแปลงจากละครคลาสสิคของแซมมวล เบ็กเก็ตต์ Waiting for Godot หลังจากเรียนจบจาก Hollywood High School ดอร์นเริ่มการทำงานด้วยการเป็น ผู้ช่วยด้านโปรดักชั่น ให้กับหนังชีวประวัติทางโทรทัศน์ของจอห์น คาร์เพนเตอร์ ในปี Elvis และท้ายที่สุดก็เปลี่ยนหน้าที่ไปทำงานตัดต่อเสียงเมื่อปี 1982 และได้แสดงฝีมือในงานโมเดิร์น คลาสสิคอย่าง Silverado, The Big Chill, Mrs. Soffel, Racing With the Moon, The Big Easy และ Children of a Lesser God การทำงานระยะยาวของเธอ กับอลัน รูดอล์ฟ รวมไปถึงการ ควบคุมการตัดต่อเสียงให้กับ The Moderns, Choose Me, Trouble in Mind และ Made in Heaven นอกจากนั้นยังรับตำแหน่ง ผู้ควบคุมเสียงให้กับเรื่อง The Big Picture, State of Grace และ Powwow Highway และใในปี 1986 ดอร์นได้ริเริ่มบริษัทซาวนด์ของตนเอง - Sonic Kitchen และในปี 1990 ยังได้รับรางวัล Golden Reel Award - Best Sound จากหนังไซไฟแห่งตำนาน ของเจมส์ คาเมรอน เรื่อง The Abyss ดอร์นแต่งงานแล้วกับหวานใจวัยเรียนมัธยม เควิน ฮิวจ์ ปรมาจารย์ด้านประกอบฉาก ทั้งคู่มีบ้านอยู่ในลอส แอนเจลิส กับสุนัขสองตัว Blaise และ Buddy ฮานส์ ซิมเมอร์ (ผู้ประพันธ์เพลง) ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง - Best Original Score จากผลงานของดิสนีย์ The Lion King,รวมทั้งรางวัลลูกโลกทองคำ, สองรางวัลแกรมมี่, และรางวัล Tony Award (สำหรับผลงานบนเวทีบรอดเวย์ในเวลาต่อมา) สำหรับผลงานโดดเด่นที่เขา ได้ประพันธ์ให้กับริดลีย์ สก็อต ในเรื่อง Gladiator ทำให้เขาได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ และ Broadcast Film Critics Award และเข้าชิงรางวัลออกสาร์อีกหนึ่งรางวัล อัลบั้มชุดนี้สร้างยอด ขายถึง 3,000,000 ยูนิต ทั่วโลก และยังมีผลในอัลบั้มถัดมา "Gladiator: More Music From the Motion Picture" นักประพันธ์ชื่อดัง ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองอีก 5 ครั้ง จาก ผลงานของเขาในเรื่อง Rain Man, As Good As It Gets, The Thin Red Line, The Preacher's Wife และ The Prince of Egypt ผลงานมากมายและหลากหลายของเขานั้น ได้แก่ ดนตรีประกอบเรื่อง Driving Miss Daisy, Mission: Impossible 2, The Road To El Dorado, หนังของแบรี่ เลวินสัน เรื่อง Green Card, Spirit: Stallion of the Cimarron, The Rock, และดราม่าตำนานสงครามประวัติศาสตร์ Pearl Harbor เป็นที่รู้จักมายาวนานว่าเป็นหนึ่งในบรรดาผู้มีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์เพลงของฮอลลี-วู้ด ศิลปินชาวเยอรมันผู้นี้ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกกับผลงานเพลงป็อพ ในฐานะสมาชิก ของวง The Buggles และผลงานซิงเกิ้ลของวงเมื่อปี 1982 ที่โด่งดังไปทั่วโลก "Video Killed the Radio Star" ได้ช่วยนำมาซึ่งความบันเทิงยุคใหม่ และเป็นมิสิควิดีโอชิ้นแรกที่ออกอากาศทาง MTV ในปีเดียวกันนั้น ซิมเมอร์ได้ก้าวเข้าสู่อาณาจักรของเพลงประกอบภาพยนตร์ โดยการร่วม งานกับนักประพันธ์เพลงชื่อดัง แสตนลีย์ ไมเออร์ส (The Deer Hunter) ในภาพยนตร์ ดราม่าเรื่องดัง Moonlighting เขายังคงร่วมงานต่อกับไมเออร์สในหนังของสตีเฟน ฟรีเออร์ส เรื่อง My Beautiful Launderette และหนังของนิโคลัส เริร์ก เรื่อง Insignificance lและได้เรียนรู้ ถึงพลังในการรวมจังหวะสมัยใหม่เข้ากับท่ววงทำนองของดนตรีคลาสสิค หลังจากร่วมงานกับ ไมเออร์สถึง 15 เรื่อง ซิมเมอร์ก็เริ่มอาชีพการแต่งเพลงเดี่ยวด้วยตนเอง ในหนังดราม่าของปี 1988 A World Apartเขาเดินหน้าต่อในการทำงานร่วมกับผู้สร้างชื่อดังอย่าง รอน โฮเวิร์ด (Backdraft), จอห์น แบทแฮม (Drop Zone, Bird on a Wire), ปีเตอร์ เวียร์ (Green Card), ไมค์ นิโคลส์ (Regarding Henry), จอห์น ชเลซิงเจอร์ (Pacific Heights), เจมส์ บรุ๊ค (As Good As It Gets, I'll Do Anything), จอห์น บูแมน (Beyond Rangoon) และมิมี เลเดอร์ (Deep Impact, The Peacemaker) เขาเป็นที่ชื่นชอบของผู้กำกับอย่าง เพนนี มาร์แชล (A League of Their Own, Riding in Cars With Boys, Renaissance Man) และพี่น้องริดลีย์ สก็อต (Hannibal, Thelma & Louise, Black Rain, Black Hawk Down) กับโทนี่ สก็อต (Days of Thunder, Crimson Tide, True Romance, The Fan) ซิมเมอร์ยังคงสร้างความสั่นสะเทือนให้กับโลกของดนตรี และเป็นผู้บุกเบิกในการ ประกอบเสียงด้วยดิจิตัล, คีย์บอร์ดอีเล็คโทรนิกส์ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ล่าสุด เขาเปรียบ เสมือนบิดาแห่งการยกระดับเพลงดิจิตัลเข้ากับ การเรียบเรียงเสียงประสานแบบธรรมดาทั่วไป หนึ่งในบรรดาความสำเร็จล่าสุดของเขาสามารถหาฟังได้จากดนตรีประกอบเรื่อง Hannibal ซึ่งเขา ได้ใช้เซลลีและเบสจำนวน 28 เพื่อสร้างเสียงโอเปร่าที่เขียนขึ้นเพื่อภาพยนตร์โดยเฉพาะซาวน์ด แทร็คชุดนี้ขึ้นอันดับสูงสุดของ Billboard's Classical Crossover Chart รวมทั้ง Top Soundtrack Charts ไมเคิล แคพแลน (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย) ร่วมงานอีกครั้งกับริดลีย์ สก็อต ในเรื่อง Matchstick Men หลังจากที่เคยร่วมงานเมื่อปี 1982 ในหนังคลาสสิคบันลือโลกเรื่อง Blade Runner, ซึ่งเขาได้ร่วมรับรางวัล British Academy Award จากผลงานออกแบบเครื่องแต่งกาย ผลงานออกแบบสร้างแนวแฟชั่นของเขา (Flashdance) และการย้อนภาพเครื่องแต่งกาย ในประวัติศาสตร์ (Pearl Harbor) มักจะกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวทางแฟชั่นมาโดยตลอด และเขา ยังเคยร่วมงานกับผู้สร้างที่มีชื่อเสียงมากมาย อย่างเช่น เดวิด ฟินเชอร์ (Seven, The Game, Fight Club, The Panic Room), ไมเคิล เบบย์ (Pearl Harbor and Armageddon), แฮโรลด์ เบกเกอร (Malice), แทย์เลอร์ แฮกฟอร์ด (Against All Odds), เอเดรียน ลินน์ (Flashdance) และล่าสุด มาร์ติน เบรสต์ (Gigli) เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Costumer Designers Guild จากเรื่อง Fight Club และเข้าชิงรางวัล Saturn Award จาก Academy of Science-Fiction, Fantasy and Horror จากเรื่อง Armageddon ผลงานออกแบบที่ผ่านมาของเขา ได้แก่ Keeping the Faith, The Long Kiss Goodnight, National Lampoon's Christmas Vacation, Tough Guys Don't Dance, Clue, Big Business, Perfect และ Cousins เกิดที่ฟิลาเดลเฟีย และศึกษาด้านประติมากรรมและวาดภาพที่ Philadelphia College of Art ก่อนก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง ในตำแหน่งผู้ช่วยใน Sonny and Cher Show--จบ-- -รก-

ข่าว เควิน ฮิวจ์ ล่าสุด